JaoNim's profileเด็กรักม้าที่หวังจะมีม้า...PhotosBlogListsMore Tools Help

เด็กรักม้าที่หวังจะมีม้าเป็นของตัวเองในสักวัน

Photo 1 of 53
April 10

"วันไม่ธรรมดากับเรื่องไร้สาระ"

สวัสดีผู้ชายบ้านนอก

   นานเท่าไหร่แล้วนะที่ฉันไม่ได้เขียนหาแก
ช่างเป็นเพื่อนที่ไม่ได้เรื่องเอาซะเลยจริงๆ
ที่ฉันเขียนมาหาแกคราวนี้ ไม่ใช่เพราะฉันรู้สึกผิด
อย่างเดียวหรอกนะ แต่เป็นเพราะวันที่ไม่ธรรมดา
เดินทางมาทักทายฉันแล้วต่างหาก โอกาสอันดี
ที่ฉันจะได้เขียนหาแกบ้างก็มาถึงซะที
   เมื่อวันเสาร์ที่สี่เมษาที่ผ่านมา เป็นวันที่ฉันได้หยุดในรอบ
เกือบสองเดือน ตั้งแต่ช่วงตรุษจีนเลยละมั้ง
มันเป็นวันกษัตริย์องค์แรกของเวียดนามอ่ะนะ
แน่นอน ฉันดีใจมากๆ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็น
คนขี้เกียจไปทำงานยังไงยังงั้นเลยนะ
แต่เปล่าหรอก ฉันก็แค่อยากไปร้านหนังสือ
หาซื้ออะไรนิดๆหน่อยๆเท่านั้น แต่ไม่มีโอกาสสักที
เพราะทำงานทุกวัน วันเสาร์ทำครึ่งวันแต่กว่าจะ
กลับมาถึงบ้านก็นู่นบ่ายสาม ช่วยงานนู่นนี่ที่บ้านอีก
สรุปเย็น หมดไปอีกหนึ่งวัน นั่นละคือวันเสาร์ปกติของฉัน
ส่วนวันจันทร์ถึงวันศุกร์ก็เรียนสองชั่วโมงแล้วไปทำงาน
กลับถึงบ้านก็ประมาณทุ่มนึง และสำหรับวันอาทิตย์
ออกไปทำรายการถ่ายทอดสดมวยเวียดนามตั้งแต่ประมาณเก้าโมง
กลับมาถึงบ้านก็ หกโมง เป็นอย่างนี้วนไปวนมา
แล้วแกจะไม่ให้ฉันดีใจได้ยังไง เมื่อวันหยุดมาถึง
วันที่ฉันจะได้ไปร้านหนังสือสักที
   ณ ร้านหนังสือแรก ฉันได้พบกับหนังสือที่ถูกใจมากๆๆๆ
แต่หาได้มีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะหยิบติดมือกลับมาไม่
แฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่มหนา หน้าตาอังกริซ อังกฤษ
ที่ฉันหยิบดูแล้วดูอีก สุดท้ายก็เป็นอันอยู่ที่เดิม ที่ๆมันจะรอและคอย
ผู้ซื้อท่านอื่นต่อไป ร้านหนังสือนี้หาได้มีหนังสือที่ฉันต้องการเล่มอื่นๆ
ฉันเลยเดินไปอีกร้านนึง ซึ่งก็ห่างกันไม่มากนัก
ระหว่างทางฉันแวะเข้าซอกหลืบเล็กๆ หาซื้อวัสดุอุปกรณ์เล็กๆน้อยๆ
ที่ฉันตั้งใจมาหาในวันนี้ด้วย (ในร้านหนังสือไม่มีขายอะนะ)
ดีใจที่อย่างน้อยก็ได้ของที่ต้องการแล้วสองชิ้น
   ณ ร้านหนังสือร้านที่สอง ฉันเดินวนไปวนมาอยู่นาน
ก็หาได้เจอหนังสือที่ตามหาไม่ แต่ยังดีที่มีหนังสืออื่นๆ
ที่ฉันอยากได้ด้วย สรุปหมดไปเลยครับท่านสี่แสน
เงินที่เอาไปแทบเกลี้ยงเลยละแก ดีนะที่มีค่ารถเมล์กลับบ้าน
ถึงฉันจะไม่ได้ไปงานหนังสือ แต่ก็มีโอกาสไปร้านหนังสือนะแก
หวังว่าอนาคต หนังสือดีๆจากไทย จะได้รับการแปล
เป็นภาษาอังกฤษ หรือภาษาเวียดนามก็ได้ ส่งมาขายตามร้านที่นี่บ้าง
และเมื่อนั้น ฉันจะได้เจอหนังสือที่พยายามตามหาสักที ^^
   และไม่อยากจะเชื่อว่า เมื่อวันจันทร์ที่หกเมษา ก็เป็นอีกวันที่
ฉันได้หยุดงานละแก เพิ่งรู้ว่าที่นี่เค้าก็หยุดวันจักรีกันด้วย
(ใครสักคนบอกฉันมาน่ะ :)) อันที่จริงแล้วเค้าหยุดชดเชย
เมื่อวันเสาร์ที่สี่ต่างหาก และวันนี้ฉันก็มีโปรแกรมพิเศษสุดๆเลยนะแก
อ้นนิยูมิ พี่สาว(แต่ก่อนเพื่อน เดี๋ยวนี้พี่จะดีกว่า อิอิ)ชาวเกาหลี
ชวนฉันไปทานมื้อเที่ยงที่บ้าน แน่นอน นานๆจะได้หยุดสักที
ฉันขออนุญาตป้าเรียบร้อย ก่อนจะโทรคอนเฟิร์มอ้นนิยูมิ
  เช้าวันนั้นฉันเลยตื่นมาเด็ดมะม่วงที่ระเบียงบ้านสองสามลูก
เก็บใส่ถุง เตรียมเอาไปฝากอ้นนิ(อ้นนิ แปลว่า พี่ ใช้เรียกพี่ผู้หญิง ภาษาเกาหลี)
ก่อนจะลงมาสับมะม่วง ทำยำมะม่วงไปฝากอ้นนิด้วย
วันนั้นฉันมีธุระต้องออกจากบ้านแต่เช้า แล้วก็ดันทำธุระ
เสร็จเร็วกว่าที่คิดไว้ เลยตรงดิ่งไปหาอ้นนิ
ซึ่งก็ก่อนเวลาที่นัดไว้ประมาณเกือบชั่วโมงอ่ะนะ
ฉันนั่งรถเมล์ผ่านเข้าไปเขตฟุหมีฮึง เขตของคนเกาหลีก็ว่าได้
ถนนใหญ่ พื้นที่กว้างดูสะอาดตา มีสนามกอล์ฟด้วยนะแก
จากนั้นก็ไปลงรถเมล์ที่หน้าสกายการ์เด้น ที่ที่ฉันจะได้พบกับ
อัปปะจุงฮุค ซึ่งจะพาฉันไปหาอ้นนิอีกที สกายการ์เด้นใหญ่โตมากอะแก
สูง แล้วแถมยังมีตั้งสี่ห้าตึก ใหญ่เว่อร์ ฉันไม่ได้เข้าไปหรอกนะ
ยืนรออยู่ข้างนอก ไม่นานอัปปะจุงฮุคก็เดินลงมา จากนั้นก็นั่งแท๊กซี่
ไปหาอ้นนิที่อีกอพาร์ทเมนท์นึง
   อัปปะจุงฮุคพาฉันมาถึงอีกที่นึง พร้อมบอกว่าไม่แน่ใจว่าอ้นนิอยู่ห้องไหน
ฉันเริ่มลังเล นี่ฉันจะได้เจออ้นนิมั้ยเนี่ย แต่แล้วก็มาถึงห้องจนได้
อัปปะกดกริ่ง แล้วเสียงน้องหมาก็ดังขึ้น พร้อมด้วยเสียงอ้นนิ
ดังมาจากข้างใน "คิตตี" แล้วแฟนอ้นนิก็มาเปิดประตูให้
"อันยองอาเซโย" ฉันกล่าว ส่งยิ้ม และก้มหัวให้พี่เค้า พี่เค้าส่งยิ้มเป็นการทักทาย
ก่อนจะไปถามฉันว่าดื่มอะไรดี และส่งน้ำเปล่าแก้วโตมาให้ฉัน
อ่ะๆ แกอย่าเพิ่งนึกว่าฉันเก่งภาษาเกาหลีขนาดสื่อสารกับพี่เค้าได้
กับแฟนอ้นนิฉันพูดภาษาอังกฤษอ่ะนะ พี่เค้าพูดเวียดนามได้ไม่มากนักนะ
จากนั้นฉันก็มาเล่นกับน้องหมา น่ารักมากๆเลยแก น้องหมาชื่อ ดุงงิ ละ
แล้วอ้นนิก็เดินมาทักทายฉันก่อนจะไปเตรียมอาหารที่ครัวเล็กๆในห้องนั้น
ฉันก็เดินวนไปวนมา ดูอ้นนิทำอาหารบ้าง ไปดูรูปอันนี่มูนกับรูปงานแต่งงาน
และรูปไปเที่ยวของอ้นนิ กับอัปปะจุงฮุค โดยมีแฟนอ้นนิคอยเปิดให้ดูบ้าง
แล้วก็ไปเล่นกับเจ้าดุงงิบ้าง บรรยากาศสบายๆ มากๆ เลยละแก
ทั้งๆที่ฉันเป็นคนต่างชาตินะเนี่ย เสียงเพลงเกาหลีเปิดคลออยู่เบาๆ
เสียงภาษาเกาหลีที่ส่งไปมาหากัน พร้อมด้วยอังกฤษบ้าง เวียดนามบ้าง
ต่างชาติ ต่างภาษา แต่ก็ดูอบอุ่น และสื่อสารกันได้ บางทีอาจจะไม่ใช่ภาษา
ที่เราใช้สื่อสารกัน อาจจะเป็นใจก็ได้ที่เราใช้พูดคุยกัน (น่าน เวอร์กว่านี้มีอีกมั้ย)
   เวลาประมาณเที่ยงละมั้ง ที่อาหารเรียกน้ำย่อยมื้อนั้นพร้อม
อ้นนินำพิซซ่ากิมจิ พัมกิ้นชุปไข่ทอด และยำมะม่วงของฉัน
มาเสริฟบนโต๊ะเล็กๆสีดำ จะบอกว่าอร่อยมากๆ ฉันชอบพัมกิ้นชุปไข่ทอดมากๆเลยละแก
พิซซ่ากิมจิก็อร่อย กินแค่นี้ก็จะอิ่มละ ฉันบอกอ้นนิแค่นี้ก็จะอิ่มแล้ว
อ้นนิบอกว่า งั้นไม่ต้องกินอีกนะ แฟนอ้นนิเค้าเตรียมทำบะหมี่ให้ทาน
ฉันเลยวางมือจากอาหารเรียกน้ำย่อย นั่งเล่นอยู่อีกสักแป๊บ
บะหมี่สัญชาติเกาหลีก็พร้อมเสริฟ แล้วตอนนั้นเองฝนก็กะหน่ำเทลงมาอย่างหนัก
แฟนอ้นนิหันมาบอกฉันว่า เฟอร์เฟ็ค ฉันงง เฟอร์เฟ็คตรงไหนเนี่ย
ก่อนจะอธิบายว่า ที่เกาหลี เค้ามักจะทำหมี่ชนิดนี้หรือกินหมี่นี้ตอนที่ฝนตก
อ๋ออ อย่างนี้นี่เอง แฟนอ้นนิตักบะหมี่ให้ฉันเยอะมากๆ
ฉันรู้ตัวโดยทันที ว่าไม่มีทางหมดแน่ๆ แล้วฉันจะทำยังไงดีละงานนี้
ฉันเห็นอ้นนิคีบปะหมี่ใส่ถ้วยของแฟน แล้วฉันละ ฉันหันไปมอง
อัปปะจุงฮุคที่นั่งอยู่ข้างๆพร้อมทำตาปริบๆ อัปปะคงจะรู้ความหมายโดยทันที
ยื่นถ้วยของอัปปะมาให้ฉัน ฉันคีบให้ไปกว่าครึ่ง ก่อนจะกล่าวขอบคุณที่ช่วยฉัน
เราสี่คน นั่งกินหมี่ไป คุยกันไป แฟนอ้นนิ ตักเครื่องปรุงใส่ให้ฉัน ฉันก็ได้แต่กล่าวขอบคุณ
และเมื่อบะหมี่เริ่มพร่อง ฉันจึงถือถ้วยบะหมี่ร้อนๆไว้ในมือ ยกขึ้นซดน้ำซุปแสนอร่อย
ขณะที่อากาศข้างนอกกำลังเย็นๆ นั่นละ ที่ทำให้ฉันเข้าใจคำว่า เฟอร์เฟ็ค
   ฉันจำไม่ได้ว่าฉันเคยเล่าให้แกฟังบ้างมั้ยเรื่องการใช้ชีวิตคู่ของคนที่นี่
ซึ่งทำให้ฉันไม่คิดจะแต่งงาน อยากจะอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ คงจะดีกว่ากันมาก
จากที่ฉันเห็น คู่ชีวิตคนเวียดนาม ผู้ชายไปทำงานกลับมาเหนื่อย จะไม่แตะต้องงานบ้าน
อะไรใดๆทั้งนั้น ทานข้าวเสร็จช่วยเก็บจานเข้าครัว แล้วก็ไปดูทีวี หรือทำอะไร
ปล่อยให้ผู้หญิงล้างนู่นนี่ไปตามระเบียบ บางทีฉันอาจจะชินกับการที่มีเพื่อนๆ
คอยช่วยนู่นช่วยนี่ ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรละมั้ง พอเห็นแบบนี้เลยไม่ค่อยชอบใจนัก
มันก็คงเป็นปกติของคนที่นี่ ถ้าผู้ชายคนไหนช่วย ก็ถือว่าผู้หญิงคนนั้นโชคดีมากๆ
แต่เมื่อฉันได้เห็น อ้นนิกับอัปปะคิม (แฟนอ้นนิ ชื่อ คิมอ่ะนะ)
แล้วอดดีใจ และมีความสุขไปกับอ้นนิไม่ได้ เพื่อนของแฟนมาที่บ้าน
เตรียมทำอาหารพร้อมต้อนรับอย่างเป็นกันเองมากๆ ทั้งๆที่อ้นนิอยู่บ้าน
เป็นแม่บ้านอย่างเดียวนะ ไม่ได้ออกไปทำงาน แฟนอ้นนิยังช่วยเลย
แถมฉันก็ยังมีโอกาสได้เห็นมุมน่ารักๆของแฟนอ้นนิ พูดและชี้ชวนให้ฉันดูรูป
พร้อมอธิบายนู่นนี่ น้ำเสียงของพี่เค้าดูรักอ้นนิมากๆเลยละแก
ฉันเริ่มรู้สึกว่า ถ้าเรามีคนที่คอยอยู่เคียงข้างเรา คอยช่วยเหลือเรา
เป็นกำลังใจให้เราทั้งยามทุกข์ ยามสุขแบบนี้บ้างก็คงจะดี
นี่ฉันไม่ได้ยั่วให้แกอิจฉาเพื่อเป็นการเอาคืนที่แกมายั่วฉันเรื่องหนังสือหรอกนะ
แต่ฉันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ แต่ก็อีกนั่นละ สำหรับฉันมันคงจะยากน่าดู
หรือแกว่าไง ฮ่าๆๆ
   วันนั้นจบลงที่การดูหนังเกาหลีที่ดีมากๆในความคิดฉันหนึ่งเรื่อง
แม้ฉันจะไม่เข้าใจจากภาษา แต่ก็สามารถเข้าใจภาพที่สื่อออกมาได้
อ้นนิกับแฟน ก็พลัดกันแปลให้ฉันฟังบ้าง อัปปะจุงฮุคขอตัวกลับก่อน
เมื่อหนังดำเนินไปได้เกือบครึ่งเรื่อง แล้วเมื่อหนังจบลงก็ถึงมาเวลา
ที่ฉันต้องกลับบ้าง อ้นนิและอัปปะคิม ขับรถมาส่งฉันที่ฟุหมีฮึง
พร้อมยืนรอรถเมล์ และข้ามถนนมาส่งฉันขึ้นรถเมล์ทั้งสองคน
เป็นอะไรที่ประทับใจมากๆ ฉันกล่าวคำขอบคุณเป็นภาษาเกาหลีอีกครั้ง
ก่อนจะขึ้นรถแล้วจากมา
   หวังว่าแกคงยังไม่เบื่อที่จะอ่านต่อไปนะ ฮ่าๆๆ
มันดูไร้สาระตามแบบฉบับของฉันเลยใช่มั้ยละ
ฉันแค่อยากจะเล่าให้แกฟังเท่านั้นละ ที่จริงฉันมี
อีกหลายรายละเอียดที่จะเล่าให้แกฟังก่อนหน้านี้
แต่เมื่อถึงเวลาเขียนจริงๆ ฉันกลับลืมซะอย่างนั้น
แต่ก็นะ ไม่เป็นไร นึกออกเมื่อไหร่จะเล่าให้ฟังอีกทีนะ
  อ่อ ฉันแนบรูปนิดๆ หน่อยๆ พร้อมด้วยวีดีโอน่ารักๆ
ของเจ้าดุงงิมาให้แกดูด้วย หวังว่าแกคงจะชอบ
เพราะแกก็เป็นอีกคนที่รักน้องหมาอยู่แล้วนี่น่า
ยังไงก็ดูแลตัวเองด้วยนะแก ช่วงนี้อากาศมันร้อน
ร้อนแรง แดงเดือดไปหมด หวังว่าที่นั่นคงมีฝนตก
ช่วยบรรเทาความร้อน และความทุกข์ยากไปบ้างนะ
ท้ายสุดอย่าลืมกินผักช่วยโลกด้วยนะแก

