個人檔案เด็กรักม้าที่หวังจะมีม้า...相片部落格清單更多 工具 說明
8月31日

"เด็กดูงาน"

กลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้อง(อืม ใครเรียกร้องเหรอ!!! อิอิ)
กลับมาคราวนี้มีเรื่องราวใหม่ๆมาอัพเดรตเพียบเลยครับพี่น้อง
เริ่มกันเลยดีกว่าเนอะ มัวพูดพล่ามทำเพลงเดี๋ยวจะเกินหนึ่งบล็อก
ให้ต้องมาวุ่นวายตัดนู่นตัดนี่ เสียอรรถรส(เขียนถูกมั้ยเนี่ย)หมด อิอิ
...
สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นสัปดาห์แห่งการเรียนรู้
ที่มอเพิ่งมีสัปดาห์วิทยาศาสตร์ไป คงได้อิทธิพลมาอ่ะนะ
เริ่มด้วยเมื่อประมาณวันศุกรหรือวันเสาร์ก่อนหน้านี้
ป้าอ้อยมีธุระไปคุยกับน้าเตียน แล้วน้าเตียนเลยได้รู้ว่า
ตอนนี้ฉันมาอยู่ที่นี่ เรียนภาษาแล้วก็ว่างๆ
น้าเตียนเลยชวนไปทำงานที่นั่น (ฉันว่าป้าคงฝากๆฉันด้วยละ
แต่ป้าบอกไว้เรียนได้สี่เดือนค่อยไป แต่น้าเตียนบอกไปเลยอ่ะนะ)
น้าเค้าบอกว่า "มาดูว่าเค้าทำกันยังไง อะไรบ้าง
และที่นี่ก็มีคนไทยอยู่สิบกว่าคน จะได้มีเพื่อน อยู่บ้านก็เหงาเปล่าๆ นะมาทำงานกับน้า"
ฉันก็เลยค่ะๆ ได้ค่ะ อืมม ได้ข่าวว่าจบวิดยาชีวะ
จะไปทำงานเกี่ยวกับวงการละคร เกมส์โชว์ ภาพยนตร์
แล้วจะเอาอะไรไปทำงานนอกจากตัวกับหัวใจเนี่ยยยย อิอิ
...
และแล้ววันจันทร์ก็มาถึง วันแรกของการไปทำงาน
อันมินพี่ชายที่แสนดี ก็ทำหน้าที่ไปส่งฉันที่บริษัทในตอนบ่าย
เจอน้าเตียนคราวนี้ น้าเตียนลุกจากเก้าอี้เดินมากอดฉันเลย รู้สึกอบอุ่น อิอิ
น้าเตียนดูไม่เปลี่ยนไปเลย ยังใจดีและน่ารักเหมือนเดิม
น้าเตียนสบายดีแต่ยุ่งมากๆ ฉันนั่งรอน้าเตียนคุยธุระกับคนนั้นคนนี้โดยมีอันมินเป็นเพื่อน
พอคุยธุระเสร็จก็หันมาคุยกับฉันสักนิด แล้วก็คุยกับอันมินอีกสักหน่อย
ก่อนที่จะพาฉันลุกเดินไปอีกห้อง แนะนำให้รู้จักกับโกบิ่น
สาวมั่นวัยกลางคนที่สวย ดูดี และน่ารัก
น้าเตียนคงพูดฝากฝังฉันไว้กับโกบิ่นก่อนจะบอกฉันว่า "นะอยู่กับโกบิ่น
เดี๋ยวเค้าจะพาไปดูนู่นดูนี่นะ จะได้รู้เยอะๆ นะ" ฉันก็ตอบไป "ค่ะๆ ขอบคุณมากนะคะ"
ก่อนจะกลับมาหาโกบิ่น โกบิ่นพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้
ภาษาไทยได้แต่ประโยคที่มีคนสอนไว้ นอกนั้นภาษาเวียดนาม
วันนี้จบลงสบายๆ นั่งดูโกบิ่นสั่งงาน รับโทรศัพท์ ยิ้มหวานส่งมาให้
หกโมงเย็นหน่อยๆ อันมินก็มารับกลับ
แต่ก่อนกลับบ้านฉันได้เจอพี่ๆคนไทยยกเซ็ต ดีใจมากมายเลยทีเดียว
พี่ๆทั้งหมดขนกันมาจากกันตนา บ้างเพิ่งมา บ้างมาได้หลายวัน หรือหลายอาทิตย์แล้ว
พี่ๆกำลังจะไปกินข้าว ไม่นานนักก็ไปกันหมด เหลือพี่ตั๊มยืมรอรถและคุยเป็นเพื่อนฉัน
พี่ตั๊มคงจะสี่สิบอัพแล้ว น่าจะเป็นตากล้องมือฉมังเลยทีเดียว
เพราะเท่าที่ถามมานี่คือมาดูลายกล้องของแต่ละรายการที่จะอัดใหม่ อะไรประมาณนั้น
หวังว่าฉันคงมีโอกาสได้ไปดูพี่ๆเค้าทำงานกันนะ อิอิ
...
วันอังคารฉันก็ไปอยู่กับโกบิ่นเช่นเดิม วันนี้โกบิ่นมีคนมาหาเยอะแยะ
นั่งคุยนั่งกินข้าวด้วยกัน วันนี้ฉันเรียนเสร็จก็มาทำงานเลย
เลยได้กินข้าวกล่องที่นี่ กับโกบิ่นและพี่ๆ นั่งฟังเค้าคุยกันอีกละ
เริ่มรู้สึกเบื่อ โกบิ่นก็ไม่รู้จะให้ฉันทำอะไร เพราะฉันพูดเวียดนามไม่ได้
(ฉันพูดได้นิดหน่อยอ่ะนะ แต่ไปถึงนั่นฉันพูดแต่อังกฤษ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ฮ่าๆๆ)
พอกินข้าวเสร็จ พี่สาวทั้งหลายก็ออกไป
โกบิ่นถึงบอกกับฉันว่า พี่คนเมื่อกี้เค้าเป็นพิธีกรที่ดังมากเลย
อ่ะนะ ไม่เคยจะรู้เรื่องอะไรกับเค้าเล้ยยย ฉันเนี่ยย อิอิ
แล้วสักพักก็มีพี่อีกคนเข้ามา สาวมั่นเหมือนกัน
พี่เค้าชื่อ เวิ่ง ฉันเรียกพี่เค้าว่า จิเวิ่ง (ชื่อเวียดนามอ่ะนะ เขียนไม่ค่อยถูกอ่ะ)
พี่คนนี้ค่อยยังชั่วพูดอังกฤษเก่ง เข้าใจง่าย
พี่เค้าก็ follow me follow me แล้วก็พาลงมาชั้นหนึ่ง
มาฝากไว้กับพี่อีกคน แล้วพี่เค้าก็พาขึ้นรถขนของพาไปสตูดิโอ
ว้าว ความตื่นเต้นเริ่มเพิ่มขึ้นทันที พอไปถึงก็นะ
พี่เค้าพาไปไหว้ผู้อำนวยการสร้างหรืออะไรสักอย่างนี่ละ
ก่อนที่ฉันจะปลีกตัวไปไหว้พี่ๆคนไทย แล้วก็เกาะติดสถานการณ์สร้างฉาก เซตแสง เซตกล้อง
แล้วพี่ๆคนไทอีกกลุ่มก็มา ในกลุ่มนั้นมีพี่สาวใจดี ชื่อ พี่สา
ฉันเลยติดพี่เค้าแจ พี่เค้าเป็นช่างเทคนิคเลยพาฉันไปดูรถโอบี
ที่ใช้ควบคุมการถ่ายทำ ดูกล้อง จัดสาย พร้อมอธิบายนู่นนี่
ซึ่งฉันรู้เรื่องบ้าง งงบ้าง เพราะศัพท์เทคนิคเยอะมาก
ฉันได้ดูการถ่ายทำรายการจนเสร็จ ก่อนที่จะติดรถจิเวิ่งกลับมาที่บริษัท
เพราะลืมหมวกกับกระเป๋าไว้ที่ห้องจิบิ่น วันนี้เลิกงานตอนทุ่มครึ่ง
 เหนื่อยกว่าเมื่อวานแต่ก็สนุกมากมายเลยทีเดียวละ
...
วันพุธ เริ่มต้นการทำงานได้ดี เนื่องจากมาถึงก็เจอโกบิ่นกับจิเวิ่งหน้าบริษัท
จิเวิ่งกำลังจะไปที่ไหนสักแห่ง เลยชวนฉันไปด้วย ฉันถามโกบิ่นว่าไปได้มั้ย โกบิ่นพยักหน้า
ฉันก็เลยขึ้นรถไป จิเวิ่งบอกว่าเดี๋ยวแวะเอาของไปส่งที่สตูดิโอ แล้วก็ไปติดต่อโรงแรม
เรื่องงานอีเว้นท์เปิดตัวช่องใหม่ของน้าเตียน
ฉันไปถึงสตูดิโอเมื่อวาน ฉันเจอน้าเตียนด้วย น้าเตียนบอกเหมือนเดิมเลย
"ตามพี่เค้าไป จะได้รู้นะ" ฉันก็ "ค่ะๆ" ตามเคย เพราพี่เค้ารีบไป ฉันก็เลยไม่ได้คุยอะไรมากนัก
ก่อนไปพี่ตั๊มก็ชวนให้อยู่ด้วยกัน แต่ฉันอย่ไม่ได้ อดเลยยย แหะๆ
ฉันตามพี่เค้าไปติดต่อดูห้อง พี่โรงแรมแรกจิเวิ่งให้พี่เค้าพูดภาษาอังกฤษ
ฉันจะได้เข้าใจด้วย ซึ่งพี่พนักงานคนนั้นพูดเข้าใจง่ายมากๆ ดีใจที่เข้าใจอ่ะนะ อิอิ
โรงแรมสองไม่ประทับใจเลย พนักงานบริการสู้ที่แรกไม่ได้เลยสักนิด
แต่จิเวิ่งท่าทางจะชอบ เพราะคนที่มาแนะนำเหมือนจะเป็นเพื่อนพี่เค้าอ่ะนะ
พี่เค้าคุยเวียดนามกัน ไม่รู้เรื่องเลย แหะๆ
เสร็จงานเรื่องติดต่อโรงแรมก็กลับมาที่บริษัท ทานข้าวกล่อง
ก่อนจะแว่บมาหาพี่คนไทย แล้วไปๆมาๆก็ขอติดรถพี่เค้าไปสตูดิโอที่ถ่ายทำอีกรายการหนึ่ง
ได้เรียนรู้หลักการทำงานเล็กๆน้อยๆของการถ่ายทำ
ฉากไม่เสร็จก็เซ็ตไฟไม่ได้ พอไฟไม่ได้ก็เซ็ตกล้อง ซ้อมลายกล้องไม่ได้
กระทบกันไปหมดเลย อะไรประมาณนั้น อิอิ
วันนี้จบลงที่สตูดิโอ คราวนี้ไม่ลืมหมวกและกระเป๋า อันมินเลยมารับที่นี่
ฉันทำงานเลยลำบากอันมินอีกคน ปกติอันเลิกงานหกโมง
รอรับฉันกลับบ้าน กว่าจะเลิกก็ทุ่มครึ่ง กลับถึงบ้านเกือบสองทุ่มครึ่งทุกที
ขี่มอไซด์อ่ะนะ สตูดิโออยู่ไกลด้วยละ แหะๆ วันนี้ก็สนุกสนานตามเคย
แต่รู้สึกว่าไม่ได้ทำอะไรเลยแฮะ ดูงานจริงๆนะเนี่ย
...
วันพฤหัสมาแต่เช้าพร้อมรับทราบข่าวโกบิ่นไม่สบาย
แล้วฉันจะไปอยู่กับใครดีเนี่ย และแล้วก็ถามหาพี่สา
เลยได้ไปช่วยพี่สา กับพี่แป๊ะเช็คซี่รี่ย์นัมเบอร์กล้องถ่ายทำที่เพิ่งมาถึงเมื่อวานนี้
แล้วเลยได้ช่วยจัดแยกอุปกรณ์ให้เข้าเซ็ตมีทั้งหมดห้าชุด
ซึ่งฉันก็ทำเอกสาร แยกเป็นเซ็ตๆเอาไว้
ก่อนที่จะเดินไปตึกนั้นตึกนี้กับพี่สา เพื่อคุยเรื่องทางเทคนิคซึ่งฉันรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง
วันนี้จบลงง่ายๆ แต่ได้งาน ฮ่าๆๆ
วันนี้ อันยาง มารับฉัน เพราะอันมินไปทำงานที่ฮานอย
ป้าเลยให้อันยางมานอนที่บ้าน และก็คอยมารับฉันแทน
วันศุกร์ก็คล้ายกับวันพฤหัส หลังจากจัดเป็นเซ็ตในหน้ากระดาษ
คราวนี้ก็เอากล้องและอุปกรณ์ต่างๆ เลนส์ แบตเตอรี่ ที่ชารต์ ขาตั้งกล้อง
แยกเข้ากล่องของใครของมัน เสร็จแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี
วันนี้ก็จบลงสบายๆเหมือนเมื่อวาน อิอิ
...
วันเสาร์ มาถึงวันนี้แล้วอดคิดถึงเมื่อวันนั้นไม่ได้สักที คริคริ
เสาร์นี้ต่างจากสองเสาร์ที่ผ่านมา เสาร์นี้ไม่ได้ออกไปเที่ยวกับแบ๊เฟือง
(ไว้จะเล่าเสาร์ที่สองให้ฟังนะ) เพราะต้องทำงานครึ่งวัน
ไปทำงานวันนี้ก็ไม่มีอะไรมาก แค่ไปดูเค้าถ่ายหนัง ฮ่าๆๆ
เค้ามาถ่ายหนังที่บริษัทอ่ะนะ ห้องที่ฉันทำงานกับพี่สาก็เป็นฉากหนึ่งในนั้น
ถ่ายทำแถวนั้นละ หน้าห้องทำงาน หน้าลิฟท์ หน้าบริษัท
ดาราเห็นฉันคงจะแอบเสีย self ไม่ได้สนใจอะไรเล้ยยย
อย่างว่ารัศมีดารายังไม่แรงกล้าพอที่จะทำให้ฉันหันไปสนใจ ฮ่าๆๆ
อันที่จริงไม่รู้จักหน้าเค้าซะมากกว่า อิอิ
ทำงานเสร็จด้วยเวลาอันรวดเร็ว อันยางมารับไปบ้านองฮวา น้องชายของตา
สนุกสนานได้เจอญาติๆเต็มไปหมด แบ๊เฟืองก็มาด้วย
ฉันเลยได้คุยกันอย่างสนุกสนานทีนี่ ทานมื้อเที่ยงเสร็จ
นั่งเล่น พักผ่อนอีกสักครู่ก็กลับบ้าน ถึงบ้านแล้วดีใจจัง
จะได้พักจริงๆจังๆ สักที ฮ่าๆๆ
...
รู้สึกบล็อกนี้จะมีแต่เรื่องทำงานทั้งนั้นเลยอ่ะนะ
อย่างนี้ละ เด็กดูงาน ดูอย่างเดียว ทำไม่เป็น ฮ่าๆๆ
วันนี้อัพเท่านี้ก่อนนะ เริ่มดึกละ พรุ่งนี้ไปทำงานแต่เช้า
เดี๋ยวไม่ตื่น ไว้จะมาอัพเรื่องวันเสาร์ที่ผ่านมาให้ฟังน้าาา
คิดถึงทุกคนมากมายเลยนะจ๊ะ ดูแลตัวเองด้วยนะ :)
 
"แผ่นน้ำและฟ้าที่ดูว่าใกล้กัน แต่แท้ที่จริงแสนไกล
ดังเธอกับฉันไม่รู้วันไหนจะได้มาเจออีกครั้ง
ในยามห่างไกล หัวใจคงห่วงหา ห่วงเธอทุกวันและทุกคืน
ฝากกับฟ้าเป็นเพื่อนยามเธอเศร้า ฝากกับดาวช่วยดูแลเธอ
อยากให้รู้ถึงแม้ไม่ได้เจอ อยากบอกเธอว่าทั้งหัวใจห่วงใยเหลือเกิน
แซ็งค์ ปฎิวัติ - ห่วงใเหลือเกิน"
 
 
 
 
 
 
8月22日

วัน "มิน"

ณ Elementary 1 class
ฉันได้รู้จักเพื่อนชาวเพิ่มเติมอีกสองคน
คนนึงหน้าตาดี สูง เท่ห์พอสมควรเลยทีเดียวละ
คนนี้จะเป็นที่ชื่นชอบของฉันมากเลยทีเดียว
อ่ะ อ่ะ อย่าเพิ่งคิดว่าฉันจะแอบปันใจจากหนุ่มไทยไปให้หนุ่มกิมจิ
ที่บอกว่าชื่นชอบก็เพราะว่าเค้าฮาดี
ถ้าอาจารย์ให้ออกไปเขียนกระดาน หรือพูดหรือทำอะไร
นายคนนี้จะทำให้เพื่อนๆทั้งคลาสหัวเราะได้เสมอ
ก็ไม่รู้ทำไม ขำจริงๆนะ หรือเพราะหน้าตาเค้าก็ไม่รู้ ตาตี่ๆ นึกแล้วก็ขำ
อ่อ ลืมบอกไปคนนี้ชื่อ จุงพอม จุงผม จุงผอม อะไรนี่ละ
ฉันออกเสียงไม่ถูก เค้าบอกว่า เรียกอะไรก็ได้เค้าเข้าใจ แล้วก็ส่งยิ้มไม่เห็นลูกตามาให้ คริคริ
ส่วนอีกคนชื่อ ฮุน นั่งติดกับฉัน อีกคนที่นั่งติดกัน ชื่อ ยูมิ อย่างที่เคยบอกไปแล้ว
จุงผอมจะนั่งตรงข้ามเราสามคนอ่ะนะ เวลาจุงผอมทำอะไร เราสามคนก็ตั้งท่าจะหัวเราะทันที ฮ่าๆๆ
อยากให้มาเรียนด้วยกันจริงๆ จะได้รู้ว่าทำไมพวกเราถึงขำเค้านัก และดูเหมือนเค้าจะชอบด้วยนะ อิอิ
อยากจะอธิบาย แต่อธิบายไม่ถูก มันหลายภาษาเกิน
สื่อสารภาษาอังกฤษเพื่อเรียนภาษาเวียดนาม นอกจากนี้ก็มีเสียงเกาหลีที่ฟังไม่ออก
สรุป ถ้ามีอะไรขำๆ แล้วเข้าใจง่ายจะมาเล่าให้ฟังใหม่นะ
แต่ตอนนี้ไปต่อเรื่องอื่นละกันเนอะ
...
เมื่อวานดูเหมือนจะเป็นวันธรรมดาวันนึง
ตอนเช้าอันมินขี่มอไซด์ไปส่งตามปกติ ขณะที่นั่งรถไป
อันมินก็ถามว่า อาจารย์เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ฉันก็บอกผู้หญิง
แล้วอันมินก็ถามว่า แล้วอาจารย์ชื่ออะไร ฉันบอกไม่รู้ อันเลยบอกให้ถามชื่ออาจารย์ด้วยนะ
ทั้งหมดนั้น สื่อสารกันด้วยภาษาเวียดนามนะ พอได้มั่งละ อิอิ
วันนี้หลังเรียนเสร็จฉันก็เลยถามอาจารย์ ว่าอาจารย์ชื่ออะไร
อาจารย์บอกว่าชื่อ มิน อันเดียวกับโฮจิมิน
ฉันคิดในใจชื่อเหมือนอันมินเลย แล้วก็เดินไปรับแบ๋นาที่โรงเรียนกับลอง
ฉันกับลองไปนั่งรอแบ๋นาที่ป้ายรถเมล์
เรานั่งอยู่นาน ลองเลยหันไปคุยกับน้องผู้ชายข้างๆ แล้วแบ๋นาก็เดินออกมา
เรานั่งรอรถด้วยกันตรงนั้น สักพักน้องผู้ชายก็ถามถึงฉัน คงเห็นฉันมองเอาๆ
แต่ทำไมไม่พูด ฉันพอจะเข้าใจที่ถามว่าเป็นคนที่ไหน อะไรแบบนี้
ฉันเลยคุยกับน้องเค้าเป็นภาษาอังกฤษ ปรากฎว่าน้องเค้าใช้ภาษาได้ดีทีเดียว
ฉันเลยสบายคุยกับน้องเค้ารู้เรื่อง ฉันถามน้องเค้าว่าชื่ออะไร น้องบอกชื่อ มิน
เอาอีกแล้ววันนี้ ดูท่าวันนี้จะไม่ธรรมดาซะละ แล้วคนที่นี่ตั้งชื่อเป็นชื่อเดียวรึยังไงนะ
น้องมินน่ารักดี อายุ 13 โตขึ้นอยากเป็นอาจารย์สอนฟิสิกส์
มีพี่ชายหนึ่งคน พี่อายุ 18 เป็นคนที่ขี้เกียจแต่โชคดีเลยสอบติดมหาลัย
อืม ฉันจะรู้มากเกินไปรึเปล่านะ ฮ่าๆๆ
พอดีบ้านเราอยู่ถนนเดียวกัน เลยขึ้นรถเมล์สายเดียวกัน เดินเข้าบ้านด้วยกัน
(เอ๊ะ หรือว่าเราจะเป็นเนื้อคู่กัน ไม่ใช่ละ ฮ่าๆๆ)
แต่บ้านน้องเค้าถึงก่อนอ่ะนะ แปลกใจเพิ่งเคยเจอ
น้องมินบอกว่าเค้ามักจะมารอรถเร็ว รถสายนี้มักจะมาเร็ว ไม่ก็ช้าไปเลย
น้องเค้าคงขึ้นรถที่มาเร็ว ส่วนฉันขึ้นรถที่มาช้า วันนี้น้องเค้าคงมาไม่ทันรถคันที่มาเร็วอ่ะนะ อิอิ
โบกมือลาน้องมินไม่นาน ก็เดินมาถึงร้านของขายเล็กๆแห่งหนึ่ง
แบ๋นาแวะซื้อของให้เพื่อน ส่วนฉันก็เดินดูของเล็กน้อย
แล้วก็ไปสะดุดตาเข้าอย่างจังกับหนุ่มน้อยรูปหล่อ
ซึ่งเดินออกมาต้อนรับพวกเราพร้อมส่งยิ้มหวานๆมาให้
ว้าย ตาย กรี๊ด ออกมาต้อนรับลูกค้า
แน่นอนฉันเลิกสนใจเดินดูของทั้งหมด หันมาคุยกับน้องแทน
ฉันกล่าวทักทายน้อง ก่อนจะถามว่า น้องชื่ออะไร
น้องบอกว่าชื่อ มิน เอาอีกแล้ว วันนี้น่าจะเป็น "วันมิน" จริงๆนะเนี่ย ไม่ว่าฉันจะถามชื่อใคร
คนนั้นก็จะชื่อมินหมด ตอนแรกสองคนก็ยังคิดว่าบังเอิญ นี่ถึงสามคนเลยทีเดียว
มินคนนี้ฉันปลื้มเป็นพิเศษ ขอเรียกว่า มินน้อยละกันนะจ๊ะ
มินน้อยน่ารักมากๆ ฉันถามว่าอายุเท่าไหร่ น้องชูสี่นิ้วพร้อมส่ายไปมาแล้วยิ้มหวาน
ก่อนจะถามกลับว่าฉันชื่ออะไร แล้วคนที่มากับฉันชื่ออะไรบ้าง
ฉันตอบมินน้อยไปจนครบ แล้วมินน้อยก็วิ่งหายไปหลังบ้าน
ฉันแอบงง น้องวิ่่งไปไหน มาคุยกับพี่ก่อนจิ
แต่แล้วน้องเค้าก็จูงพี่ชายตัวเองเดินมาแนะนำตัวกับฉัน
ว่าเค้ามีพี่หนึ่งคนชื่ออะไรฉันก็ได้ยินไม่ถนัดนัก จำไม่ได้ด้วยละ
แต่ที่จำแม่นคือ มินน้อยน่ารักมากกกกกกกก น่ารักเกิ้น
ร้านค้านั้นอยู่ไม่ไกล ฉันคงได้แวะไปอีกแน่ๆ ไม่ได้อยากซื้อของหรอก อยากไปหามินน้อยยย
อิอิ รับเข้าสังกัดตั้งแต่เห็นรอยยิ้มของน้องครั้งแรกแล้วละ
ไว้มีโอกาสจะถ่ายรูปมาให้ดูนะ ว่าน่ารักขนาดไหน อิอิ
(ลืมบอก ฉันคุยกับน้องเค้าเป็นภาษาเวียดนามนะ ดีใจมากมายน้องเค้าฟังฉันรู้เรื่อง:) )
...
ณ โรงเรียนประถมของแบ๋บิน (โรงเรียนเก่าของแบ๋นา)
หลังจากที่แบ๋นายิ้มหวานอย่างดีใจและทักทายอาจารย์ที่เคยสอนเธอ สมัยเธอเรียนที่นี่เสร็จแล้ว
จึงกลับมานั่งกับฉันริมบันไดหน้าศูนย์สอนภาษา แล้วบทสนทนาบทหนึ่งก็เริ่มต้นขึ้น
" Do you miss your teacher? "
" Yes! "
" I think you miss your teacher and your friends very much."
" Yes! "
" I think if i go far away from home
I don't know when i  see my teacher my friends again
I think I will miss them so much "
" Me too "
บทสนทนาสั้นๆ จบลงด้วยเวลาไม่นาน
แต่ทำไมคำถาม คำพูดเหล่านั้นจึงยังวนเวียนอยู่ในใจก็ไม่รู้
อยากบอกว่า แบ๋นาเก่งภาษาอังกฤษมากๆเลยละ
เด็กสิบเอ็ดขวบพูดได้ขนาดนี้ และเข้าใจเวลาฉันพูดเกือบหมดอ่ะ
ตอนฉันสิบเอ็ดขวบ ฉันรู้อะไรมั่งเนี่ยยยยยยยย!!!
...
และสำหรับอันนี้ค้างไว้เมื่อวันก่อน อิอิ