                                คิดถึงเสมอ
                       เพื่อนสาวตัวน้อยของแก


ปล. ขอโทษทีนะแก ที่วีดีโอดูไม่ได้ ไว้ฉันจะพยายามลงใหม่นะ
 

April 01

"April truth's day"

เรื่องนี้มันเริ่มขึ้นร่วมเดือนมาแล้ว
ผู้ชายผู้รักเสียงดนตรี ดื่มด่ำในการแต่งเพลง
มีเวลาว่างอยู่กับการปลูกต้นไม้ อ่านหนังสือและเลี้ยงน้องหมา
ฟังดูแล้วคงจะจินตนาการถึงผู้ชายบ้านๆ ออกแนวบ้านนอก
ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้น จริง!
ถึงบ้านนอกแต่ก็ไม่ได้ล้าสมัยนะจ๊า
เพราะในค่ำคืนนึง คืนนั้น ผู้ชายคนนี้ได้ส่งข้อความ
ผ่านโปรแกรมแชทหัวปิงปองสุดฮิต(อันนี้เรียกเอง)
ถึงเรื่องราวซึ่งคุณจะหาอ่านได้ที่นี่
http://www.lonelytrees.net/?p=950
อย่าลืมร่วมด้วยช่วยกันนะจ๊ะ
...
วันนี้(1 เมษายน)วันที่ทุกคนสามารถโกหกได้โดยมิมีผู้ใดถือสา
ลองคิดๆดูแล้ว จะโกหกอะไรใครก็ได้ เรื่องไหนก็ได้ทั้งนั้น
ถ้ามีคนมาโกหกเรา ในเรื่องที่ไม่น่าเอามาเล่น
พอรู้ว่าโกหกมันจะเป็นยังไงนะ แค่นี้ก็ไม่อยากจะคิดต่อแล้ว
มันจะสนุกตรงไหนเนี่ยยยยย
อีกอย่างพูดโกหกผิดศีลห้าอันเป็นพื้นฐานยิ่งอีกต่างหาก
ถึงจะไม่มีใครถือสา แต่มันก็คงไม่ใช่เรื่องดีนัก ฉะนั้นไม่เอาด้วยหรอก
ด้วยเหตุนี้ เมื่อได้เห็นแคมเปญเท่ห์ๆ ที่มีชื่อว่า
"April Truth's day" ที่ผู้ชายบ้านนอกส่งมาให้
ไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้ว่าแคมเปญนี้จะได้สมาชิกเพิ่มอีกหนึ่งคนอย่างแน่นอน
ซึ่งพี่ก้อง ทรงกลด(นี่ๆ สนิทสนมขนาดนั้นเลยละ)
บอกว่าจะเอางานใครมาดัดแปลงก็ได้ แต่ก็ให้เครดิตเค้าด้วย
เหอะๆ ไม่อยากจะคุย ระดับนี้แล้วแปลงงานใครไม่ได้หรอก
เดี๋ยวของเค้าจะเสียหมด (ฮิ้วววว)
เมื่อคิดได้ดังนั้น จึงเป็นที่มาของเรื่องเล็กๆน้อยๆนี้ที่คิดว่าจะช่วยโลกได้(ติ๊ดดนึง)
...
อย่างที่รู้ๆกันว่า การกินเนื้อวัวมีส่วนทำให้โลกร้อน
เพราะอะไรนะเหรอ ก็เพราะว่าระบบขับถ่ายของวัว
มีส่วนช่วยเพิ่มก๊าซมีเทนเข้าไปในชั้นบรรยากาศ
ซึ่งมีผลต่อสภาวะโลกร้อนด้วยนะซิ ซึ่งเมื่อคิดแล้วก็เป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงพอสมควรเลยนะ
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าข้าน้อยช่วยลดโลกร้อนมาตั้งแต่สมัย
ที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักเรื่องโลกร้อนเลยด้วยซ้ำ (น่าน พูดดีเข้าตัวตลอด คริคริ)
แต่ก่อนเหตุผลที่ไม่กินเนื้อดูหาสาเหตุที่จะบอกใครเค้ายาก
ยิ่งมาอยู่ที่นี่ คนกินเนื้อก็เยอะอยู่ด้วย ชอบถามจังว่าทำไมไม่กินเนื้อ
ตอนนี้มีเหตุผลดีๆ ไว้ตอบเค้าละ "ช่วยลดภาวะโลกร้อนคะ" วี๊ด วิ้ว เท่ห์ซะไม่มี
อ่อ แล้วจากที่เคยอ่านมาจากที่ไหนสักแห่งเค้าบอกประมาณว่า ถ้าเราลดการกินเนื้อสัตว์ลง
จะมีเมล็ดพืชถูกส่งไปให้โลกที่สามเพิ่มขึ้นหลายเท่า
งง งงอะดิ เกี่ยวกันตรงไหน ตอนแรกก็งงเหมือนกัน
แต่ก็พยายามทำความเข้าใจเลย มีเหตุผลมาให้ข้อนึง
คือ ถ้าลดการเลี้ยงสัตว์ลง เมล็ดพืชที่จะให้สัตว์เหล่านั้นกิน
อาจจะตกไปถึงโลกที่สามนั่นเอง อันนี้คิดเองนะ ถ้ามีเหตุผลอื่นกรุณาแนะนำ
จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งที่ทำให้กระจ่างขึ้นอีก
อืม แล้วมันเกี่ยวกับโลกร้อนตรงไหน
น่าจะตรงที่ว่า อุตสาหกรรมการเกษตรไม่ปล่อยก๊าซมีเทนที่เป็นตัวเพิ่มความร้อนในอากาศละ
มันก็เหตุผลเดียวกับข้อที่ผ่านมานั่นแหละนะ
เพราะฉะนั้นถ้าเราลดการกินเนื้อสัตว์ลง การเลี้ยงสัตว์ก็น่าจะลดลงด้วย
จากข้อความข้างต้น สามารถสรุปเป็นใจความสั้นๆ ได้ว่า
เรามากินผักกันเถอะเนอะ ย่อยง่าย และดีต่อสุขภาพ
แต่ไม่ใช่ไม่ต้องกินเนื้อสัตว์เลยนะ กินบ้างเพื่อให้มีธาตุอาหารครบ
กินแต่เพียงพอดี พอที่โลกจะปรับสมดุลได้
นอกจากกินผัก แล้วก็อย่าลืมปลูกต้นไม้ด้วยนะ ช่วยกันคนละนิด คนละหน่อย
โลกคงจะน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเนอะ ว่ามั้ย :)
I Vote Earth! and you?
...
ขอแอบเพิ่ม เรื่องราวเล็กๆที่ไม่เกี่ยวกับโลกร้อน
แต่ไหนๆ อัพแล้วก็อยากจะเล่าสู่เพื่อนๆฟัง พร้อมชักชวนกันทำไปเลยทีเดียว
"ลองตั้งใจทำอะไรสักอย่างแล้วทำให้ได้"
เริ่มจากเรื่องเล็กๆน้อยๆรอบตัวเรานี่ละนะ
จะขอยกตัวอย่างสักหนึ่งเรื่องที่ข้าน้อยได้ลองทำดู
เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อวันก่อนที่ทำงาน มีพี่คนไทยจากกันตนามาสอนเรื่องเทคนิคต่างๆ
วันที่มาใช้สตูดิโอที่ตึกของข้าน้อย พี่เค้ามาสอนเรื่องการจัดไฟ
ว่าต้องให้แสงกับแบบยังไง มีไฟสามดวง สองดวง หรือดวงเดียวจะจัดยังไง
มุมกล้องช่วยได้ตรงไหน แผ่นสะท้อนแสงช่วยได้ยังไง
หลังจากที่พี่เค้าอธิบายในกระดานเสร็จ ก็มาถึงการจัดไฟให้ได้เห็นของจริง
ข้าน้อย ซึ่งในใจแอบคิด แอบตั้งใจจะเป็นแบบให้การจัดไฟครั้งนี้
นี่ๆๆ ประมาณว่า มั่นใจ ขึ้นกล้องคะ ขึ้นกล้อง
แล้วพี่เค้าก็เรียกฉันไปเป็นแบบจริงๆ "ไอ้ตัวเล็ก ขึ้นไปนั่งซิ"
จะบอกว่า ภาพที่เห็นในจอมอนิเตอร์นี่
เหมือนสัมภาษณ์เบื้องหลังการถ่ายหนังของนักแสดงนำ(ต้องนักแสดงนำด้วยนะ :Đ)มากๆ
ไม่อยากจะเชื่อว่าไฟไม่กี่ดวง และแผ่นสะท้อนบวกด้วยมุมกล้อง
จะทำได้ถึงขนาดนี้ แต่ก็อย่างว่าละนะ ของแบบนี้มันต้องขึ้นอยู่กับแบบด้วย ฮ่าๆๆ
จากเรื่องข้างต้น พอจะเห็นได้ว่าดูเป็นเรื่องเล็กน้อยมากๆ
มากจนเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ในความไม่มีอะไรนั้น
มันบอกกับข้าน้อยว่า หากเราตั้งใจจะทำอะไรและพยายามทำ เราจะต้องทำได้
เริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ สร้างสมความมั่นใจให้ตัวเองไปทีละน้อยๆ
นอกจากตั้งใจมั่นแล้ว ยังต้องพยายามและหาโอกาสให้ตัวเองด้วย
เช่นเรื่องเป็นแบบให้การจัดไฟ ถ้าตั้งใจอยากเป็นแบบ
แล้วเอาตัวเองเข้าไปซ่อนอยู่ในซอกหลืบมุมห้อง
พี่เค้าจะตะโกนเรียกมั้ย ว่า "ไอ้ตัวเล็กที่อยู่ในหลืบมานั่งเป็นแบบให้พี่หน่อยซิ"
เค้าคงจะบอกล่ามให้เอาใครมาเป็นแบบให้
แต่ด้วยความที่ข้าน้อยสร้างโอกาสให้ตัวเองโดยการ
ไปอยู่ใกล้ๆ เก้าอี้ที่จะให้แบบนั่ง ไปยืนเหมือนเกะๆกะๆ แถวไฟที่จะใช้จัด
จนพี่เค้าเห็น แล้วเอาความเกะกะของฉันไปวางให้ถูกที่เพื่อให้เกิดประโยชน์ :)