วันเสาร์เป็นที่ผ่านมาวันที่ดีอีกหนึ่งวัน แบ๋เฟืองมารับฉันตั้งแต่ช่วงสายๆ

พาไปเยี่ยมน้องชายของตา ซ้อนมอไซด์กว่าสี่สิบหน้านาทีแนะ

ไปถึงก็เจอ อง บ่า ยีทุ่ย ยีฮัง แบ๋หลบ ทุกคนน่ารักกับฉันมากๆ

แต่เมื่อเวลาค่อยๆผ่านไปสักพักใหญ่ๆ ฉันก็อดเหลือบมองนาฬิกาไม่ได้

ไม่ใช่ว่าอยากจะกลับบ้านหรืออะไรหรอกนะ

แต่เวลาประมาณนี้มันทำให้ฉันคิดถึงเมื่อเสาร์ก่อนหน้านี้เอามากๆเลยต่างหากละ

มื้อเที่ยงที่นี่ฉันอิ่มจนพุงกาง คนนั้นก็คีบให้คนนี้ก็คีบให้

เค้าคงคิดว่าฉันใช้ตะเกียบไม่คล่อง เลยไม่ค่อยคีบอะไร เค้าเลยคีบให้ตลอด

ไอ้ฉันจะปฎิเสธก็กลัวจะเค้าเสียใจ เลยจำต้องกินเข้าไปอย่างเยอะเลย

ขากลับ ยีฮัง (น้าฮังอ่ะนะ) แบ๋หลบ แบ๋เฟืองพาแวะร้านกาแฟ

บรรยากาศดีมากๆ แวะมากินไอติม กินเสร็จแบ๋เฟืองก็มาส่งที่บ้าน

ต้องขอบคุณแบ๋เฟืองมากมายเลยทีเดียวละ

ฉันรู้สึกว่าภาษาอังกฤษสำคัญมากขึ้นกว่าเดิมก็เมื่อมาอยู่ที่นี่

ดีใจที่พอจะฟื้นมันขึ้นมา เพื่อหาเรื่องคุยกับคนอื่นๆได้

และดีที่คนที่นี่พูดอังกฤษรู้เรื่องกันหลายคน ถึงแม้บางคนจะฟังยากมากๆก็ตาม

คนเหล่านั้นคืออันมิน และลอง ฟังสองคนนี้พูดภาษาอังกฤษ

อาจจะไม่ต้องใช้สำเนียงมากนัก แต่เซนส์การเดาศัพท์จะจำเป็นกว่ามาก

ไม่อยากจะเชื่อว่า แฟต จะถูกออกเสียงว่า ฟ้าส

และ แมสเสจ จะกลายเป็น มาสเซล ไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้วเมื่ออันมินและลองพูด อิอิ

จะบอกว่าน้องมินยังพูดเข้าใจง่ายกว่าอันมินกับลองพูดเลย<<อันนี้เพิ่มเติม คริคริ
วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะ วันหลังจะมาเล่าต่อน้า ดูแลตัวเองด้วยนะทุกคน :)
 
" When I think of you
I don't know what to do
When will I see you again...
The Moffatts - Miss you like crazy "
 
 
 
8月19日

Chao hi Ho chi minh

และแล้วฉันก็หาเวลารวบรวมและเรียบเรียงเรื่องราวได้สักครู่หนึ่ง

อาจจะด้วยบรรยากาศของที่นี่พาไปทำให้ไม่ค่อยมีกะใจจะคิดอะไรสักเท่าไหร่

ฉันคงจะยังไม่ได้บอกทุกๆคนว่า นอกจากฉันจะมากับป้าแล้ว ฉันยังพาพายุมาเวียดนามด้วย

พายุในที่นี้ไม่ใช่รูปที่เห็นในสเปซนะ แล้วก็ไม่ใช่พายุจากรักสามเศร้าด้วย

พายุในที่นี่คงเป็น พายุไต้ฝุ่น พายุดีเปรสชั่น พายุโซนร้อน หรืออะไรสักอย่างนั่นละ

ฉันพาพายุมาที่นี่ ฝนตกหนักทุกวัน และสำหรับวันนี้หนักสุดๆ ฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้าง

ขณะที่ฉันนั่งอยูู่ในบ้าน น้ำกำลังท่วมสนามหญ้าหน้าบ้าน 

ฟ้าฝนที่นี่ ช่างเป็นใจให้คิดถึงใครต่อใครทางนู้นจริงๆ

...

สัปดาห์แรกที่นี่ผ่านไปอย่างไม่ช้าไม่เร็วนัก

ทุกสิ่งทุกอย่างดูแปลกตา แปลกหู และแปลกใหม่สำหรับฉัน

ใครคนนึงบอกฉันว่า จะเป็นแค่ช่วงแรกๆเท่านั้น ผ่านไปสักอาทิตย์สองอาทิตย์

หรืออาจจะหนึ่งเดือน เราก็จะชินกับมันเอง

ตอนนี้ผ่านมาหนึ่งอาทิตย์แล้ว ฉันก็ยังไม่ค่อยชินคาดว่าต้องใช้เวลานานกว่านี้อีกหน่อย

คงเพราะฉันไม่ได้ออกไปข้างนอกมากนัก เฟิงบอกกับฉันครั้งสองครั้งว่า

ให้ออกไปข้างนอก มานั่งเล่นเน็ต ออนเอ็มอยู่ทำไม

ฉันก็อยากจะออกไป ถ้าฝนมันไม่กระหน่ำตกอย่างหนักแบบนี้ทุกวัน

การเรียนในวันแรกของฉัน ก็มีฝนช่วยรับน้องใหม่

อันมิน พี่ชายมาดนิ่ง สวมแว่น ขำๆบ้างบางเวลาทำหน้าที่ไปส่งฉันที่มหาลัย

ก่อนไปป้าบอกเอาเสื้อกันฝนไปด้วย ตอนนั้นฟ้าก็มัวๆหน่อย แต่ฉันคิดว่าไม่น่าตกนะ

แต่ป้าบอกให้เอาไปก็เลยเอาไป ไปได้ไม่พ้นปากซอยบ้าน ฝนก็ตก

อันมินจอดมอไซด์ ใส่เสื้อกันฝน ฉันก็คว้าเอาของตัวเองมาใส่

พาลคิดถึงเสื้อกันฝนตัวใหญ่อีกตัว (อีกแล้ว)

พอใส่เสร็จก็ซ้อนมอไซด์ไปมหาลัย ดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่นี่

ฉันเห็นคนขับมอไซด์ไปไหนมาไหนกันเต็มถนน ไม่ยักกะแยแสต่อฝนตกหนักสักเท่าไหร่

ใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงมหาลัย เมื่อไปติดต่อสมัครเรียน