จากที่ข้าน้อยได้ทำมา ทำให้รู้สึกว่า เราสามารถเพิ่มความมั่นใจ
ให้ตัวเองได้จากเรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านี้
แต่ไม่ใช่ว่าทุกเรื่องที่เราตั้งใจและพยายามจะสามารถสำเร็จได้นะ
มันก็ยังพอมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง ยกตัวอย่างเช่น เรื่องความรู้สึกที่ต้องขึ้นกับใครอีกคนด้วยเนี่ย
เราอาจจะไม่สามารถสมหวังในเรื่องแบบนี้ได้
เพราะมันขึ้นอยู่กับคนสองคน ไม่ใช่เราคนเดียว
และเรื่องความรู้สึกมันพูดยากจริงๆ คริคริ อันนี้ตัวอย่างนะ ตัวอย่าง
อ่อ อีกเรื่อง ช่วงนี้อากาศกำลังร้อน โลกก็ยังร้อน
พยายามทำใจเย็นๆ สบายๆ ด้วยการมองโลกในแง่ดีเข้าไว้นะ
บางทีไอเย็นภายในกายภายในใจเรา อาจจะระบายออกมาภายนอก
เพื่อช่วยลดอุณหภูมิให้คนรอบข้างบ้าง และอาจจะเผื่อแผ่ไปถึงโลกก็ได้นะ
ช่วยๆโลกกันหน่อยนะ ร้อนจะแย่อยู่แล้ว :)

"I see trees of green, red roses too
I see them bloom for me and you
And I think to myself, what a wonderful world

I see skies of blue and clouds of white
The bright blessed day, the dark sacred night
And I think to myself, what a wonderful world

The colours of the rainbow, so pretty in the sky
Are also on the faces of people going by
I see friends shakin' hands, sayin' "How do you do?"
They're really saying "I love you"

I hear babies cryin', I watch them grow
They'll learn much more than I'll ever know
And I think to myself, what a wonderful world
Yes, I think to myself, what a wonderful world

Louis Armstrong - What A Wonderful World"






February 23

"Black day"

14 กุมภา ที่ผ่านมา ทั้งก่อนและหลังจากวันนั้น
ดูเหมือนจะเป็นช่วงที่เหล่าคนเขียนสเปซทยอยอัพเดรตเรื่องราวใหม่ๆ
เพลงใหม่ๆ ได้ไปเที่ยวในสถานที่ใหม่(ซึ่งอาจจะอยู่ในบรรยากาศเก่าๆ)
เรื่องเก่าในใจที่นำมาเล่าใหม่ หรืออีกหลายๆสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น
ดูเหมือนว่าจะมีทั้งที่ดี และไม่น่ายินดีนัก แต่ก็คิดว่าคงจะผ่านไปด้วยดีแน่นอนในสักวัน
และสำหรับฉันวันนั้นก็เป็นเพียงวันธรรมดาวันนึง
แน่นอนมันน่าจะมีความหมายกับคนที่มีคู่รักมากกว่า
หลายๆคนอาจจะบอกว่า เป็นวันแห่งความรัก จะรักใครก็ได้ พ่อแม่ พี่น้อง ทุกๆคน
แต่จะมีใครปฎิเสธมั้ยนะ ว่าถ้าพูดถึงวันนี้โดยส่วนใหญ่จะคิดถึงความรักแบบหนุ่มสาวเป็นอันดับแรก
ด้วยเหตุนี้ ฉันซึ่งแม้จะเกิดมาเป็นคู่ แต่ก็หาได้มีโชคในเรื่องนี้ไม่
ฟ้าอาจจะกลั่นแกล้ง ให้คนที่เกิดมาคนเดียวได้ประสบพบเจอเนื้อคู่
ในขณะที่ฉันเกิดมาเพื่อดำรงชีวิตคนเดียวบ้าง
พูดเหมือนน้อยเนื้อต่ำใจในเรื่องนี้ แต่จริงๆแล้ว
ฉันเริ่มจะชอบชีวิตอิสระแบบนี้มากขึ้นๆทุกวันอยู่เหมือนกัน
จะมีบ้างเวลาเศร้า เหงา หรือมีเรื่องทุกข์ใจอะไร
ที่มักจะคิดว่า หากมีใครสักคนที่พร้อมจะอยู่กับเรา พร้อมจะรับฟังเราในตอนนั้นก็คงจะดี
แต่ในเมื่อไม่มี ก็โทรกวนคนนั้นคนนี้เรื่อยไป :)
...
คลาส Elementary3 ในวันศุกร์ที่ 13 กุมภา
อ้นนิยูมิ เพื่อนหญิงชาวเกาหลี ถามถึงวันพรุ่งนี้ของฉัน
ฉันบอกไปตามตรง ไปทำงานแล้วก็กลับบ้าน คงมีเท่านั้นละ แล้ววันนั้นก็จบลงเพียงเท่านั้น
วาเลนไทน์ ฉันส่งแมสเสจหาเพื่อนๆที่นี่ ที่ฉันมีเบอร์ทุกคน
(ฉันไม่มีเงินพอส่งกลับไทยหาทุกคน กลัวส่งไปไม่ครบคน อาจจะน้อยใจได้ เลยไม่ส่งเลย อิอิ)
อ้นนิยูมิส่งกลับมาว่า ได้ให้ชอคโกแลตใครมั้ย ส่วนโอปปะจุงฮุคเพื่อนหนุ่มเกาหลีที่ชอบทะเลาะกับฉัน
ส่งกลับมาว่า แค่นี้เหรอ ให้ของขวัญเค้าด้วยซิ น่านแค่นี้ยังไม่พอจะเอาของขวัญ
แน่นอนอีกเช่นกัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากคำอวยพรเท่านั้น
ในวันจันทร์ที่ 16 กุมภา ซึ่งเรากลับมาเจอกันอีกครั้ง
อ้นนิยูมิ ยังคงถามถึงเรื่องชอคโกแลต ฉันเลยบอกไม่ได้ให้ใคร
โอปปะจุงฮุคแบมือขอชอคโกแลตจากฉัน
ฉันบอกไม่ให้ โอปปะให้ชอคโกแลตฉันก่อนซิ
แล้วอ้นนิยูมิก็บอกว่า วันที่ 14 เมษาให้ฉันกับโอปปะจุงฮุคไปกินหมี่สีดำด้วยกัน
นั่นเลยเป็นที่มาของ วันที่ 14 ในเดือนต่อๆมา
และแน่นอนฉันมีวันที่ 14 เดือนอื่นที่สำคัญกว่าเดือนนี้อยู่แล้วละ อิอิ
มาดูกันเลยนะ อ่อลืมบอกว่านี่เป็นวันตามวัฒนธรรมเกาหลีนะ
14 กุมภา Valentine's day ฝ่ายหญิงให้ชอคโกแลตฝ่ายชาย
14 มีนา White day ฝ่ายชายให้ขนมหวาน แคนดี้แก่ฝ่ายหญิง
14 เมษา Black day เหล่าคนไร้คู่ล้อมวง ดื่มและกินหมี่สีดำ
14 พฤษภา Rose day วันที่เราให้ดอกกุหลาบแก่กันและกัน วันนี้เราให้ได้ทุกคนนะจ๊ะ
และ 14 มิถุนา Kiss day วันนี้คงไม่ต้องอธิบายนะ คริคริ
จากวันที่กล่าวมาข้างต้น คงพอจะรู้แล้วละนะ ว่าวันไหนที่น่าจะเป็นวันของฉัน
...
Black day ฉันคิดถึงภาพการรวมกลุ่มของคนกลุ่มนึง
สิ่งมีชีวิตไขลาน หมา ม้า แมว นอกจากนี้ยังคิดถึงเพื่อนที่ยังโสดอยู่อีกหลายๆคน
ณ สถานที่แห่งนั้น Let it be ในคืนสุดท้ายที่ไม่มีอะไรนอกจากพวกเรา
แล้วภาพนั้นก็เด่นชัดขึ้นอีก ภาพที่เรานั่งล้อมรอบหม้อที่ร้อนๆ
มือข้างซ้ายถือจาน ข้างขวาถือตะเกียบ นั่งจ้องบะหมี่สีดำในหม้อ
และเมื่อมันได้ที่ ก็ทีใครทีมันละทีนี้
ไอร้อนๆ ควันฉุยๆ กินหมี่สีดำ ดื่มน้ำดำ(โค๊ก เป๊ปซี่ เราไม่นิยมให้ดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีผลให้ขาดสติ อิอิ)
พร้อมด้วยเรื่องราวซึ่งอาจจะไม่ขาวอมชมพู แต่ก็ไม่ได้ดำทะมึนเหมือนหมี่ที่เรากิน
ท้ายที่สุด พวกเราคงไม่ได้จบลงที่ความเศร้า
อย่างน้อยเราก็ยังมีเรา เราก็ยังมีเพื่อน เพื่อนที่จะอยู่ข้างๆเราเสมอ
ไม่ว่ายามไหน เพียงเท่านี้ก็อบอุ่นใจมากพอแล้ว
เพียงพอที่จะเดินไปให้สุดทางสายนี้ ทางชีวิตที่ไม่รู้จะจบลงตรงไหน วันไหน และยังไง
แต่คิดถึงแค่นี้ฉันก็มีความสุขมากแล้วละ
ยังไงเราก็ยังมีกันและกัน จริงมั้ยเพื่อนๆ :)
"ฉันและเธอจะเดินไปด้วยกัน ไม่ว่าจะทุกข์หรือว่าจะสุขสันต์
ฉันจะมีเธอข้างกาย วันเวลาจะนานสักเพียงไหน
เพื่อนฉันคนนี้นั้นไม่มีวันห่าง และไม่มีวันจากไปไหน"
เพลงนี้รู้สึกว่าหลายรอบละ แต่ชอบจริงๆนะ คิดถึงเพื่อนทีไรคิดถึงเพลงนี้ทุกที :)