แล้วจึงรู้ว่า เค้าเรียนกันไปก่อนแล้วอาทิตย์นึง ฉันมาช้าไป

และกว่าจะเปิดอีกรอบก็ประมาณหนึ่งหรือสองอาทิตย์

อันมินจึงสมัครคอร์สที่เรียนไปแล้วให้ฉัน ป้าคงบอกไว้แล้วอ่ะนะ

สมัครเสร็จก็ไปเข้าเรียนเลย ตัวก็เปียกๆหน่อย เข้าห้องด้วยหน้าตาที่เหรอหรามากๆ

วันแรกผ่านไปด้วยดี ฉันเข้าใจที่อาจารย์สอน แต่ก็ไม่รู้ว่า

ที่ผ่านมาเค้าสอนอะไรกันไปแล้วบ้าง

วันแรกฉันได้รู้จักกับ เจิน ยูมิ เพื่อนสาวชาวเกาหลี หน้าตาน่ารักเชียวละ

แต่เงียบมากๆ เห็นแล้วคิดถึงพี่ชาย โลกส่วนตัวสูง

ในคลาสเป็นคนหนุ่มสาว และคนไม่หนุ่มชาวเกาหลีซะส่วนใหญ่

ฉันจึงเป็นคนไทยหนึ่งเดียวท่ามกลางชนชาติกิมจิ

และเป็นหนึ่งในสองสาวของห้องด้วยนะ อ่อ ลืมมีผู้ชายฝรั่งเศสอีกคนนึง

คนหนุ่มสาวเกาหลี มีแต่หน้าตาน่ารักๆ ระดับดาราหน้ากล้องเลยทีเดียวนะ

ว่าจะเกี่ยวมาฝากเพื่อนๆสักคนสองคนเหมือนกันละ อิอิ

และสำหรับวันแรก อันมินก็เป็นพี่ชายที่แสนดีอีกตามเคยแวะมารับฉันกลับบ้าน

จะบอกว่าฝนมันยังไม่หยุดตกเลยตอนที่พี่เค้ามารับฉัน

ก่อนกลับก็แวะรับแบ๋นาอีกคน

ฉันเล่าให้อันอิษฎ์ฟังผ่านโปรแกรมแชทสุดฮิตที่ฉันเล่นได้แล้วว่า

เป็นการต้อนรับที่เย็นยะเยือกจริงๆ

อันหัวเราะ พร้อมบอกว่า เรียกว่า ต้อนรับอย่างชุ่มฉ่ำจะดีกว่ามั้ย

เรียกอย่างนั้นมันดูเนกาทีฟไปหน่อย ฉันหัวเราะพร้อมบอกว่า

แต่จริงๆนะอัน หนาวมากๆเลย

ฉันแอบตัวสั่นเล็กๆ อยู่ข้างหลังแบ๋นา อาจจะเพราะฉันไม่ค่อยมีไขมัน

มันเลยหนาวเอาการซะขนาดนั้น ไหนจะฝน ไหนจะลม อึ้ยยย หนาว

เอ๊ะ หรือจะเพราะเกิดอาการหนาวจากภายใน มันเลยส่งผลสู่ภายนอก ฮ่าๆๆ

นั่นคือเรื่องราวในวันแรกที่ยังจำได้ดี

จากนั้นทุกเช้า ฮันมินจะรับหน้าที่ไปส่งฉันที่มหาลัย

ส่วนตอนกลับ จะไม่เหมือนกันเลยสักกะวัน

แต่ก็มีวันที่พิเศษจำได้ดีอีกวันนึง นั่นก็คือวันพุธ

หลังจากที่ป้าอ้อยพาไปรับแบ๋นาแล้วพาไปไปรษณีย์เพื่อขึ้นแท๊กซี่เมื่อวันอังคาร

วันนี้ป้าเลยบอกว่า จำทางได้มั้ย จำได้ก็เดินไปไปรษณีย์เอง

แล้วอยากกลับตอนไหนก็โทรหาอันมิน ให้ไปรับกลับบ้าน ให้ทันก่อนมื้อเที่ยง

วันนั้นช่างน่าจดจำ เกือบเอาชีวิตไม่รอดกับการข้ามถนน

น่ากลัวจริงๆ รถมาทุกทิศทางเลย เสียงบีบแตรดังไปทั่ว

ไม่รู้จะมองทางไหน ไม่รู้จะหลบทางไหนก่อน

หรือว่าฉันไม่ค่อยถูกกับการข้ามถนนก็ไม่รู้

สิ่งที่ฉันอยากจะคุ้นมากที่สุดก็การข้ามถนน การซ้อนมอไซด์นี่ละ

ฉันดีใจที่เอาตัวรอดมาได้ มาถึงไปรษณีย์กลางโดยสวัสดิภาพ

วันนี้ฉันพอมีเวลาเลยเดินถ่ายรูป และสำรวจไปทั่ว

ใกล้ๆกันมีโบส์ถของคริสตศาสนา ฉันแวะไปเก็บภาพมาได้นิดหน่อย

แอบเซ็งตัวเองที่ไม่ได้ดูแบตเตอรี่มาดีๆ มันเลยหมดเอาซะเฉยๆ

ฉันย้อนกลับมาที่ไปรษณีย์ แล้วโทรหาอันมิน

สิบห้านาทีพอดิบพอดีอันมินก็มาถึงตามเวลาที่บอกไว้

วันนี้อันมินไม่ยุ่งมาก เลยพาฉันขี่รถดูรอบเมืองไซง่อน

ก่อนจะพาขึ้นเรือข้ามฝาก(ทั้งมอไซด์ทั้งคน) กลับบ้านอย่างปลอดภัย

ก่อนที่ฝนจะตกลงมาเพียงเล็กน้อย

อ่อ ลืมเล่าไป ฉันขึ้นรถเมล์ที่นี่เป็นแล้วนะ แต่ยังไม่ได้ขึ้นกลับบ้านเองสักที

ด้วยความที่ว่าอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนแบ๋นา ส่วนใหญ่คนที่บ้าน

เลยแวะมารับฉันแล้วพาฉันไปรับแบ๋นา แล้วกลับบ้านด้วยกัน

รถเมล์ที่นี่ส่วนใหญ่จะราคาเดียวกัน สามพัน ตลอดสาย

ลืมบอกไป 1 บาทเรา ประมาณ 500 ดงน่ะ อิอิ

รถที่นี่ส่วนใหญ่เป็นรถแอร์ด้วยนะ ถึงจะเป็นแอร์แก่ๆก็ตาม (บางคันก็ใหม่นะ แต่น้อย ) ฮ่าๆๆ

การเรียนสัปดาห์แรกผ่านไปด้วยดี ก่อนจบบทเรียนวันศุกร์

อาจารย์บอกว่าวันจันทร์จะมี dictation ให้ไปทบทวนมาด้วย

เหอๆ จะรอดมั้ยเนี่ย เอาน่า สู้ๆ ให้กำลังใจตัวเอง อิอิ...

ฉันคงต้องจบบล็อคนี้ไว้เพียงเท่านี้ ฉันต้องไปทำงานอีกหลายอย่างเลยทีเดียว

ไว้วันหลังจะมาเล่าให้ฟังอีกนะ ที่จริงก็อยากเล่าแต่ไม่อยากให้มันเกินหนึ่งบล็อกอ่ะ อิอิ

อ่อ จะเชื่อมั้ย กว่าจะเขียนเสร็จก็หลายชั่วโมง ฝนยังไม่หยุดตกเลยละ

ไว้พบกันใหม่นะจ๊ะ คิดถึงทุกคนมากมาย ดูแลตัวเองด้วยนะ : )

 

เธอ ตอนนี้เธอทำอะไร จะเป็นยังไง จะสบายดีมั้ยเธอ

ฉันอยู่ทางนี้ มิได้ไปพบเจอ ฝากบอกเธอ ดูแลตัวเองให้ดี

สุดท้าย คิดถึงฉันบ้างก็คงดี สุดท้าย คิดถึงฉันบ้างก็คงดี

Bihybrid – คำขอจากคนไกล”

 

ปล. จะอัพตั้งแต่ตอนเขียนเสร็จ แต่เน็ตเล่นไม่ได้ เลยอัพตอนนี้แทน คงไม่ว่ากันนะจ๊ะ

แหะๆ มาอัพแล้วมันเกินหนึ่งบล็อกจริงๆด้วยละ ต้องเอาอกไปย่อหน้านึงเลย

ไว้วันหลังมาเพิ่มให้ใหม่นะจ๊ะ : )

8月10日

"ซินจ่าว"

สวัสดีท่านผู้มีอุปการะคุณทุกท่าน
ขณะนี้ข้าน้อยมาถึงเมืองมอเตอร์ไซด์และจักรยานแล้วโดยสวัสดิภาพ
ตอนแรกกะจะอัพสเปซให้ได้อ่านกันตั้งแต่เมื่อวาน
แต่แล้วความเหนื่อยล้าจากการบินก็พราก
จินตนาการไปมากพอสมควร เลยพักสักนิดแล้วมาอัพวันนี้แทน
...
เก้านาฬิกาเป็นเวลาที่ป้านัดกับน้าให้มารับที่บ้าน
ป้าถามฉันว่า "มีเพื่อนไปส่งมั้ย" ฉันตอบไปตามตรง "ไม่มีค่ะ เพื่อนอยู่ไกล ไม่ว่างด้วย"
ป้าเลยบอกว่า "งั้นก็ไม่ต้องรีบเนอะ" ฉันก็เลยบอก "ค่ะๆ"
จากนั้นป้าจึงโทรหาน้า "บอกว่าไม่ต้องรีบก็ได้"
ตอนแรกบอกป้าว่า จะมีเพื่อนมาส่ง ป้าเลยกะจะไปเร็วให้ได้อยู่กับเพื่อน
เพื่อนคนนั้นคือไอ้หรู แต่แล้วก็มีเหตุให้ไม่ได้มาส่งอ่ะนะ
จากนั้นฉันจึงไปนั่งเล่นนอนเล่นกับแหมะ แต่ไม่อยากคุยอะไรมากนัก เดี๋ยวแหมะจะเศร้า
จนพลอยทำให้ฉันเศร้าไปด้วยได้ น้ามาถึงประมาณเก้าโมงกว่าๆ
ป้าเลยชวนให้ทานมื้อเช้าที่เตรียมเอาไว้ ฉันไปนั่งดูน้องกินกับแหมะ
ก่อนจะพาแหมะมานั่งที่เตียง แล้วไม่นานนักก็ขนกระเป๋าออกไป
ฉันร่ำลาคุณแหมะสั้นๆ หอมแก้มซ้ายขวาและหน้าผาก
ไม่เอ่ยอะไรมากไปกว่า "แหมะดูแลตัวเองดีๆนะจ๊ะ ไว้กรจะโทรมาหาบ่อยๆ"
อันที่จริงอยากพูดมากกว่านี้ แต่คุณแหมะตาแดงๆทั้งสองข้าง
ฉันเลยกอดแหมะเป็นครั้งสุดท้าย แล้วสวัสดีแหมะกับตาก่อนเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามอง
ฉันก็ไม่ใช่คนเข้มแข็งอะไรมากมายนี่น่า จะแปลกอะไรถ้ากลัวว่าหันกลับไปแล้วน้ำตาที่อยู่ข้างในจะท่วมเบ้าตา
ถ้าแหมะเห็น แหมะคงเป็นห่วง ถ้าฉันเห็นแหมะ ฉันก็คงห่วงกว่าเดิมอีกมากมายนัก
ฉะนั้นจากไปทั้งแบบนี้ละ คงจะดีกว่า
ก่อนไปฝากพี่วาให้ช่วยดูแลคุณแหมะกับตาให้ด้วย
ฉันเชื่อว่าพี่เค้าจะดูแลท่านทั้งสองอย่างดี
วันนี้มีน้าเรก น้องนุ่น และน้องนิวไปส่งที่สนามบิน
น้องนาโทรมาระหว่างทาง เสียงน้องออกอาการเศร้ามากที่ไม่ได้มาส่ง
แถมท้ายด้วยอาการงอแงเล็กๆ "พี่นิ่มไม่ไปไม่ได้เหรอ ไม่ต้องไปหรอกนะ"
แต่เมื่อฉันอธิบายให้น้องเข้าใจ น้องก็บอกแต่เพียงว่า "เดินทางดีๆนะพี่นิ่ม ไว้ติ๊นาจะโทรไปหาอีกทีก่อนขึ้นเครื่อง"
ตอนแรกแอบน้อยใจแฝดพี่เล็กๆถึงปานกลาง ที่ไม่มาส่งฉันคราวนี้
แต่เมื่อหลายวันก่อนก็ได้รับจม.พร้อมซองพัสดุจากพี่ แอบทำซึ้ง
แค่อ่านจม.ก็พอจะรู้เจตนาของพี่ พี่เองก็มีการเดินทางของตัวเอง
ซึ่งสำคัญมากๆ ฉันเข้าใจดี เพราะพี่พูดให้ฟังอยู่เสมอๆ
จดหมายซองนั้นมีข้อความบอกไว้ว่าให้เปิดพัสดุตอนที่ไม่อยู่บนผืนแผ่นดินไทย
แน่นอนว่าฉันก็ยังไม่ได้เปิดมันหรอก แค่อ่านจม.ก็ซึ้งละ กลัวเปิดซองแล้วจะซึ้งจนไม่อาจทนไว้
ฉันคงจะเปิดดูเร็วๆนี้ละ ไม่รู้ว่ามีอะไรในนั้น ไว้เป็นไงแล้วจะเล่าสู่กันฟังนะ
กลับมาที่รถของน้าเนอะ อิอิ ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็มาถึงสนามบิน
มาถึงแล้วก็ขนกระเป๋า เข็นๆๆ ไปตามทาง ดูบอร์ด แล้วไปเคาเตอร์เพื่อเช็คกระเป๋า
ผู้คนเข้าแถวไม่มากนัก ไม่เหมือนตอนไปเมกา ฉันเข็นกระเป๋าไปต่อที่ปลายแถวซึ่งมีป้าอยู่ด้านหน้า
รู้สึกอารมณ์ตอนนั้นจะเหม่อๆ ลอยๆยังไงพิกล เข็นตามเค้าไปเรื่อยๆ
แล้วเมื่อถึงจังหวะที่เข็นรถและหันไปที่ฝั่งทางเข้าตรวจคนที่จะขึ้นเครื่องก็พลันเห็นป้ายสีน้ำเงินขนาดใหญ่
มันเป็นป้ายบอกทางไปหลายๆที่ ฉันสะดุดใจที่ป้ายบอกทางไปไปรษณีย์
ฉันกำลังคิดถึงใครคนนึง อยากส่งโปสการ์ดไปหา เช็คกระเป๋าเสร็จตั้งใจจะแวะไป
แล้วสายตาก็ไล่ในระดับเดียวกันมาทางขวามือ มองไล่มาเรื่อยๆ รู้สึกตาลอยๆชอบกล
แต่แล้วก็มาสะดุดกับที่นั่งตรงกลาง หรือว่าฉันจะคิดมากจนเห็นภาพหลอน
ภาพเลือนๆ ลางๆ พริ้วๆ สั่นไหวไปมาตรงหน้า ดูคล้ายใครหลายๆคนที่คุ้นตาเป็นพิเศษ
ชั่ววินาทีฉันปรับสายตาที่เห็นภาพลางๆ เปลี่ยนเป็นการโฟกัสเฉพาะจุด
เท่านั้นแหละ อึ้งไปเลย ทำไรไม่ถูกเลยทีนี้
หน้าที่นิ่งๆตั้งแต่ออกจากบ้าน กลับเปื้อนด้วยรอยยิ้มกว้างๆ
กว่าจะตั้งสติได้ก็ใช้เวลาปรับความรู้สึกเสี้ยววินาที ปรับได้ก็หันไป
สวัสดีป่าปี๊ ส่งยิ้มให้นานต์นานต์และเบนซ์ทันที
ทั้งสามนั่งเรียงกันอยู่ตรงนั้น นั่งอยู่นานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้
แต่กว่าที่ฉันจะรู้ตัว และเห็นพวกเค้าก็ใช้เวลาไปหลายนาที ทั้งๆที่ก็นั่งอยู่ไม่ไกลนักจากที่ฉันยืน
นี่ถ้าฉันมีสติมากกว่านี้ และไม่เหม่อลอยขนาดนั้น คงได้เห็นพวกเค้านานกว่านี้อีกนิด
ฉันอยากจะรีบเช็คกระเป๋าและไปหาเพื่อนๆและป่าปี๊แต่แล้วก็เกิดปัญหาเล็กๆขึ้นจนได้
น้ำหนักของกระเป๋าใบน้อยฉันเกินไปหลายกิโล ถ้าของป้าไม่เกินมาก่อนก็คงดี
แต่ของป้าก็เกิน เลยทำให้ฉันต้องเอาของออกถึงสองรอบกว่าจะผ่านมาได้
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยฉันก็วิ่งมาหาเพื่อนๆและป่าปี๊ รวมถึงน้องๆและน้าที่อยู่แถวนั้นด้วย
ตั๋วเครื่องบินที่รับมายื่นให้ป่าปี๊ดู ในขณะที่อีกมือเต็มไปด้วยหนังสือที่เอาออกมา
เพื่อนๆลุกให้ฉันนั่ง ฉันนั่งลงเก็บของใส่กระเป๋าเป้ ดีนะที่ทำเป้ให้ว่างไว้
สักครู่ก็ถ่ายรูปกับเพื่อนๆ ป่าปี๊ น้องๆ น้า ป้า
เบนซ์มาพร้อมข้อมือสีสันสดใส ซึ่งตอนนี้มันผูกติดกับข้อมือข้างซ้ายของฉัน
ส่วนนานต์นานต์กับป่าปี๊มาพร้อมรอยยิ้ม(รึเปล่านะ อิอิ) เพราะของที่ระลึกอยู่ในกระเป๋าเรียบร้อย
เบนซ์บอกว่า น้องเล้งกำลังมาส่งด้วย ไม่รู้จะทันมั้ย
ฉันคิดในใจอยากเจอน้องเล้งจังอุตส่าห์มาส่ง จะทันมั้ยนะ เพราะใกล้จะต้องไปแล้ว
แต่แล้วก็ไม่ทัน เพราะหลังจากนั้นไม่นานฉันก็ต้องเข้าไปตรวจพาสปอร์ต
รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมากๆ ฉันแทบไม่ได้พูดคุยอะไรกับเพื่อนๆ และป่าปี๊เลย
ทุกคนเดินมาส่งฉันกับป้าที่ทางเข้าด่านตรวจ ป้าเดินเข้าไปนานแล้วแต่ฉันยังยืนอยู่
ฉันกล่าวสวัสดีและขอบคุณน้าเรกที่มาส่งในวันนี้ กล่าวลาน้องนุ่นและน้องนิวด้วย
ซึ่งไม่นานทั้งสามก็เดินออกไปเพราะต้องไปรับน้องนา
ฉันหันมามองเพื่อนๆและป่าปี๊ ซึ่งยืนเรียงกันอยู่ตรงนั้น
ฉันพยายามมองให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามจดจำทุกรายละเอียดของทุกคน
นานต์นานต์ดูหน้านิ่งชะมัด วันนี้ไม่ค่อยยิ้มเลย ฉันไม่สามารถมองได้นานกว่านี้
เดี๋ยวไอ้ที่เอ่ออยู่ข้างในลึกๆ จะล้นออกมาถึงข้างนอกได้
ฉันปรับไปมองใบหน้าของเบนซ์ แมวไขลานตัวโต
แมวยิ้มแป้น หน้ากลม อุดมสมบูรณ์ เห็นแล้วค่อยยังชั่วหน่อยนึง
มาถึงป่าปี๊ ป่าปี๊ก็อมยิ้มน้อยๆตามสไตล์ และหันหน้าไปทางด่านตรวจเป็นสัญญาณว่าไปได้แล้ว
ฉันกล่าวลาและกล่าวขอบคุณทุกคนมากๆ รวมถึงบอกให้ดูแลตัวเองด้วยนะเป็นครั้งสุดท้าย
ฉันเดินเข้าไปก่อนจะที่จะโผล่หน้ามามองทุกคนเป็นอีกครั้งก่อนจะเดินจากมา
ฉันเดินจากทุกคนมาแล้ว อีกไม่นานก็ต้องบินจากไปจริงๆ
แต่ก่อนจะบินก็มีโทรศัพท์หลายสายโทรมาส่ง
ฉันคุยกับอันอิษฎ์อยู่นานพอควร อันยังคงอารมณ์ดีและบอกอะไรหลายๆอย่างกับฉัน
จากนั้นก็มีสายเบนซ์ ซึ่งเป็นเสียงน้องเล้งโทรเข้ามา
เสียดายจังเลยที่ไม่ได้เจอน้องเล้ง น้องเล้งอุตส่าห์มาถึงสุวรรณภูมิ มาส่งฉัน
แต่กลับไม่ทันได้เจอ เสียดายจริงๆ แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณมากๆเลยนะที่มาส่งถึงนี่
แล้วก็ได้คุยกับเบนซ์อีกนิดหน่อย เพราะมาถึงที่ตรวจของจะขึ้นเครื่องเลยต้องวางสายไป
ตรวจเสร็จไม่นานน้องนาก็โทรมาส่งเป็นคนสุดท้าย
แต่ขณะที่รอที่เกจก็โทรศัพท์ไปขอบคุณป่าปี๊อีกครั้ง ได้คุยกับนานต์นานต์อีกนิดหน่อยก่อนจะวางสายไป
เมื่อใกล้ถึงเวลาขึ้นเครื่อง ป่าปี๊บอกว่าขึ้นเครื่องแล้วก็ยังใช้โทรศัพท์ได้จนกว่าเครื่องจะออก
พอนั่งประจำที่เลยโทรหาคุณแหมะ บอกแหมะให้ดูแลตัวเองดีๆอีกครั้ง
ก่อนที่จะโทรหาใครๆอีกหลายคน รวมถึงใครคนนั้นเป็นครั้งสุดท้าย
ก่อนจะปิดมือถือแล้วบินจากมา
...
ขอขอบคุณน้าเรกมากๆนะคะที่ขับรถมาส่ง และน้องๆทั้งสองที่มาช่วยขน ช่วยเข็นกระเป๋าของพี่
ขอขอบคุณนานต์นานต์ เบนซ์ น้องเล้ง และป่าปี๊
มากๆ มากที่สุดเลยนะ ที่มาส่งถึงสนามบิน
ขอขอบคุณทุกเมสเสจ และทุกสายที่โทรมาส่งมากๆเลยนะ
เมื่อวานเป็นวันที่ดีจริงๆ วันที่ดีที่สุดอีกหนึ่งวันในชีวิตเลยทีเดียวนะ
แม้จะผ่านมาเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็ไม่ได้ผ่านเลยไปจากความทรงจำเลยแม้แต่น้อย
มีความหมายมากมายจริงๆ สำหรับคนตัวน้อยๆคนนี้
ขอขอบคุณทุกคนมากๆๆอีกครั้งนะ ยังไงก็ดูแลตัวเองด้วยนะจ๊ะ
ไว้จะมาเล่าสู่กันฟังถึงประสบการณ์และอะไรใหม่ๆที่นี่นะ :)
IMG_2648IMG_2647
IMG_2651 IMG_2652
 IMG_2654IMG_2656
 IMG_2661IMG_2664IMG_2665
8月8日

08/08/08

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน
จากหัวข้อข้างต้น คงพอจะทราบได้ว่า
วันนี้มีความสำคัญอย่างไร อันที่จริงก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า
เป็นวันเปิดมหกรรมกีฬาของมวลมนุษยชาติ
ฟังแล้วมันดูใหญ่โตมโหฬารพอสมควรเลยทีเดียวนะเนี่ย
โอลิมปิกปีนี้ที่ปักกิ่งไม่รู้จะเป็นอย่างไรบ้าง
ก็เอาใจช่วยทัพนักกีฬาไทย และนักกีฬาจากทั่วโลกตามแต่ชื่นชอบละนะ อิอิ
ที่พล่ามมาข้างต้นก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับบล็อกนี้สักเท่าไหร่
ก็แค่เห็นว่าตัวเลขข้างต้นมันสวยดี เลยอยากจะอัพบล็อกด้วยตัวเลขสวยๆแบบนี้สักที
เพราะกว่าจะเวียนมาอีกรอบก็นะ แค่พันปีเอง
ไม่รู้ต้องเกิดแล้วตายอีกกี่ชาติ สรุปเขียนมันวันนี้ละ
อีกอย่างคงเป็นบล็อกสุดท้ายที่ได้อัพที่นี่ด้วย
ไว้กลับมาอัพที่นี่อีกเมื่อไหร่แล้วจะบอก คริคริ
เมื่อวันสองวันก่อน มีโอกาสได้กลับไปยังสถานที่ที่คุ้นเคย
พบเจอกับใครหลายๆคนที่คุ้นตา
จะเรียกว่ามีโอกาสคงจะไม่ใช่ เรียกว่าพยายามหาเรื่องไปให้ได้มากกว่าอ่ะนะ อิอิ
กลับไปคราวนี้ จะว่ามีอะไรเปลี่ยนก็มี จะว่ามีอะไรเหมือนเดิมก็มี
ถึงแม้บรรยากาศโดยรอบจะดูอึมครึม เนื่องด้วยเมฆฝนก่อตัวอยู่ไม่ห่างนัก
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้แผนการไปเยี่ยมเยียนบุคคลสำคัญ
และไปเยือนสถานที่ต่างๆพังลงได้ โดยเฉพาะที่กินอ่ะนะ อิอิ
เริ่มกันที่มื้อกลางวันละกันนะ มื้อนี้พิเศษมากๆ พี่เอนก (เขียนถูกป่าวหว่า) เพื่อนป่าปี๊และพี่โซ้ย
เลี้ยงผัดไทยที่โรงเรียนนายสิบ แถวหลังมออ่ะนะ
มื้อนี้ ฉัน นานต์นานต์ และพี่เมธเลยพลอยได้กินของอร่อยฟรีๆ
ต้องขอขอบคุณพี่เอนกและป่าปี๊มากๆเลยนะค้า
กลับมาก็มานั่งเล่น เดินเล่น ส่งไปรษณีย์สักพัก ก็โทรหาคุณเฟิง
คุณเฟิงมาสมทบได้สักพักก็เคลื่อนขบวนไปไหว้พระที่องค์พระปฐมเจดีย์
องค์พระวันนี้มีฉากหลังเป็นท้องฟ้าที่สวยงามมากๆ ไปองค์พระแล้วฟ้าใส แอบงงเหมือนกัน อิอิ
จากนั้นก็เคลื่อนพลต่อไปที่ร้านไอศครีมไอส์เบิร์ก มีพรล่า และยอดเพชรตามมาสมทบ
สักครู่ไอศครีมสองโลที่สั่งมาก็หมดเกลี้ยง พวกเราจากร้านมาพร้อมไอศครีมอีกครึ่งโล
(อย่าเพิ่งสงสัยว่ากินไปตั้งสองโลไม่อิ่มอีกเหรอ ครึ่งโลนี้ป่าปี๊ฝากซื้อน่ะ อิอิ)
กลับมาถึงมอก็ตามดูสตูดิโอถ่ายภาพงานวันวิทย์ไปเรื่อยๆ พอมืดหน่อย ท้องก็เริ่มร้องอีกครา
นานต์นานต์ เฟิง พี่เมธ ยอด และฉันจึงพากันไปกินก๊วยเตี๋ยวยกซดหลังมอ
กินอิ่มก็กลับมาเอากระเป๋าที่คณะ และแวะกินข้าวเหนียวเปียกลำใยหน้ามอ
ก่อนจะกลับไปถึงหอเอื้องฟ้าโดยสวัสดิภาพ
เรียกได้ว่าอิ่มอร่อยทั้งวันเลยทีเดียว
ไปนอนหอเอื้องก็ได้ดูหนังอีกเรื่อง เดจาวู คือหนังเรื่องนั้น
ชอบพระเอกคนนี้อยู่แล้ว เลยจ้องตาเป็นมัน เสียดายพากย์ไทย
ถ้าซาวด์แทร็กคงจะสนุกกว่านี้ อิอิ ดูหนังจบ อาบน้ำ และนอน
ตื่นเช้ามานานต์นานต์ก็มารับ ไปทานมื้อเช้าที่ยูเนียน
ก่อนจะมาปล่อยฉันลงแถวๆคณะ นานต์นานต์มีเรียนอ่ะนะ
เลยได้กล่าวลากันตรงนั้น สู้ๆนะเพื่อนนะ อิอิ
กลับมาที่ฉันซึ่งต้องไปเอาค่าประกันหนี้สินหอพัก และใบทรานสคริป
ขณะที่กำลังจะเดินออกจากคณะ ก็พลันเจอกับแต๋วแหวว
เช้านี้แต๋วแหววจึงรับช่วงต่อเป็นสารถีพาฉันไปนู่นมานี่
ก่อนจะกลับมาที่คณะเพื่อลาอาจารย์
ขอขอบคุณอาจารย์หลายๆท่านมากๆเลยนะคะ สำหรับของที่ระลึกที่น่ารัก
ขอบใจเพื่อนๆทุกคนด้วยนะ ที่แวะมาทักทายกัน
ดีใจมากมายที่ได้เจอเพื่อนๆ อาจารย์ พี่ๆและน้องๆ
หวังว่าเราคงได้เจอกันอีกเร็วๆนี้นะ
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา
แต่เราก็จากลาเพื่อกลับมาพบกันใหม่เนอะ
ดูแลตัวเองด้วยนะทุกๆคนเลย เป็นห่วงนะ คิดถึงทุกคนด้วยละ คิดถึงมากเลย :)
 