"จะเก็บใจไว้ เก็บเพื่อรอ
ขอรอ รอจนกว่า จนกว่าที่ฟ้าจะมีเวลาให้เรารักกัน
เก็บคำว่ารักที่ฉันมี ไม่ให้ใครตราบนานเท่านาน
ไม่เคยหยุดหวัง วันไหนสักวันจะให้กับเธอ
PeaceMaker - จนกว่าฟ้าจะมีเวลา"

ปล. มีเวลาไม่มากนัก ขออภัยท่านผู้อ่านทุกท่าน ที่ภาษาอาจจะไม่สวยงามนัก
ทั้งยังสับสน วกวนไปมา ข้าน้อยจะพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นๆในครั้งต่อๆไปนะเจ้าค่ะ :)







January 03

Chuc mung nam moi กับเรื่องราวรวมมิตร

 นานเท่าไหร่แล้วนะที่ไม่ได้เข้ามาขีดเขียนในพื้นที่เล็กๆแห่งนี้
ทั้งๆที่ช่วงเวลาที่ผ่านพ้นไปเต็มไปด้วยเรื่องราวต่างๆ

บ้างสุข บ้างทุกข์แวะเวียนเข้ามาทักทายอยู่เสมอๆ
และสำหรับครั้งนี้จะหยิบเรื่องไหนมาเล่าสู่กันฟังดีนะ

 ช่วงกลางเดือนสิบสอง ขณะที่สนามบินบ้านเราเพิ่งเปิดใช้บริการอย่างปกติอีกครั้ง
ได้เพียงอาทิตย์เศษๆ ฉันก็ได้เวลาลองของ ดูซิจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง ฉันเดินทางกลับมาตุภูมิด้วยนกเหล็กเพียงลำพังครั้งแรกในชีวิต
ในความมืดฉันมองเห็นแสงไฟระยิบระยับจากที่ที่ฉันจากมา
ไม่นานนักก็กลับมาเห็นเสียงไฟระยิบระยับอีกครั้งที่บ้าน
ฉันพาตัวเองแบกเป้ ลากกระเป๋าผ่านอะไรต่อมิอะไรมากมาย
กลับมาเห็นตัวหนังสือภาษาไทยตามป้ายต่างๆ เสียงประกาศภาษาไทย
ฉันพาตัวเองเดินออกมาเรื่อยๆ  พอจะเดาได้ว่าวันนี้จะมีใครมารับฉันบ้าง
ตระกูลน. หนูมากันครบ พร้อมด้วยน้าเรกและน้าเจี๊ยบ ทุกคนดูสบายดี
ยกเว้นแฝดพี่ที่ดูแก้มช้ำเนื่องจากฟันคุดคู้ทำพิษ คืนนั้นและ
หลังจากนั้นฉันแอบมุดมุ้งไปนอนกับคุณแหมะทุกคืน ด้วยความที่ฉันมีเวลาไม่มากนัก
กลับไปก็ไปวัดกับแฝดพี่หนึ่งวัน ไปซื้อของ ซื้อหนังสือ ไปเยี่ยมพี่ ไปหาเพื่อน
ไปส่งของ จัดการเรื่องเช็ค และก็กลับมอหนึ่งวัน ค้างที่นั่นหนึ่งคืน
ได้พบเจอครูบาอาจารย์ที่รักและเคารพ เพื่อนๆ และพี่ๆที่ยังน่ารักไม่เปลี่ยนแปลง
ไขลานให้ตัวเอง ชาร์ตพลังเอาไว้เผื่อขาดแคลนในอนาคต ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะใช้ได้นานเท่าไหร่
ดีใจที่ได้กลับมาเจอทุกๆคนอีกครั้ง เพื่อนๆที่ได้เจอทุกคนดูสบายดีและยังคงน่ารักมากๆเหมือนเดิม ส่วนเพื่อนๆที่ไม่มีโอกาสได้เจอก็ได้แต่โทรไปหา โทรไปทักทาย
หวังว่าเพื่อนๆคงสบายดีกันทุกคนเช่นกัน
เวลาแห่งความสุขมักสั้นเสมอ แล้ววันกลับก็มาถึงเวลาประมาณเดียวกันกับครั้งนั้น
ตระกูลน.หนูมากันครบ โดยมีน้าเรกนำทีมเช่นเคย คราวนี้ฉันไม่เอ้อระเหย
ค่อยๆเข็นรถเข็นมาที่เคาเตอร์เช็คอินอีกต่อไป
ฉันรีบเข็นรถและกระเป๋าไปที่ตรงนั้น ฉันมองตรงจุดนั้นก่อนที่จะถึงเคาเตอร์ซะอีก
นั่นไงนั่งเรียงกันอยู่ตรงนั้นทั้งสามคน ภาพนั้นยังคงเด่นชัดในความทรงจำ การเช็คกระเป๋าผ่านไปด้วยดีน้ำหนักที่เกินมาพี่เค้ายกให้ คงเห็นว่าตัวเล็กไม่หนักเครื่องมากละมั้ง จากนั้นก็เดินมองความว่างเปล่าจนไปถึงด่านตรวจเก็บภาพกับที่บ้านอีกนิดหน่อย
ก่อนจะบอกลาทุกคนแล้วเดินเข้าไปโดยไม่ลืมเหลียวมองความว่างเปล่า ณ ที่ตรงนั้น
ซึ่งไม่ได้ว่างเปล่าในความทรงจำเลย
แล้วพบกันใหม่นะทุกคน เมื่อเวลาและโอกาสของฉันมาถึงอีกครั้ง

                กลับมาคราวนี้ดูเหมือนจะมีหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป
บ้างกระทบฉันมาก บ้างกระทบฉันน้อย วันแรกที่กลับมาเรียนอีกครั้ง
เพื่อนเก่าชาวเกาหลีของฉันเหลืออยู่สามคนพร้อมเพื่อนใหม่นานาชาติอีกสามคน พร้อมข่าวที่ว่าเพื่อนสาวคนสวยของฉันจะกลับเกาหลีวันเสาร์นี้
ความเหงาเริ่มแทรกแซงกลับตั้งสามอาทิตย์ โธ่เพื่อนสาวคนเดียวของฉัน
และเช่นเดียวกันกับการไปทำงานวันแรกอีกครั้ง
จิสาพี่สาวใจดีบอกข่าวเล่าให้ฟังถึงอันแป๊ะพี่ชายที่แสนดี
ว่าอีกไม่นานพี่เค้าต้องกลับไทยแล้ว แน่นอนมันไม่ใช่ข่าวดีแน่
และเมื่อฉันได้คุยกับอันแป๊ะ ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าจะเศร้าขนาดไหน
ฉันเพิ่งซื้อหนังสือเรียนภาษาเวียดนามมาฝากพี่เค้าแท้ๆ
อีกไม่ถึงสิบวันพี่เค้าก็ต้องกลับแล้ว มันเร็วมากเลยสำหรับฉัน
และคงไม่ต้องพูดถึงพี่เค้า มันคงเร็วกว่าฉันมากๆ ทุกคนได้แต่ทำใจ
เวลาคงช่วยเยียวยาได้ทุกสิ่ง ฉันหวังว่ามันจะเป็นอย่างนั้นนะ