 
 
 
8月5日

เปิดกรุ ภาพเก่า

เวลาประมาณสี่ทุ่มของเมื่อคืนที่ผ่านมา
ฉันกำลังนั่งจัดการกับสัมภาระแสนรก
เตรียมเก็บของออกจากกระเป๋า หาพื้นที่โล่งเพื่อใส่ของใหม่ที่จำเป็น
ต่อการเดินทางและการใช้ชีวิตในที่ใหม่ๆ
และแล้วก็ไปพบกับซองพลาสติกเก่าๆขาดๆซองหนึ่ง
รื้อออกมาดู ปรากฎว่า เป็นภาพเก่าๆ สมัยฉันกับพี่ยังเด็ก
เลยกะเอามาแปะไว้ในนี้ เผื่อวันไหนหาไม่เจอ
มันจะได้ยังลอยวนอยู่ในโลกใยแมงมุม
(หวังว่าเซิฟเว่อร์นี้มันคงไม่ล่มไปก่อนอ่ะนะ)
ภาพบางภาพถ่ายมาจากรูปในกรอบที่บ้าน
ไหนๆเอามาแล้วก็เลยไปถ่ายมาให้หมด อย่าแปลกใจถ้าเห็นเงาๆในนั้น อิอิ
ก็ไว้ถ้าหาได้เพิ่มจะเอามาลงเก็บไว้ให้ได้ดูกัน
เก็บไว้ให้ตัวเองได้ดูด้วยอ่ะนะ ฮ่าๆๆ
ดูแล้วก็ช่วยแยกด้วยนะ บางรูปเราก็แยกไม่ออกเหมือนกัน
ว่าคนไหนเป็นคนไหน ว่าแล้วไปดูกันเลยดีกว่าเนอะ :)
 
IMG_2470IMG_2433IMG_2434IMG_2435IMG_2471IMG_2443IMG_2472IMG_2473IMG_2475IMG_2476IMG_2450
IMG_2455IMG_2441IMG_2457IMG_2449IMG_2439
 
7月29日

21 กรกฎา 51

21 กรกฎา วันรับปริญญาของเรา

เพื่อวันนี้ฉันต้องเรียนมาตั้งเกือบยี่สิบปี ตั้งแต่อนุบาลจวบจนวันนี้

เหนื่อยกับหลายๆสิ่ง หลายๆ อย่างแต่ก็ถือว่าคุ้มสุดๆ

ดีใจยิ่งกว่าอะไรเมื่อได้เห็นรอยยิ้มภูมิใจของคุณแหมะกับตา

ขอขอบคุณทุกๆคนที่มีส่วนร่วมทำให้ฉันมีวันนี้

พ่อแม่ ลุง ป้า น้า อา พี่ๆ น้องๆ ครูบาอาจารย์ และเพื่อนๆ

ขอขอบคุณทุกคนที่แวะมาแสดงความยินดี และที่ส่งเสียงตามสายมา

ขอขอบคุณสำหรับดอกไม้ทุกช่อ ตุ๊กตาทุกตัว และของขวัญทุกชิ้น

ขอขอบคุณจากใจดวงน้อยๆ ดวงนี้ค่ะ

...

21 กรกฎา สัมผัสอุ่นๆที่มือซ้ายติดตรึงอยู่ลึกๆในใจ

ขณะที่มือขวาได้เอื้อมใกล้ชิดอีกหนึ่งมือ

ความรู้สึกนั้นก็ถูกประทับลงในความทรงจำ

เหตุการณ์ในวันนี้ ทั้งชีวิตไม่อาจลืม

...

อยากจะเอ่ยขอบคุณเป็นการเรียงตัว

แต่พื้นที่ในสเปซคงจะไม่เพียงพอเป็นแน่แท้

ยังไงก็ขอขอบคุณทุกๆคนอีกครั้ง ซึ้งในน้ำใจจริงจัง

สำหรับเพื่อนๆที่รับปริญญาพร้อมกันในวันนั้น

ก็ขอแสดงความยินดีด้วยนะจ๊ะ เราทำสำเร็จอีกขั้นของชีวิตแล้ว

และสำหรับเพื่อนๆที่รัก ที่ยังคงต้องต่อสู้เพื่อการนี้

ก็ขอเอาใจช่วยเต็มที่ ยังไงใบปริญญาก็ต้องเป็นของเพื่อนๆแน่

เอาใจช่วยทุกการเดินทางของชีวิต สู้ๆ นะ

ต่อไปคงไม่มีโอกาสได้เจอเพื่อนๆมากอย่างนั้นอีกแล้ว

ยังไงก็รักษาตัวแและหัวใจตัวเองให้ดีนะ เพื่อนเป็นห่วง

คิดถึงเพื่อนๆทุกคนเสมอ มีอะไรก็ส่งข่าวมาหากันบ้างนะ จะรอ

 

"รักและคิดถึงทุกคน(มากๆ) :)"

 

 

 

ปล1. อยากเขียนอะไรมากมายแต่มันตื้อๆ ตันๆในใจ สงสัยไม่ได้เขียนนานไม่ก็ซิ้งและอินจัด

ปล2. วันนี้(28 กค.)ไปเรียนภาษาเวียดนามวันแรก เจอคนสอนถึงกับอึ้ง คล้ายใครไม่คล้าย

จำต้องมาคล้ายใครคนนั้น ความคิดถึงไม่มีโอกาสได้บรรเทา มีแต่ตอกย้ำให้เพิ่มเติม

ปล3. บอกไว้ก่อนล่วงหน้า เผื่อไม่ได้อัพสเปซอีกก่อนบิน

วันที่ 9 สิงหา 51 เวลาประมาณบ่ายโมงเป็นต้นไป

โทรศัพท์เครื่องจ้อยจะโกอินเตอร์บวกด้วยค่าบริการที่หากโทรเข้า

จะแพงเกินกว่าข้าวสองจานต่อนาที เสียทั้งผู้รับและผู้โทร

ฉะนั้น มีอะไรก็ส่งเมลล์หรือเมสเสจไปหาแทนละกันนะจ๊ะ

(เมสเสจละ 12 บาทมั้ง ก็แพงอยู่ดีเนอะ แหะๆ)

ไว้หาทางหาซิมโทรถูกๆจากที่นู่นได้เมื่อไหร่จะแจ้งให้ทราบในภายหลังนะ

ถึงยังไงเราก็อยู่ใต้ฟ้าเดียวกัน ท้องฟ้าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หวังว่าเราคงจะมีโอกาสได้มองดาวดวงเดียวกันนะ :)

 

 

 