                คริสตมาสกับบอลไทย เวียดนาม เล่นเอาฉันหงอยไปพอควรเลยทีเดียว
ไม่ใช่เพราะบอลแพ้อย่างเดียวหรอกนะ
บอลแพ้ทำให้ฉันโดยแซวตั้งแต่ที่บ้าน ที่มหาลัย จนถึงที่ทำงาน
แต่อีกอย่างที่ส่งผลคือฉันไม่สบายเอาวันนั้นพอดี ดีที่ไม่เป็นไรมาก
แอบโดดงานครึ่งวันกลับมานอนที่บ้าน ค่ำๆก็ดีขึ้น ปกติทุกปีวันนี้จะมีคนโทรมา
แต่ปีนี้คงไม่มีใคร และก็ไม่มีจริงๆ เป็นคริตสมาสที่ไม่ค่อยน่าจดจำเลย
แต่ก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะลืมเหมือนกันละ
และต่อเนื่องจากคืนคริสตมาสอีฟที่บอลเวียดนามชนะไทย
เมื่อคืนวันที่
28 ธันวา ก็เป็นวันที่ถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์เวียดนาม
เป็นครั้งแรกที่เวียดนามได้แชมป์ไทเกอร์คัพ กว่า
49 ปีที่เวียดนามไม่เคยได้แชมป์อะไรเลย
และกว่า
10  ปีที่ไม่สามารถเอาชนะไทยได้
ความดีใจและความสุขของคนเวียดนามเลยล้นออกมาจากหัวจิตหัวใจ
พากันออกจากบ้านเอาผ้าแดงโผกหัว ถือธงแดงดาวเหลืองซ้อนมอไซด์โบกสะบัด
และวิ่งโห่ร้องด้วยความยินดีไปทั่วเมือง และฉันคาดว่าจะทั่วประเทศเลยด้วยนะ โดยเฉพาะที่ฮานอยเมืองหลวงและโฮจิมินต์เมืองเศรษฐกิจ น้องบอกฉันว่า บางทีคนเวียดนามอาจจะไม่ดีใจมากอย่างนี้ถ้าได้แชมป์เพียงอย่างเดียว
แต่ที่คนเวียดนามดีใจมากขนาดนี้ก็เพราะชนะไทยด้วย  หวังว่าคนไทยคงไม่เศร้าอะไรมากนัก ฉันไม่รู้สึกอะไรมากไปกว่าอืมแพ้ก็ไม่เป็นไร กีฬามีแพ้มีชนะ
และฉันคิดว่าหากไทยชนะ ฉันก็คงไม่ได้อะไรมากไปกว่า อืมชนะก็ดีนะ ฉันคิดว่าถึงไทยชนะความสุขก็คงไม่ได้ครึ่งของคนเวียดนามที่ฉันเห็น ฉันเลยเกิดความคิดที่ว่าหากคนไทยได้อ่านแล้วอาจจะเกลียดฉันไปเลยก็ได้
คือ เวียดนามชนะก็ดี ฉันได้เห็นความสุขมากมาย ความสุขมากมายที่ไม่เคยเห็นตอนที่บอลไทยชนะแล้วคนไทยมีความสุขกันขนาดนี้ ฉันเห็นคนมากมายมีความสุขฉันจึงรู้สึกยินดีไปกับเค้าด้วย
แต่ถ้าฉันอยู่ไทยอาจจะเศร้าก็ได้ ซึ่งก็คงไม่เป็นไร วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปเสมอๆ ไม่นานหลายๆฤดูกาลแข่งขันก็จะเวียนมาถึง สู้ๆกันต่อไปนะ ทุกทีมเลย

                เช้าวันที่ 30 ธันวาชั้นเรียนสุดท้ายของปี ขณะที่ฉันกำลังรอเข้าห้องเรียนอยู่ที่ระเบียงกับเพื่อนๆ มองลงไปข้างล่างเห็นผู้คนจำนวนนึงวิ่งไปในทางเดียวกัน
ในใจฉันฉุกคิดอะไรแย่ๆขึ้นมาได้ก่อนความคิดอื่น สงสัยจะมีคนโดดตึกฆ่าตัวตาย
แต่แล้วความคิดอื่นๆก็เข้ามาแทรก มันจะเป็นไปได้ไง ไม่ใช่ทำกันได้ง่ายๆนะ
ฆ่าตัวตายเนี่ย แล้วคิดได้เนอะ โดดตึกด้วยนะ เลยมาคิดว่า
สงสัยจะมีดารานักร้องดังมาถ่ายทำอะไรที่นี่ เพราะเคยเห็นมีคนมาถ่ายทำนู่นนี่บ่อยๆ

และเมื่อเพื่อนฉันเดินไปดู และกวักมือเรียกเพื่อน ฉันเลยเดินไปดูด้วย
และนั่นละ ตกใจเลย คนโดดตึกฆ่าตัวตายจริงๆอ่ะ ตอนที่ฉันไปดูเหมือนเพิ่งลงมาถึงพื้น คนเพิ่งวิ่งเข้าไปช่วยกันยกแขนยกขาแล้วพาขึ้นแท๊กซี่
ฉันเห็นจม.ฉบับนึงด้วยนะ เลือดนองพื้นเลย ฉันดูอยู่ไม่นานก็เข้าห้องเรียน
เพราะครูมาเรียกแล้ว บอกไม่ถูกว่ารู้สึกยังไง เรียนเสร็จลงมาเดินผ่านตรงจุดนั้น
จุดที่เค้าลงมาถึงพื้นตาย จุดที่ฉันเดินผ่านไปมาทุกวัน รอยเลือดยังคงมีให้เห็นทั้งๆที่ฝนเพิ่งตกไป
ไม่มีใครทำความสะอาด ฝนช่วยชะไปได้นิดหน่อย แต่ไม่อาจหมดได้
เช่นเดียวกับภาพที่เห็น ไม่อาจลบไปจากตาได้เลย
ถ้าฉันเดินมาตั้งแต่ตอนที่คิดคงได้เห็นตอนกำลังดิ่ง แต่ดีแล้วละ
เพียงเท่านี้ก็ได้เห็นอะไรมากพอแล้ว ชีวิตมีเรื่องยุ่งยากมากมาย แต่ก็มีทางแก้ปัญหาอีกมากเช่นกัน ทางที่เค้าเลือกก็ได้แต่หนีปัญหาของตัวเองเท่านั้น ไม่คิดถึงคนที่อยู่ข้างหลัง
การเกิดเป็นคนหน่ะยากนัก เสียดายโอกาสที่เค้าจะได้ทำอะไรอีกตั้งมากมาย
ตอนนี้คงไม่มีโอกาสได้แก้ตัวอีกต่อไปแล้ว เสียใจด้วยนะ ความคิดนั้นชั่ววูบนัก
แต่ได้พรากทุกสิ่งไปแล้ว ลาก่อนวันสิ้นปีกับคนสิ้นใจ

            ปีใหม่มาถึงแล้ว วันนี้มีนัดไปบ้านญาติกินเลี้ยงมื้อเที่ยง
ญาติๆทุกคนยังน่ารักกับฉันเหมือนเดิม ทานมื้อเที่ยงเสร็จก็อยู่คุยกันนิดหน่อยก่อนจะกลับมาที่บ้าน เพราะเมื่อคืนสิ้นปีจิทูมาส่งที่บ้าน พร้อมแวะทานมื้อค่ำ
ก่อนจะถึงบ้านได้เอ่ยชวนฉันไปเยี่ยมเพื่อนพี่เค้าซึ่งมีน้องใกล้คลอดแล้ว
บ้านอยู่ใกล้ๆบ้านฉัน จิทูบอกให้ขอป้า ซึ่งป้าก็ให้ฉันไป เช้าวันนี้ฉันเลยรีบตื่นมาซักผ้า
ขณะที่ซักผ้าก็แอบคิด อิอิ สงสัยพี่เค้าจะคลอดน้องวันนี้ละมั้งเนี่ย อาจจะเพราะฉันชอบเด็ก ถ้าไปเยี่ยมพี่เค้าก็เห็นพี่เค้าพร้อมท้องโตๆเฉยๆ เลยคิดให้คลอดวันนี้เลย อะนะคิดไปได้ ซักผ้าเสร็จก็ไปล้างแก้วจำนวนมากของป้าเตรียมไว้กินตรุษจีน เสร็จแล้วก็ไปเตรียมตัวไปบ้านญาติ บ่ายสองหน่อยๆก็กลับมาที่บ้าน เพราะจิทูบอกว่าจะมารับประมาณบ่ายสาม
และเวลาประมาณนั้นพี่เค้าก็มาถึง ขณะที่ซ้อนรถออกไป จิทูก็บอกฉันว่า
ไม่ต้องไปบ้านเพื่อนพี่แล้วละ ไปโรงพยาบาลแทน
เพราะเพื่อนพี่คลอดน้องแล้ว เพิ่งคลอดเมื่อเช้านี้เอง
โห จริงอะ ตื่นเต้นๆๆๆ ดีใจจังจะได้เห็นน้องจริงๆด้วย แต่แอบกลัว
คิดไรเป็นงั้นเลย วันเว้นวัน วันสิ้นปีกับคนสิ้นใจ วันปีใหม่กับชีวิตใหม่
ก่อนไปหาน้องก็ไปซื้อของให้น้องกันก่อน เสื้อ ถุงมือ ถุงเท้า หมวก ที่นอน เครื่องอาบน้ำ
จิทูกับฉันชอบเสื้อชุดนึงมากๆ แต่ฉันคิดว่าน้องน่าจะยังใส่ไม่ได้ แต่จิทูชอบมากเลยซื้อเลย ตอนนี้ใส่ไม่ได้โตอีกหน่อยก็ใส่ได้เนอะ  และแล้วก็ได้เจอกับน้อง
น้องน่ารักมากๆ ตัวแดงๆ กินแล้วก็นอน นอนตื่นแล้วก็กิน กินเสร็จก็นอนใหม่
ฉันกับจิทูนั่งดูน้องอยู่นานพอสมควร ประมาณหกโมงกว่าๆ ก็โบกมือลาเจ้าตัวน้อยออกมา ก่อนที่จิทูจะพาซ้อนมอไซด์ไปรอบๆเมือง พร้อมเรื่องราวมากมายที่เล่าสู่ฉันฟัง ความทรงจำแสนดีของพี่เค้าถูกถ่ายทอดมาสู่ฉันผ่านคำบอกเล่าเหล่านั้น
ฉันไม่อาจรู้ได้ว่าสมัยก่อนนั้นเป็นยังไง แต่ที่ฉันรับรู้ได้ก็คือ
น้ำเสียงที่เจือด้วยความทรงจำแสนสุขของพี่เค้า ถนนสายนี้เป็นถนนที่พี่เค้าชอบที่สุด เป็นทางไปมหาวิทยาลัยที่พี่เค้าจะต้องเดินทางไปมาทุกวัน
อาจจะเพราะฉันก็มีถนนสายนี้เหมือนกันละมั้ง ทางไปมหาวิทยาลัยที่รักและผูกพัน
พี่เค้าเดินข้ามมาเรียนตรงนี้ เดินไปกินไอติมตรงนั้น
ขณะที่ความทรงจำพี่เค้าถ่ายทอดมาสู่ฉัน
ภาพความทรงจำเก่าๆของฉันก็เล่าเรื่องราวเดียวกันในสถานที่อีกแห่งหนึ่ง
ฉันตั้งใจฟัง พร้อมส่งเสียงสนับสนุน และคอยถามนู่นนี่เป็นระยะๆ  
จากนั้นก็ไปทานมื้อค่ำ แล้วก็ไปรู้จักกับเพื่อนๆพี่เค้า
ซึ่งดูใจดีและน่ารักกันทุกคนเลย ก่อนจะมาส่งฉันที่บ้านตามเวลาที่ได้บอกป้าไว้
เหมือนกับว่าฉันได้รู้จักพี่เค้ามากขึ้น หลายๆอย่างของเราคล้ายกัน
อย่างน้อยเส้นทางที่เราทั้งสองชอบที่สุดก็เป็นทางเส้นเดียวกัน
อ่อจะเพิ่มอีกหน่อย ตอนนี้เส้นทางที่ฉันชอบมากที่สุดอีกทางนึงก็คือ ทางกลับบ้าน
วันปีใหม่ปีนี้ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ที่บ้านแต่ก็มีเรื่องราวดีๆเกิดขึ้นให้ได้ร่วมยินดีและมีความสุข
ปกติเวลานี้คงจะอยู่ที่บ้าน ไม่ได้ออกไปไหน เดินไปเดินมา นอนเปลหน้าบ้าน
นอนเตียงคุณแหมะ นั่งเล่น คุยเล่นกับคุณแหมะ
ปีใหม่นี้เสียงคุณแหมะดูสดใส ยังคงหัวเราะร่าเหมือนทุกครั้งที่โทรไปหา
คงจะดีกว่านี้ถ้าได้เห็นแหมะหัวเราะ ปีใหม่นี้แหมะยังคงสบายดี
ขอให้คุณแหมะและทุกๆคน สบายดีและมีความสุขเช่นนี้ตลอดปี และตลอดไป  “สวัสดีปีใหม่”

  

"ฉันไม่เคยคิดถาม ว่ารักฉันอยู่บ้างมั้ย รู้คำตอบในใจ แน่แท้เธอไม่แลเหลียว
ก็รู้ใจอยู่ว่ารัก รักเธอข้างเดียว อย่าเลย อย่าถาม
ถึงอย่างไร ฉันมีจิตใจเหมือนกัน แม้ไม่มีสักคนจะมาสนใจ
ก็ยังดีมีเธอไว้คนเพื่อฝัน... ได้แค่ฝันเอียงๆข้างเดียวก็เอา
เฉลียง - ไม่คิดถาม"