6月27日

น้ำ l ฟ้า l พายุ

ก่อนอื่นขอบอกว่ามีสปอยล์หรือไม่ ไม่แน่ใจนะ(ไม่ค่อยเข้าใจคำนี้)
มีเวลาไม่มากนัก(เน็ตที่หอเล่นไม่ได้ แวะมาเล่นร้าน อยากเขียนเรื่องนี้มาก)
ขอเริ่มเลยละกันนะจ๊ะ
ได้ข่าวมาพักใหญ่ว่าจะมีหนังของคณะมัณฑนศิลป์ ม.เรา
นึกไปถึงเรื่องเพื่อนสนิท มช. ที่เคยโด่งดังเมื่อหลายปีก่อน
แอบคิดเปรียบเทียบ ดูแล้วมันจะรู้สึกดีเหมือนเรื่องนั้นมั้ยนะ
(ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าหนังชื่ออะไร) ซึ่งเรื่องนั้นก็ชอบพอควร
เมื่อนานต์นานต์เล่าให้ฟังว่าอยากดูหนังเรื่องนี้ รัก l สาม l เศร้า
ได้ยินชื่อแล้ว ความอยากดูเริ่มหดหาย(สำหรับฉันอ่ะนะ)
ไม่ใช่ว่าฉันไม่ชอบหนังเศร้า แต่ดูแล้วฉันจะเศร้าไปมากกว่านี้มั้ยนะ
(ช่วงนี้มีหลายๆเรื่องราวที่ก่อให้เกิดความรู้สึกเศร้า เหงา ในใจ)
ยิ่งได้รับฟังจากใครหลายๆคน ว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วเฉยๆ
ตัดฉากเร็ว ยังไม่ทันได้ซึมซับก็ตัดไปก่อน บ้างก็บอกเฉยๆ บางคนบอกเศร้า
แต่ยังไม่เห็นมีใครบอกว่า ดี เลยสักคน
แต่แล้วเมื่อวานฉันได้อ่านบทวิจารณ์ที่นานต์นานต์เขียนถึง
ฉันชอบตอนจบที่นานต์นานต์ทิ้งเอาไว้ เดินยิ้มออกจากโรงได้
ฉันชักอยากจะเดินยิ้มออกจากโรงบ้างซะแล้วซิ
ตกเย็นฉันมีโอกาสได้คุยกับอาจารย์รักหนังคนนึง
อาจารย์บอกว่า ไปดูหนังเรื่องนี้มา ดีมากๆ น้องๆรักแห่งสยามเลยทีเดียว
ขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย ฉันพอรู้ว่าอาจารย์ชอบหนังเรื่องรักแห่งสยามมากๆ
ถ้าน้องๆ นี่ก็คงแปลว่าชอบมากเหมือนกัน นั่นเพิ่มความรู้สึกอยากดูให้ฉัน
ด้วยว่าฉันก็ชอบรักแห่งสยามเหมือนกัน
(ขอสารภาพว่า น้องเก้า จิรายุมีผลต่อความชอบของฉัน อิอิ)
วันนี้เวลาประมาณบ่ายกว่าๆหลังจากดูคนงานของเพื่อนพี่โซ้ย
ค่อยๆ แยกชิ้นส่วนเคาเตอร์ ถอดหลอดไฟ แกะนู่น รื้อนี่ ยกนั่น ไปทีละชิ้นๆ
นี่เป็นอีกเหตุผลที่ก่อให้เกิดความเศร้า ตั้งแต่ยังไม่เข้าไปดูหนัง
ฉันชวนไอ้หรู เพื่อนอ้วนกลมไปด้วย แต่เพื่อนตัวกลมอยากดูเรื่อง WANTED
แน่นอน สไตล์ฉัน สบายๆอยากดูอะไรก็ดู เราเดินไปด้วยกันที่ช่องขายตั๋วที่ให้บริการอยู่เพียงสองช่อง
ฉันช่องนึง ไอ้หรูช่องนึง "รักสามเศร้าค่ะ" ไอ้หรู " WANTED ค่ะ"
 หลังจากเลือกที่นั่งเสร็จ พนักงานทั้งสองช่องถามเป็นเสียงเดียวกัน
"ที่เดียวเหรอค่ะ" เค้าคงจะเห็นเราทั้งคู่เดินมาด้วยกัน
ฉันกับไอ้หรูตอบเป็นเสียงเดียว "ค่ะ"
ก่อนเดินออกมาฉันกับไอ้หรูหยิบแฮนด์บิลหนังเรื่องเฟรนชิฟมาดูคนละแผ่น
มีเวลาร่วมชั่วโมงก่อนหนังฉาย เราสองคนไปนั่งรอแถวที่ซื้อตั๋ว
ฉันอ่านแฮนด์บิล ก่อนที่จะชี้บอกหรูตรงที่เขียนว่า
" 3 กรกฎาคมนี้ บอกคามในใจกับคนที่คุณรัก"
ไอ้หรูคว้าแฮนด์บิลจากมือฉันไปชี้ให้ดูตรงที่เขียนว่า
"10 เหตุผลที่ทำให้คุณไม่กล้าบอกรัก" แล้วยัดใส่มือฉัน
ก่อนจะไปคว้าของตัวเองมาแล้วบอกว่า"ส่วนฉันนี่ อันนี้
"10 เหตุผลที่ทำให้คุณอยากบอกรัก"
มันช่วยเพิ่มดีกรีความเศร้าเล็กๆให้ฉัน เมื่ออ่าน 10 เหตุผลนั้น
ไม่นานนักหลังจากนั้น ไอ้หรูก็เดินเข้าโรงไปก่อน สิบนาทีให้หลังฉันก็เดินไปเข้าอีกโรง
ความเศร้าที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ถูกภาพยนตร์ตัวอย่างดึงไปจากตัวฉันทีละน้อยๆ
แล้วฉันพร้อมที่จะเผชิญกับเรื่องราวต่างๆที่หนังเรื่องนี้กำลังจะเสนอโดยปราศจากความเศร้า
เวลาร่วมสองชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไวเหมือนโกหก
ฉันเดินยิ้มออกมาจากโรงหนัง เหมือนที่นานต์นานต์บอกเอาไว้ไม่ผิดเลยจริงๆ
หนังว่าด้วยความรัก ของคนสามคน
ตอนแรกเหมือนจะเศร้า แล้วมันก็เศร้า แต่ก็ยังยิ้มได้ตอนจบ
หลายๆ ฉากเรียกรอยยิ้มกว้างๆ จากใบหน้าของฉัน
หลายๆ ฉากเรียกเสียงหัวเราะอย่างไม่เกรงใจใครจากฉัน
หลายๆ ฉากเรียกน้ำตาให้มาเอ่อคลอที่ตาทั้งสองของฉัน
แต่ก็เพียงฉากเดียวที่ทำให้มันไหลเป็นสายก่อนจะหยดลงที่เสื้อสองสามหยด
ฉันชอบรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่แฝงด้วยอะไรสักอย่างในหนังเรื่องนี้
ยกตัวอย่างเช่น เรื่องเพลงไทย เรื่องกินขาไก่
และฉันว่า ชื่อเล่นของตัวละครแต่ละตัวก็ผูกพวกเค้าเข้าไว้ด้วยกันตั้งแต่ต้น
นักแสดงหลักดูกลมกลืนเข้ากัน พวกเพื่อนๆก็ร่วมสร้างสีนสันได้เป็นอย่างดี
แอบบอกว่าชอบก้อยมากเลยละ เป็นผู้หญิงที่น่ารักมากๆ เป้ก็เท่ห์ซ้า ส่วนพีคก็น่ารักดี
สรุปว่าชอบหนังเรื่องนี้มากๆ มันดึงอารมณ์และความประทับใจจากฉัน
มากกว่าหนัง(ไทย)เรื่องอื่นๆเยอะเลยละ
หากหนังเรื่องนี้เป็นน้องๆรักแห่งสยามของอาจารย์
หนังเรื่องนี้เป็นพี่ๆรักแห่งสยามสำหรับฉันเลยเชียวนะ
เดินยิ้มออกจากโรง ไม่เสียดายตังค์เลยสักบาท
 อยากจะดูรอบสองในโรงด้วยซ้ำ ถ้ามีตังค์คงดูไปแล้ว
(ขอบอกว่าแอบเซ็งพวกนักเรียนเสียงดัง คุยกัน น่ารำคาญมากๆ
คิดดูขนาดมีเสียงเด็กพวกนั้น ฉันยังประทับใจขนาดนี้เลยอ่ะ)
นี่ถ้าไม่ได้มาดู จะเสียดายแค่ไหนเนี่ย
แต่อย่างน้อยก็ได้ดูละนะ ขอบใจนานต์นานต์มากๆ และก็ต้องขอบคุณอาจารย์มากๆด้วย
ที่ช่วยเพิ่มดีกรีการอยากดูหนังเรื่องนี้จนกระทั่งไปดู
และประทับใจกลับมาแบบสุดๆ บอกตามตรงถ้าไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรง เสียดายตายเลย :)
 
 
6月21日

บุคคลในตำนาน(ตอนแรก)

เคยมั้ย เวลาที่ได้ยินใครพูดถึงคนที่เราไม่รู้จักบ่อยๆ

แล้วเรารู้สึกอยากจะรู้จักผู้คนเหล่านั้นบ้าง

ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น หนึ่งในคนที่อยากรู้จักคนที่ได้รับการกล่าวถึง

หรือพูดถึงบ่อยบ้าง ไม่บ่อยบ้าง

เพราะอะไรบางอย่างพาลให้คิดว่า ทำไมต้องพูดถึงคนนี้ด้วยนะ

คำตอบนี้คงตอบไม่ยาก ก็เป็นคนที่เค้ารู้จัก เป็นเพื่อน เป็นพี่หรืออะไรทำนองนั้น

แต่นั่นก็ทำให้ฉันเกิดอาการอยากจะรู้จักคนคนนั้นบ้าง

สำหรับฉัน คนเหล่านั้น เหมือนเป็นบุคคลในตำนาน

ด้วยความที่ฉันไม่รู้จัก ไม่เคยพบเจอ ทำให้ดูลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน

(อ่ะนะ มันคงไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ฉันเว่อร์ไปเอง)

ใครหลายๆ คนก็เลยกลายมาเป็นบุคคลในตำนานของฉัน

เพียงชั่วคำพูดของคนบางคน หรือหลายๆคน

...

ในชั่วโมงเรียนนิเวศวิทยาเมื่อหลายปีมาแล้ว

ขณะที่เหล่านักศึกษาและอาจารย์กำลังปรึกษาหารือ

ถึงสถานที่จะไปทัศนศึกษา แล้วเรื่องทริปไปเขาใหญ่ที่เกิดเรื่องไม่คาดฝัน

จนคณาจารย์ไม่กล้าที่จะพานักศึกษาตาดำๆอย่างเราไปอีกก็ถูกเล่าขาน

วันนั้นอ.กัลยา กล่าวพาดพิงถึงอ.ท่านนึงที่ฉันไม่คุ้นชื่อ

นอกจากไม่คุ้นชื่อ แล้วก็ยังไม่คุ้นหน้า

อ.ท่านนั้น นามว่า อ.ก้อง กัมปนาท

อันที่จริงไม่ใช่แค่ไม่คุ้นหรอก แต่ฉันไม่เคยเจอด้วยซ้ำไป

ในขณะที่ฉันย่างเท้าเข้าสู่ปลายปีที่สามของการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย

ขณะที่เพื่อนๆหลายๆคน มีโปรเจ็คที่สนใจ และอ.ที่ปรึกษาในใจ

ไม่แปลกเลยที่เราจะเจอเพื่อนแล้วถามว่า ทำโปรเจ็คกับจารไร

คล้ายๆกับคำถามที่เจอตอนใกล้จบว่า เรียนจบแล้วทำไร

“แต๋วแหวว ทำโปรเจ็คกับจารไรอะ”

“จารก้อง”

“จารก้อง ไหนอ่ะ”

“อ้าวไอ้เตี้ย แกไม่รู้จักจารก้องเหรอ”

“หึ ไม่รู้จัก”

“ตอนที่เค้ากลับมาแกไม่เคยเจอเหรอ ผมยาวๆ ตัวสูงๆ”

“หึ ไม่เห็นเคยเห็นเลย”

ฉันก็ไปวิ่งเล่นแถวๆห้องภาคออกจะบ่อย ไม่เห็นเคยจะเห็นใคร

มีลักษณะอย่างแต๋วแหววว่ามา แต่คลับคล้ายคลับคลา

เคยเห็นเงาของใครสูงๆ ท่าทางผมยาวๆ

หายวับลับตาไปตรงซอกหลืบเล็กๆ ของห้องแพลงตอนและห้องจารกัลยา

แน่นอนใจฉันมันเสาะขึ้นอับดับต้นๆ ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน

ไม่อยากจะไปยุ่งหรือต่อกรกับสิ่งที่เหมือนจะเห็นก็ไม่ใช่ เหมือนจะไม่เห็นก็ไม่เชิง

ด้วยเหตุนี้ อ.ก้อง กัมปนาทจึงกลายเป็น "บุคคลในตำนานหมายเลขหนึ่ง"

ฉันไม่ได้ติดใจอะไรมาก ด้วยความที่ก็ไม่ได้ยินเรื่องราวอะไรมากเกี่ยวกับอ.ท่านนี้

จะติดใจอยู่หน่อยนึงก็ตรงชื่อของอ.