October 01

" Kitti "

และแล้วฤกษ์ธรรมดา ยามว่างๆก็มาถึง
อันที่จริงก็ไม่ได้ว่างอะไรมากมาย แต่ก็อยากอัพสเปซมานาน
พอดีวันนี้เป็นวันที่ออกจะพิเศษนิ๊ดนึงเลยมีเรื่องมาเล่าสู่กันฟัง
...
วันนี้เป็นวันสุดท้ายในการเรียนของคอร์ส Elementary 1
และวันนี้ก็เป็นวันประกาศผลสอบที่ได้ทำกันไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
ฉันมิได้กังวลเรื่องผลสอบ แต่แอบรู้สึกเหงานิดๆที่จะไม่ได้เจอเพื่อนๆ
ชาวเกาหลีที่น่ารักทั้งหลายของฉัน ฉันรู้ว่าพวกเค้าจะเรียนต่อในคอร์สที่สอง
ซึ่งฉันก็สมัครเรียนไปเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ใช่ว่าเราจะได้เรียนห้องเดียวกัน
ถ้าเป็นไปได้ ฉันอยากเรียนกับพวกเค้าอีก
ตอนนี้ฉันจำชื่อเพื่อนเกาหลีได้ทั้งห้องแล้ว
หลังๆเพื่อนฝรั่งเศสกับแคนาดาหายตัวไปเลย สงสัยงานจะยุ่ง
ฉันเลยได้กลายเป็นคนต่างชาติเพียงคนเดียวในกลุ่มคนเกาหลี
เมื่อวันก่อน โก (อาจารย์ผู้หญิง) พยายามอธิบายเรื่องศัพท์คำนึงซึ่งมีหลายความหมาย
อธิบายเป็นภาษาอังกฤษอยู่นาน เพื่อนเกาหลีสองสามคนก็ยังไม่เข้าใจ
โกเลยหัดมาถามฉันว่า "Kitti hiểu không?" [Kitti เหียว คง=กิตติเข้าใจมั้ย]
 ฉันก็ตอบไปว่า "Dạ hiểu." [ย่ะ เหียว=ค่ะ เข้าใจ, เข้าใจค่ะ]
แล้วโกก็พูดต่ออีกยืดยาวแปลเป็นไทยได้ประมาณว่า
"ขอโทษกิตติด้วยนะ อ.จะอธิบายเป็นภาษาเกาหลีให้เพื่อนๆฟัง"(อันนี้ยาวมากจำคำที่พูดได้ไม่แม่นอ่ะนะ)
ฉันก็ตอบไปว่า "Dạ không có gí" [ย่ะ คง ก๊อ ยี่=ค่ะ ไม่เป็นไร,ไม่เป็นไรค่ะ]
นี่ถ้าไม่มีฉันสักคน เพื่อนๆคงจะเรียนได้อย่างสบายใจกว่านี้มาก
อ.คงจะสอนเป็นภาษาเกาหลีกันเลยทีเดียว นั่นละ ด้วยเหตุนี้ฉันเลยนั่งหน้างง
ฟังอ.พูดเกาหลี พร้อมดูหน้าเพื่อนๆตั้งใจฟังกันทั้งชั้น
แล้วฉันก็ไปสะดุดกับคำเกาหลีคำนึง ฟังแล้วน่ารักดี จำง่าย
ฉันเลยจำแล้วเอามาพูดกับเพื่อนๆ ขณะที่อ.กำลังเตรียมสอนบทต่อไป
ฉันหันไปหาจุงฮุค แล้วพูด "Ju ket da" [จู เกต ตะ] ซ้ำไปมา
จุงฮุคส่งยิ้มมาให้ ฉันหันไปพูดกับยูมี เพื่อนหญิงคนเดียวในห้องของฉัน
ยูมีทำหน้าตกใจ แล้วบอกว่า "Kitti Ju ket da không phải."
[Kitti จู เกต ตะ คง ฝาย= Kitti จู เกต ตะ ไม่ ใช่, ไม่ใช่ จู เกต ตะ]
พอเห็นยูมีทำหน้าตกใจ ฉันก็หยุดพูดไปเลยทีเดียว พอดีกับที่อ.สอนต่อ
ฉันเลยสงบปากสงบคำ ไม่พูดต่ออีกเลย
แล้วพอถึงเวลาพัก ยูมีเลยเรียกฉันพร้อมกับคำอธิบายที่ว่า "Ju ket da = die"
ฉันเลยตกใจ ยูมีก็พยักหน้าหงึกๆ แล้วเราก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน
ส่วนคำที่อ.พูดสอนเพื่อนๆนั้นมันคือ "Jo ket da" [โจ เกต ตะ=น่าสนใจ]
นอกจากนี้ยูมียังแถมให้อีกคำ คือ "Jae mit ta" [จา มิต ตะ=น่าสนใจ(รายการทีวีน่าสนใจ ไรประมาณนี้)]
นึกๆแล้วก็ตลกตัวเอง ฉันพูดว่า ตายๆๆ แล้วยิ้มหน้าบานให้เพื่อนๆ
ภาษาและการสื่อสาร บางคราวก็นำเรื่องราวน่าปวดหัวมาให้
แต่บางคราวก็นำรอยยิ้มมาแต้มบนใบหน้าได้เหมือนกันนะ
อ่อ ลืมบอกไปว่า เป็นครั้งแรกกับชื่อใหม่ของฉันในคลาสนี้
ที่นี่เค้าจะเอานามสกุลขึ้นก่อนชื่อ แล้วตามด้วยชื่อ
ปรากฎว่า นามสกุลของฉันยาวไป ในใบรายชื่อ เลยมีแต่ Kittiworawuthi P.
วันแรกๆอ.ก็เรียกเต็ม นานๆไปก็เหลือแต่ Kitti
เพื่อนๆถามว่าชื่อไรฉันก็มักจะบอกว่านิ่ม แต่ไปๆมาๆก็เรียกตามอ.กันจนหมด
ที่สำคัญเค้าไม่ได้ออกเสียงว่า กิตติ ตามที่ควรจะเป็น
อาจจะออกเสียงได้ยากหรืออะไรประมาณนั้น เพื่อนๆเลยพากันเรียกฉันว่า คิตตี้ๆ
ตายแล้วฉัน กลายเป็นแมวไม่มีปาก หน้าตาบ๋องแบ๋วไปตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย
คิดแล้วก็ตลกดี อิอิ
รู้สึกว่าวันนี้จะมีแต่เรื่องในคลาสเรียนนะเนี่ย ไหนๆก็มีเรื่องแต่เรื่องในชั่นเรียนละ
ถือโอกาสสอนภาษาเวียดนามเพื่อนๆ กันเลยดีกว่า
ใครอยากเรียนบ้าง ยกมือขึ้น ป่อยยยยย ไม่มีใครยกเลย
ชิชะ คิดเหรอว่าจะแคร์ อยากสอนอ่ะ จะสอน มีไรป่ะ อิอิ
วันนี้เอาเบสิคสุดๆไปก่อนละกันนะ นั่นคือการทักทาย
"Xin chào ..." [ซิน จ่าว = ขอ สวัสดี]ที่จุดๆไว้ คือ คำที่ใช้นำหน้าชื่อบวกด้วยชื่อ
คำนำหน้าชื่อ ในที่นี่ คือ พี่ ป้า น้า อา ลุง
ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นพี่ผู้ชายชื่อเก้า(ขอพรีเซ้นต์ น้องเก้าเค้าโตเป็นหนุ่มแล้วนะ หล่อมากกกกกกด้วยละ อิอิ)
 ก็จะพูดว่า "Xin chào anh Kao." [ซิน จ่าว อัน เก้า = ขอ สวัสดี พี่ เก้า]
ซึ่งโดยปกติ แค่ "Chào" เฉยๆก็ได้แล้วละ แต่ถ้าอยากให้สุภาพมากก็ซินจ่าว
ที่นี่เค้าจะเรียกพี่ผู้หญิงกับผู้ชายต่างกัน โดย "Anh" [อัน = พี่ชาย]
"Chị" [จิ = พี่สาว]  "Em" [แอม=น้องสาวหรือน้องชายก็ได้ ใช้แทนตัวเองในกรณีอายุน้อยกว่า]
วันนี้พอเท่านี้ก่อนละกันนะ โดนไล่ไปนอนแล้วละ
แถมๆให้อีกคำละกัน "Hẹn gặp lại." [แฮ่น กับ หล๋าย=ไว้พบกันใหม่]
ไว้โอกาสหน้าฟ้าใหม่จะมาสอนอีกน้าา
...
มีรูปมาฝากด้วย เป็นรูปถ่ายจากมือถือ ตอนอยู่ที่ทำงาน
อาจจะไม่ค่อยชัดนัก ก็นะ เอาไว้เอารูปอื่นๆมาให้ดูกันจริงจัง
อันนี้เล่นๆไปก่อน อิอิ
DSC00111DSC00117
ภาพแรกนั่งหน้าเครื่องสวิชภาพจากแต่ละกล้อง ส่วนอีกภาพก็นะในสตูดิโอข่าว อิอิ
น่าสนุกมั้ยละ... จะบอกว่าช่วงนี้แอบคิดถึงคนที่บ้าน และทุกๆคนที่เมืองไทย
เพราะศิษย์พี่ที่ไปเกาะติดอยู่ทุกวันครบกำหนดกลับไทย และจะทยอยกลับไทยกันแล้ว
ถึงแม้จะกลับแล้วมาใหม่ก็ตามแต่ก็อดเกิดอาการอยากกลับบ้างไม่ได้ 
แต่ก็นะ สู้ๆสู้ตาย ความคิดถึงคนไม่ทำร้ายเราจนตายได้ ฮ่าๆๆ
ไว้จะกลับไปหาเมื่อเวลาและโอกาสมาถึงนะทุกๆคน :)
 
" I’m just too far from where you are
I wanna come home..... Oh, I miss you, you know
 Michael Buble - Home" 
 
 
 
September 10

"สิบ เก้า แปด ...น้ำตาลูกผู้ชาย"

เป็นอีกครั้งที่ความสวยของตัวเลขมาดึงเอาความธรรมดาของวันนี้ให้ดูพิเศษขึ้น
(มันสวยตรงไหนเหรอ ไอ้เลขที่บอกมาเนี่ย หลายๆคนคงคิดในใจ อิอิ)
เมื่อครั้งที่วันเดือนปีแปดเวียนมาถึงก็ไล่โทรหาใครต่อใคร
ด้วยว่าอีกพันปีกว่าจะเวียนมาถึง ลองมาคิดๆดู แต่ละวันที่ผ่านไปก็พันปีทั้งนั้นละ
บ้าเห่อไปเองคนเดียวตลอด อิอิ
และสำหรับวันนี้ก็อาจจะเป็นวันธรรมดาๆ
แต่ก็นะ เลขสวยเลยอยากอัพสเปซสักนิด คริคริ
เรื่องเล่าเรื่องราวก็ไม่ได้มีอะไรมาก เอาที่เด็ดๆนิดๆหน่อยๆละกันเนอะ
พรุ่งนี้มีเรียนแล้วก็ทำงาน นอนดึกไม่ได้ คิดเยอะ เขียนเยอะไม่ดี เดี๋ยวไปหลับในห้อง ฮ่าๆๆ
...
เมื่อวานเป็นวันที่ฉันมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ครบหนึ่งเดือนพอดี
อาจจะเป็นฤกษ์ดี หรือความคิดถึงวันนี้เมื่อเดือนที่แล้วทำให้ฉันอยู่ไม่สุข
หลังจากดูการเช็คโปรแกรมสโลโมชั่นที่ห้องตัดต่อกับพี่สาเสร็จ
ก็ลงมาหาพี่แป๊ะที่สตูดิโอข่าว ซึ่งพี่ๆตากล้องซ้อมกันอยู่
ฉันก็นั่งดู และซ้อมเป็นพิธีกรให้พี่ๆ นั่งเล่นหน้ากล้องอยู่นาน
จนพี่ๆ เริ่มเหนื่อยและเมื่อย ชวนกันไปพักหน้าห้องเพื่อทำลายสุขภาพ
ฉันเลยได้ที เห็นกล้องถ่ายทำว่างอยู่ก็นะ
"พี่แป๊ะ สอนหนูหน่อย" พี่แป๊ะตอบทันควัน "เอาดิ"
แล้วพี่แป๊ะก็มาสอนการใช้กล้องคร่าวๆ ซูม ปรับความสว่าง ปรับโฟกัส
ทั้งในฉากและกลางอากาศ เมื่อปรับเล่นโดยมีขาไปสักพัก
พี่แป๊ะก็ถาม "ลองแบกกล้องเดินถ่ายดูมั้ย" "เอาค่า" ฉันตอบอย่างเร็ว
แล้วฉันก็แบกกล้องเดินถ่าย ลุกๆ นั่งๆ พี่แป๊ะก็ใจดี สอนให้
พร้อมเป็นแบบให้ฉันโฟกัส ลองให้ฉันทำนู่นทำนี่ดู
อันฮวน หัวหน้าฝ่ายโปรดักชั่นเข้ามาดู แอบแซวฉันด้วยละ
"camera woman" ปกติจะมีแต่ camera man อ่ะนะ
ฉันก็เล่นกล้องไปสักพักใหญ่ๆ พอพี่ๆเค้าเข้ามาก็มาซ้อมกันต่อ ฉันก็ไปนั่งเป็นพิธีกรอีกรอบ
สนุกชะมัดเลย แต่ก็นะไม่ง่ายเลยจริงๆ รู้สึกว่าอยากจะมือใหญ่กว่านี้จัง
ฮ่าๆๆ จะได้ปรับโฟกัสอะไรถนัดๆ กว่านี้หน่อย แบบว่านิ้วไม่ถึง คริคริ
ซ้อมพิธีกรเสร็จก็ช่วยพี่ๆ ขนกล้องมาเก็บที่ห้อง แล้วก็แยกย้าย
กลับบ้านเรา (ถึงแม้จะไม่มี) รักรออยู่ อิอิ
...
วันนี้ฉันก็ไปวุ่นวายคนอื่นเค้าไปทั่วตามเคย
ไปดูห้องออกอากาศ ได้เจอการ์ตูนที่คุ้นตา จำได้ว่ามีใครคนนึงบอกจะให้ยืม
น่าจะใช่นะ เรื่องนั้น ถ้าไม่ใช่คงต้องส่งข่าวไปบอก
แอบดูอยู่ในห้องถ่ายทอด จำชื่อไม่ได้ อะไร ไม ไม สักอย่าง
อยากจะบอกว่าน่ารักมากกกกกกกกกกก
อยากเอากลับมาดูที่บ้านจังเลย ชอบชะมัด อิอิ
นั่นละ ชอบมากขนาดไหนก็ต้องไม่ให้ออกนอกหน้า ฟอร์มจัด ทำเหมือนว่าเรามาทำงาน
ตรวจสอบความเรียบร้อยในภาพเสียง ไตเติ้ลด้านล่าง ไรแบบนี้
แต่จริงๆแล้ว ตั้งอกตั้งใจดูการ์ตูน แหะๆ บ้าบอมั้ยละ
ออกจากห้องนั้นก็มานั่งประจำห้องกับพี่สา แล้วสักพักพี่ผู้ชายคนไทยอีกคนก็เข้ามา
ขอเรียกว่าพี่รักเดียวละกันนะ(ขอสงวนนามจริง คริคริ)
ด้วยประโยคบางประโยค ก่อให้เกิดคำถามบางคำถาม
แล้วเรื่องราวจึงดำเนินต่อไป ดังนี้
พี่รักเดียวเล่าเรื่องราวในรักครั้งสำคัญให้พี่สาฟัง โดยมีฉันนั่งหูผึ่งฟังอยู่ด้วย
เป็นอีกครั้งที่ฉันได้ฟังเรื่องราวของผู้ชายอกหัก
พี่รักเดียวอายุสามสิบปลายๆ กับสาวคนนั้นยี่สิบต้นๆ
ทั้งสองมีงานแต่งงานเป็นหน้าเป็นตา ได้ข่าวจากพี่สาว่าการ์ดแต่งงานสวยมาก
พี่รักเดียวมีเพื่อนๆในวงการ ช่างภาพ ช่างนู่นช่างนี่
แน่นอนทุกคนมาช่วยงาน เลยได้ภาพและอะไรที่สวยและน่าประทับใจสุดๆ
ดุท่าทางพี่รักเดียวจะปลื้มกับงานและรู้สึกซึ้งในน้ำใจเพื่อนๆขณะที่เล่าให้ฟัง
แต่แล้วด้วยเหตุผลบางประการก็ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ยืนยาว
ซึ่งเหมือนกับว่ามันจะผ่านมาได้ไม่นานนี่เอง
ตอนแรกพี่รักเดียวก็เล่าสบายๆ เรื่อยๆ มีขำๆบ้าง
สักพักก็บอกว่า "เดี๋ยวไปละ ไปหาเพื่อนก่อน เล่าเรื่องนี้ทีไร
น้ำตาจะไหลทุกที" ตอนแรกฉันคิดว่าพี่เค้าพูดเล่น ที่ไหนได้ หันไปอีกที
ตาแดงๆ เอามือป้ายน้ำตา ฉันกับพี่สารีบเข้าไปดู
พี่รักเดียวบอก "ไม่เป็นไรๆ ขอบใจมาก พี่ไปละนะ"
แล้วพี่รักเดียวก็เดินออกไป
ทุกคนคงจะแปลกใจทำไมฉันเรียกพี่เค้าว่ารักเดียว
ก็นะ พี่เค้าบอกว่า พี่เค้ารักใครรักจริง คบใครทีละคน รักเดียวใจเดียว
ฉันก็เลยใช้ชื่อนี้แทนชื่อพี่เค้า อิอิ
วันนี้จบลงที่ได้เห็นน้ำตาลูกผู้ชายอายุสามสิบปลายๆ
บางครั้งเรื่องบางเรื่องก็ทำให้น้ำตาร่วงได้ไม่ยากเลยจริงๆ
ยังไงก็ขออยู่เป็นเพื่อนทุกๆคนในทุกๆยามนะจ๊ะ
คิดถึงไม่แพ้ คิดถึงไม่ชนะ คิดถึงเสมอ :)
(เลียนแบบผู้ชายบ้านนอก ฮ่าๆๆ)
 
"ขอบฟ้าที่เรานั่งมองคราวนั้นยังมีความหมาย
ต้นไม้ลำธารยิ่งมองยิ่งคิดถึงเธอมากมาย
ชีวิตที่มันขาดเธอวันนี้ยังเดินต่อไป
แค่ได้คิดถึงก็เป็นสุขใจ
ญารินดา - แค่ได้คิดถึง"
 
 
September 07

เที่ยว(ตอน)กลางคืน

อ่ะ อ่ะ อย่าเพิ่งตกใจกับชื่อบล็อกนี้นะคะท่านผู้อ่าน
มันก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั่งซ้อนมอไซด์แว้นไปทั่วเมืองในยามวิกาลหรอกนะ
อืม แต่ว่าไปมันก็พอมีเรื่องราวให้ได้เขียนเล่าอยู่บ้าง
มิเช่นนั้นคงไม่นำมาเล่าสู่กันฟัง อิอิ
...
เริ่มกันที่เรื่องขำๆเมื่อคืนวันศุกร์สองอาทิตย์ที่ผ่านมาละกันเนอะ
วันนั้นอันยางแวะมาเล่นที่บ้าน ขณะที่นั่งดูทีวีกับแบ๋นา อันยาง อันมิน และลองอยู่นั้น
ลองก็หันมาบอกฉันว่า นิ่ม อันยางถามไปเที่ยวมั้ย ฉันตอบไปโดยไม่ต้องคิด ไปค่ะ
แล้วอันมินซึ่งนั่งอยู่อีกฝั่งก็ขยับมาใกล้ฉันกับแบ๋นา พร้อมถามว่า วันนี้อ่านหนังสือรึยัง
ฉันก็บอกไปตามตรง ยังแต่พรุ่งนี้วันหยุดน้า อันมินก็ยิ้มบอก ไปอ่านหนังสือได้แล้ว ไรประมาณนั้น
ฉันก็หน้ามึน ยิ้มหวานให้แล้วส่ายหน้า อันมินคงหมดคำจะพูดได้แต่ยิ้มตอบ
วันนั้นฉันไม่ได้ไปกับอันยาง เพราะป้าบอกว่าช่วงนี้รถบรรทุกออกมาเยอะ
ถ้าไปตอนทุ่มนึงกลับมาสามสี่ทุ่ม ก็โอเค แต่ตอนที่ขอประมาณสองทุ่มกว่าๆ
รถกำลังเยอะ ป้าเลยบอกไว้ไปพรุ่งนี้
เช้าวันเสาร์ เช่นเคย แบ๋เฟืองมารับพาไปซื้อเสื้อกับกางเกงเพิ่ม
เอาไว้ใส่ทำงานอ่ะนะ ซื้อเสร็จก็ไปเล่นที่บ้านแบ๋เฟือง
แล้วเย็นๆแบ๋เฟืองก็มาส่ง นี่ถ้าไม่มีแบ๋เฟืองเหงาน่าดูเลยนะเนี่ย อิอิ
ค่ำๆ อันยางก็กลับจากทำงานเอาของมาเก็บ
แล้วแวะไปทำธุระเดี๋ยวกลับมารับฉันไปเที่ยว
ฉันเดินไปเปิดประตู แล้วอันมินก็เดินมาบอกว่า วันนี้มืดแล้ว
ไปเที่ยวไม่ดีหรอก ไว้วันหลังอันมินจะพาไป
น่าน ออกแนวหวงน้องสาวมากๆ อย่างว่า น้องน่ารักก็งี้ละ คริคริ
แต่สรุปแล้วอันยางก็พาฉันไปจนได้ ก็ป้าให้ไปนี่น่า ฮ่าๆๆ
อันยางพาไปกินไอติมร้านขึ้นชื่อซึ่งฉันเคยไปเมื่อประมาณ 7-8 ปีที่แล้ว
ฉันไม่ได้คุยอะไรกับอันยางมากนัก อันยางพูดอังกฤษได้ไม่มาก เลยคุยไม่ค่อยรู้เรื่อง
ฉันเลยได้แต่นั่งเงียบๆ คุยบ้าง อังกฤษนิด เวียดนามหน่อย
แต่วันนั้นก็ทำให้ฉันรู้ว่า หนุ่มสาวโฮจิมินต์เค้าไปจู๋จี้กันทีไหน ฮ่าๆๆ
จะบอกว่าสะพานข้ามแม่น้ำไซง่อนนะ เป็นคู่ๆ เรียงกันไปสองข้างทางเลย
คิดได้ในบัดนั้น ถ้าหนุ่มไหนพาสาวมาที่สะพานนี้ยามค่ำคืน
แสดงว่าคนคู่นั้นเป็นมากกว่าเพื่อนแน่นอน อิอิ
...
ช่วงสัปดาห์ที่เพิ่งผ่านไป อันยางมาอยู่ที่บ้านในช่วงที่อันมินไม่อยู่
วันจันทร์หลังเลิกงานอันยางเลยมารับพาไปกินข้าว แล้วก็ไปดูหนัง (วันอังคารหยุดงานอ่ะนะ วันชาติ)
โรงหนังเล็กมากเลยละ นี่ขนาดโรงหนังในห้างอันดับหนึ่งของที่นี่นะเนี่ย
วันนั้นไปดู MAMA MIA สนุกดี ชอบๆ ถึงแม้จะรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็ตาม
ก็แหม่ ภาษาอังกฤษฉันไม่ได้เก่งอะไรมากมาย ซับไตเติ้ลเวียดนามก็อย่างไปพูดถึง
สรุปแล้วก็สนุกดี ดูหนังเสร็จก็กลับบ้าน
แล้ววันพุธก็ได้ไปนั่งกินกาแฟกับเพื่อนๆของอันยาง
เพื่อนอันยางเค้ามาแจกการ์ดแต่งงานอ่ะนะ
ฉันเลยได้ถามว่าเมื่อไหร่อันยางจะแต่ง อันยางก็บอกไม่รู้ ยังไม่มีตังค์
แต่งงานที่นี่คงต้องมีเงินไปขอลูกสาวเค้า พร้อมค่าจัดงานอ่ะนะ
ฉันเคยได้คุยกับแฟนอันยาง เสียงน่ารักดีละ ตอนที่คุยกับฉันเดาว่าต้องยิ้มตลอดแง๋ๆ
ได้ยินเสียงเหมือน หัวเราะ ยิ้มๆ ขำๆ คงฟังฉันพูดเวียดนามไม่รู้เรื่องละมั้ง ฮ่าๆๆ
ฉันก็นั่งดูอันยางคุยกับเพื่อนสามคน พร้อมดูทีวีไปด้วย สักพักมีพี่อีกคนเข้ามา
และแล้วเรื่องมันก็เริ่มต้นขึ้น พี่เค้ามานั่งได้ไม่นานนัก
ก็หยิบบุหรี่ออกมาหนึ่งมวนพร้อมกับจุดและสูบ ฉันซึ่งตอนแรกนั่งอยู่นิ่งๆ
ก็เริ่มหันซ้ายหันขวา หันไปหาป้ายห้ามสูบบุหรี่ ทำไมในห้องแอร์เล็กๆแบบนี้ถึงไม่มีป้ายห้ามสูบนะ
ฉันพยายามอดทน แต่แล้วพี่เค้าก็ส่งบุหรี่ข้ามมาให้อันยาง
ม่ายจริงงงงงงง แค่นี้ฉันก็หายใจไม่ออกแล้ววววนะ
แต่แล้วมันก็จริง ฉันรู้สึกได้ว่าเริ่มตาลาย หายใจได้น้อยมาก พยายามทำเนียน
ดูหนังแล้วประมาณว่าเอามือมาปิดจมูกปิดปาก ตกใจกลัวไรแบบนั้น
มันช่วยได้ไม่มากนัก แต่ก็ยังดีกว่า อยากจะออกไปรอข้างนอกก็กลัวจะน่าเกลียด
เลยต้องนั่งอดทนต่อไป สักพักอันยางก็พากลับบ้าน โอ้ สวรรค์โปรด
จำได้ว่าเคยนั่งร่วมวงกับใครหลายๆคนที่สูบบุหรี่ แต่มันก็ไม่เป็นเช่นนี้
คงเพราะห้องมันเล็กมั้ง อากาศไม่ถ่ายเทเอามากๆมั้ง
กลับมาถึงบ้านอย่างปลอดภัยดีใจจริงๆ กลัวจะหลับในตกรถไปกลางทางอ่ะนะ แหะๆ
หลังจากไปกับอันยางมาสองสามครั้ง ทำให้รู้สึกว่าอันยางเหมือนมีหน้าที่พาฉันไปท่องเที่ยวตอนกลางคืน
ในขณะที่อันมินและแบ๋เฟืองคอยพาฉันไปนู่นมานี่ในตอนกลางวัน นึกแล้วก็ตลกดี
อันยางเป็นคนน่ารัก รักสัตว์ รักเด็ก ขำๆ ออกแนวลูกทุ่งๆ
ต่างกับอันมินที่จะนิ่งๆ คลาสสิคๆ ป้าฉันบอกมาอ่ะนะ ฉันดูๆแล้วก็ท่าจะจริง
หลังจากนั้นอันมินก็กลับมา อันยางก็กลับไปอยู่บ้านพักใกล้ๆที่ทำงานเหมือนเดิม
เมื่อวาน เป็นวันเสาร์ ปกติจะได้เจอแบ๋เฟือง แต่เสาร์นี้ไม่ได้เจอ
เพราะแบ๋เฟืองเปิดเทอมแล้ว เรียนวันเสาร์ด้วย
วันนี้อันมินมารับฉันที่ทำงานแล้วก็กลับบ้านเลย
ฉันขอให้อันมินแวะซื้อ Head-phone ก่อน อันมินก็บอกว่า ไว้เดี๋ยวตอนเย็นพาไปซื้อ
ฉันละงง ว่าทำไมไม่แวะซื้อไปเลยจะได้ไม่ต้องออกมา
อันมินก็บอกว่า ป้าคงรอ ฉันก็โอเคๆ
ค่ำเมื่อวานฉันเลยได้ออกไปเที่ยวชมเมืองกับอันมิน
อันที่จริงฉันไม่อยากไปเลย อยากอยู่บ้านกับป้ามากกว่า
เพราะวันนี้น้องๆไปงานวันเกิดเพื่อน น้าแขกกับโกงาไปเยี่ยมยายที่ป่วย ลองก็ไปเที่ยวกับเพื่อน
สรุปแล้วป้าอยู่กับพี่เลี้ยงอีกคนเท่านั้น แต่ป้าก็บอกให้ไปกับอันมิน
ไปซื้อของซะ อันมินจะพาไปกินกาแฟด้วย ฉันก็ค่ะๆ ไปก็ได้ค่ะ
ป้าคงกลัวฉันเหงาอยู่บ้านทั้งๆที่เค้าไปเที่ยวกันหมดละมั้ง
อันมินพาไปซื้อของก่อน เพราะกลัวร้านจะปิด จากนั้นก็พาไปชมดาวทาวน์
แหล่งที่พักและท่องเที่ยวของพวกฝรั่ง ร้านขายของที่ระลึก อันมินพูดอังกฤษคล่องขึ้น
กว่าตอนที่ฉันมาใหม่ๆ เลยทำให้ฉันได้รู้อะไรเกี่ยวกับเมืองนี้มากขึ้น
แต่ก็ยังไม่วายมีศัพท์ที่แปลกๆมาให้เดาอยู่เสมอๆหรอกนะ อิอิ
หลังจากพาวนรอบเมือง แล้วก็ถามฉันว่าอยากทำอะไร ชอบอะไรมากที่สุด
ไอ้ที่ฉันชอบก็หาได้สามารถทำได้สักอย่างในเวลานั้น
ฉันเลยถามว่า แล้วอันมินชอบอะไร อันก็บอกว่า กินกาแฟแล้วก็ฟังเพลง โอเคมั้ย
ฉันก็โอเคก็ได้ ฉันคิดว่าอันมินคงพาฉันไปร้านเหมือนอันยาง ไม่ก็เหมือนยีฮังพาไปละมั้งนะ
สักพักก็ไปจอดรถหน้าร้านอาหารและบาร์ไรสักอย่าง ดูท่าก็บรรยากาศดี
แต่เอ๊ะทำไม จอดแล้วตั้งท่าจะข้ามไปอีกฝั่ง แล้วก็ข้ามจริงๆ
อ้าวนั่นมัน Sheraton โรงแรมห้าดาวหนึ่งในสามที่ใหญ่ที่สุดของโฮจิมินต์นี่น่า
อันมินเดินเข้าไปอย่างคุ้นเคย พาฉันขึ้นไปชั้น 23 ชั้นบนสุดนั่นละ
พร้อมนั่งริมกระจกใส รับลมเย็นๆ จากข้างนอก
นึกถึงที่แม่นางหอยขมเล่าให้ฟังตอนฉลองครบรอบที่คบกับเจ๊
ก็ไปนั่งดินเนอร์ใต้แสงเทียนในโรงแรมหรูๆ แหม่โรแมนติกสุดๆ
ตอนนั้นฉันก็ได้แต่คิดว่า ชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้ไปกับหนุ่มไหนหรอก
แต่แล้วก็ได้มากับอันมิน ได้ข่าวว่ามากับพี่ชายเหอะ อันมินบอกว่ามากับลูกค้าบ่อยๆ อันมินชอบที่นี่
วิวสวย มีอยู่สองสามที่ที่สามารถเห็นวิวอย่างนี้ได้
อ่อ ลืมบอกว่าบริกรเค้ามารับออเดอร์ฉันเป็นภาษาอังกฤษละ ไม่อยากจะบอกว่า
ก็งี้ละนะ หน้าตาอินเตอร์ ฮ่าๆๆ
ฉันก็นั่งคุยกับอันมินไปเรื่อยเปื่อย ส่วนใหญ่ฉันก็มักจะแซวเรื่องแฟนอันมิน
อยากให้พี่เค้าแต่งงานเร็วๆ จะได้มีน้องให้ฉันอุ้ม ฮ่าๆๆ เหตุผลสุดยอดมั้ยละ
นั่งคุยไปก็แบบว่าบรรยากาศดีมากๆ สุดยอดอ่ะ วิวสวยๆ เพลงเพราะๆ
ฉันก็แฮปปี้อยู่หรอกนะ แต่ดูเหมือนจะเทียบไม่ได้เลยกับมื้อค่ำวันนั้น
ริมถนนสายหนึ่งหูข้างขวารับฟังเสียงรถวิ่งสวนทางกันไปมา
ในขณะที่หูข้างซ้ายได้ยินเสียงกะทะกระทบตะหลิวพร้อมรายการสั่งอาหาร
แทรกด้วยเสียงของใครอีกคนเป็นระยะๆ
ใช่แล้วละที่เค้าว่า บางทีมันก็ไม่สำคัญว่าเราอยู่ที่ไหน
มันสำคัญที่ว่าเราอยู่กับใครมากกว่า
เมื่อกาแฟแก้วนั้นหมดลง ฉันกับอันมินก็ได้เวลาจากมา
สังเกตคนหลายๆคนที่มามักจะทานแค่กาแฟแล้วก็จากไป ก็มันเป็นบาร์เครื่องดื่มอ่ะนะ อิอิ
วันนี้คงต้องขอบคุณอันมิน ได้ข่าวว่ากาแฟสองแก้ว ถั่วเคี้ยวเล่น กับน้ำอีกขวดราคาสองแสนกว่าดง
คืนเมื่อวานจบลงที่การนอนไม่หลับ กาแฟแก้วนั้นทำพิษ ไม่น่าเลยเรา
ฉันเลยต้องมานั่งคิด และก็นอนคิดถึงวันเวลาแสนสุข บ้างเศร้า เคล้าด้วยความเหงาที่ผ่านๆมา
คิดถึงเพื่อนๆ ทั้งเก่าและใหม่ และใครต่อใครอีกหลายๆคน
ได้แต่หวังว่าทุกคนคงสบายดี คิดถึงจังจากใจเลย :)
 
"หวังว่าเธอคงสุขดี อยู่ตรงนั้นเจอสิ่งดีๆ
ฉันคงมีเพลงสิ่งเดียวทุกวัน มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง...
ป๋าเบิร์ด ธงไชย - มีแต่คิดถึง"
 
 
 
 
 
Flicka
Amélie
Hidalgo
Seabiscuit
I Am Sam

JaoNim Silpakorn

Location
I am a little cowgirl

Custom HTML

Windows Media Player