ใครช่างตั้ง เท่ห์ชะมัดเลย

ก้อง กัมปนาท ฟังชื่อแล้วเหมือนจะมีระเบิดสะเทือนเลื่อนลั่นตรงหน้ายังไงก็ไม่รู้

ฉันลองมาคิดชื่อที่ต่อๆ กันเหมือนชื่อของ อ.บ้าง ได้มาก็เยอะเหมือนกัน

ไม่ว่าจะเป็น ผืน แผ่นดิน, ดอย อินทนนท์, ทะเล อันดามัน

กล้อง โพราลอยด์, เพลง บรรเลง, น้ำ เป๊ปซี่, เบียร์ สิงห์, แมค โดนัลด์

เซเว่น อีเลฟเว่น, ไอติม เซเว่นเซ่น ฯลฯ

ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่า ใครจะไปตั้งชื่อคนแบบนี้ อันแรกๆยังพอจะเป็นไปได้

แต่หลังๆนี่มันอะไรเนี่ย ยังอุตส่าห์จะคิดได้นะฉัน

วันเวลาผ่านไป พร้อมกับชื่อของอ. และชื่อบ้าๆบอๆที่ฉันคิด ถึงคราวลางเลือน

ซัมเมอร์ปีสามขึ้นปีสี่ ฉันออกไปท่องโลกกว้าง

ขณะที่ฉันกำลังจะเดินทางกลับสู่มาตุภูมิ ฉันส่งเสียงตามสายมาถาม

ถึงตารางเรียนที่ฉันฝากแต๋วแหววลงว่าเรียบร้อยรึไม่

เสียงแต๋วแหววบอกมาตามสาย ว่า “อ.ก้อง เค้าถามหาแล้วนะเว้ย

ว่าเมื่อไหร่แกจะกลับมาเรียน”

ห้า บุคคลในตำนานกลับมาแล้ว เกิดเสียงสะท้อนในสมอง แล้ว แล้ว แล้วววว

อ.กลับมาเมืองไทยแล้วโดยสวัสดิภาพ ขณะที่ฉันขาดเรียนไปแล้วหลายคาบ

กลับถึงเมืองไทย ฉันก็ไปเข้าเรียนตามปกติ ทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

(ฉันเคยเขียนไปแล้วบ้างในตอนทับแก้ว อาจจะซ้ำนิดนึงนะถ้าใครได้อ่านตอนนั้นแล้ว)

 และแล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่ฉันได้พบกับบุคคลในตำนานหมายเลขหนึ่ง

อ.เดินมานู่นแล้ว ฉันคาดเดาด้วยความทรงจำที่แต๋วแหววเคยบอกว่าน่าจะเป็นคนนี้

ฉันมองตามอ.ที่เดินเข้ามาในห้องด้วยประกายตาแวววาว

อ.ตัวสูงจริงๆด้วย ผมยาวจริงๆ(แต่ที่คิดไว้ยาวกว่านี้อ่ะนะ)อีกด้วย

รอบๆอ.มีประกายระยิบระยับ ระยิบระยับ ระยิบระยับ เหมือนแกนดัฟในหนังเดอะลอร์ด

มีอย่างที่บุคคลในตำนานควรจะมี พร้อมด้วยรังสีออร่าแผ่กว้างจากตัวอ.

เอ๊ะ ไอ้รังสีออร่านี่คนธรรมดามองไม่เห็นมิใช่เหรอ

ใช่ฉันมันคนธรรมดา ถึงจะกำลังมองบุคคลในตำนาน(ของฉัน)ก็ตาม

ภาพที่ได้(จริงๆ) คือ อ.เดินเข้ามาสอนในชั่วโมงเรียนอย่างปกติ

ฉันก็นั่งเรียน และนั่งฟังอ.อย่างปกติที่สุดมิได้มีประกายตาแวววาว

หรือมองเห็นแสงระยิบระยับอย่างที่บอกไว้ข้างต้นไม่

นั่นเป็นเรื่องราวการพบกันระหว่างฉันและบุคคลในตำนานหมายเลขหนึ่ง

เรื่องราวธรรมดาๆ ของนักศึกษาที่ไปเข้าเรียนแล้วต้องพบเจอกับอ.ผู้สอน

เป็นอีกครั้งที่วันเวลาก็ยังคงดำเนินไป ฉันศึกษาเล่าเรียนไปเรื่อย

จนกระทั่งในช่วงนึงฉันได้ยินชื่อบุคคลนึงบ่อยๆ

 อันที่จริงเรื่องนี้มันก็ก่อตัวขึ้นเป็นระยะๆ

การเอ่ยถึงคนคนนี้เป็นระยะๆ ก่อให้เกิด "บุคคลในตำนานหมายเลขสอง"

“เดี๋ยว พี่มะเดี่ยว เค้าจะมาสอนเรื่องเสียงนก”

“พี่มะเดี่ยว...” “..พี่มะเดี่ยว..” “...พี่มะเดี่ยว”

ฉันรู้สึกติดใจในพี่เค้ามากพอสมควร ทำไมชื่อพี่เค้าถึงถูกพูดถึงบ่อยๆ

จากบุคคลในตำนานหมายเลขหนึ่งบ้าง เพื่อนๆบ้าง พี่ๆ บ้าง

ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนที่เกี่ยวเนื่องด้วยชมรม ที่เคยดูนกอะไรแบบนี้อ่ะนะ

ฉันไม่เคยรู้จักพี่เค้า ไม่เคยพบเจอ พูดคุยเห็นหน้า

จึงไม่น่าแปลกใจที่พี่เค้าจะกลายมาเป็นบุคคลในตำนาน(ของฉัน)ได้ไม่ยากนัก

ฉันรู้แค่ว่า มะเดี่ยว น่าจะเป็นผลไม้ชนิดนึง

และในความรู้สึก น่าจะเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวจี๊ดสะใจ

และฉันก็ไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่านั้นเลยจริงๆ

แต่ภาพพี่มะเดี่ยวในจินตนาการของฉันก็ไม่ได้มีแค่เงาสูงๆ

อย่างบุคคลในตำนานหมายเลขหนึ่ง

อาจเนื่องมาจากพัฒนาการด้านจินตนาการที่เพิ่มขึ้นหลังจากได้เจอกับบุคคลแรก

ฉันดึงเอาความสูง ผอม ผมยาวของบุคคลในตำนานหมายเลขหนึ่ง

มาเติมด้วยเสื้อผ้าฝ้ายใส่สบายสไตล์ล้านนา พร้อมด้วยกางเกงขายาวสวมใส่สบาย

รองเท้าแตะเดินสบายเท้า กล้องคล้องคอ สะพายย่ามผ้าฝ้ายพาดบ่า

 และสามหมวกผ้าฝ้าย

ทำไมต้องผ้าฝ้าย ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แค่รู้สึกว่าพี่เค้าอยู่เชียงใหม่

เป็นนักอนุรักษ์ และชอบถ่ายภาพ

น่าจะมีลุคประมาณนี้ เลยจินตนาการไว้ในหัวแบบนี้

และแล้ววันนั้นก็เดินทางมาถึง วันที่พี่เค้าจะมาบรรยายให้

เหล่านักศึกษาตากลมฟัง

จำได้ว่าพี่เค้าอยู่ในห้องก่อนหน้าฉัน ฉันด้อมๆมองๆอยู่หน้าห้องอีโค

ผ่านกระจกใส ในใจคิด “พี่มะเดี่ยวตัวเป็นๆ” อารมณ์ประมาณยิ่งกว่าได้เจอดาราตัวเป็นๆ

พอเดินเข้ามาในห้อง ก็ทำได้แค่เอ่ยกล่าวสวัสดี

แต่ภายในใจยังคงคิด “ได้เจอพี่มะเดี่ยวตัวเป็นๆ พี่มะเดี่ยวตัวเป็นๆเป็นอย่างนี้เอง”

วันนั้นฉันคงเก็บอาการตื่นเต้นไว้ได้อย่างแยบยลพอควร (คิดว่าอ่ะนะ)

ภาพพี่มะเดี่ยวผิดจากที่ฉันจินตนาการไว้พอสมควร

พี่เค้าใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสีดำเรียบร้อย ผมพี่เค้าไม่ได้ยาวอย่างที่คิดไว้

แต่พี่เค้าก็ยังตัวสูง และผอมเหมือนที่ฉันคิดไว้ อย่างน้อยก็ถูกนิดๆหน่อยๆละว่ะ

แต่ก็ยังคงคิดเข้าข้างตัวเองว่าบางทีพี่เค้าอาจจะต้องแต่งตัวเรียบร้อย

เพราะพี่เค้ามาสอนพวกฉันก็เป็นได้ ยังคงติดภาพที่จินตนาการไว้

แล้ววันงานเบิร์ดแฟร์ฉันก็ได้พบกับความจริง

ไม่ผิดกับที่ฉันจินตนาการไว้แม้สักเล็กน้อย สักเล็กน้อยก็ไม่ผิดเลยจริงๆนะ

ถ้าคิดภาพไม่ออก กรุณาย้อนกลับไปดภาพในจินตนาการด้านบนได้

แต่ที่ผิดถนัดคือการปรากฎตัวของ "บุคคลในตำนานหมายเลขสาม"

บุคคลในตำนาน(ตอนสอง)

ก่อนจะอธิบายโดยละเอียดขึ้น ขอบอกกล่าวเล่าถึงที่มา

ของบุคคลในตำนานหมายเลขสามก่อนละกันนะ

ในช่วงที่มีการทำเสื้อชมรมเพื่อเตรียมนำไปขายในงานเบิร์ดแฟร์และงานต่างๆ

ชื่อของคนคนนึงก็เพิ่มความถี่ในการเอ่ยถึงขึ้นมาเงียบๆ

“พี่อิษฎ์...” “เดี๋ยวพี่อิษฎ์...” “พี่อิษฎ์ส่งแบบเสื้อ...”

พี่เค้าออกแบบเสื้อให้ชมรม ท่าทางจะเรียนมาทางด้านนี้

สายแว่วมาว่าพี่เค้าจบวิดยาและไปต่อถาปัตย์ เอาละซิ

ฉับพลันภาพหนุ่มสูง ผอม ผมไม่ยาวมาก

(ได้รับอิทธิพลจากบุคคลในตำนานสองท่านแรกผสมปนเปในอัตราส่วนที่เหมาะสม)

ใส่เสื้อยืดสบายๆ กางเกงยีนส์ตัวเก่าตัวเก่ง สวมใส่ผ้าใบคอนเวิดเก่าๆ(ขาดๆ)

ออกแนวติสต์ๆ เซอร์ๆ ประมาณนั้นเลยอ่ะนะ

นั่นเป็นภาพในจินตนาการของฉัน ซึ่งฉันก็ไม่ได้คิดว่า

จะได้มาพบเจอพี่เค้า คือเจอพี่เค้าโดยไม่ทันตั้งตัว

ขณะที่ฉันง่วนอยู่กับการดูแลบูธและขายเสื้อ รวมถึงของที่ระลึกอยู่นั้น

ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก ฉันจำไม่ได้ว่าใครเดินมาก่อน

มีใครอยู่แถวนั้นบ้าง หรือว่าขณะนั้นใครยืนอยู่ข้างๆฉัน

ที่จำได้คือ บุคคลในตำนานหมายเลขหนึ่งให้เสื้อพี่อิษฎ์ไปหนึ่งตัว

ถือเป็นสินเสื้อตอบแทนน้ำใจอันงามของพี่เค้าที่ช่วยออกแบบเสื้อให้

จำได้ว่าตอนนั้นฉันยืนนิ่งๆ(มั้ง) ยืนดูบุคคลในตำนานคุยกัน

(ฉันเห็นบุคคลในตำนานคุยกันหลายครั้ง หมายเลขหนึ่งคุยกับหมายเลขสอง

หมายเลขหนึ่งคุยกับหมายเลขสาม )

ในใจก็คิด “โห นี่เหรอพี่อิษฎ์ พี่อิษฎฺตัวเป็นๆ”

“พี่อิษฎ์ตัวเป็นๆ ตัวไม่สูงเหมือนที่คิดไว้เลยแฮะ ผมก็ไม่ค่อยยาว

 แล้วก็ดูสบายๆมากกว่าที่จะดูเซอร์ๆซะด้วย ผิดคาดมากๆเลยนะเนี่ย”

พี่อิษฎ์ยืนคุยอยู่ไม่นานนัก แล้วก็ขอตัวกลับบ้านที่มหาสารคาม

(เท่าที่จำได้ และคิดว่าจำไม่ผิดอ่ะนะ)

จำไม่ได้ว่าฉันได้คุยอะไรกับพี่เค้ามากไปกว่า คำว่า สวัสดีค่ะ หรือไม่

จังหวะนั้นคงจะอึ้งๆ ปนตื่นเต้นมากๆ จนเหมือนทำอะไรไม่ถูก

พี่เค้าก็เป็นคนธรรมดาๆ คนนึงเหมือนๆกับบุคคลในตำนานสองท่านแรก

แต่ฉันเองละที่ไปมอบตำแหน่งแปลกๆนี้ให้

 และแอบตื่นเต้น ตื่นตา ตื่นใจไปเองเมื่อได้พบเจอ

ดีนะ ที่ฉันไม่ได้เจอบุคคลในตำนานครั้งแรกพร้อมๆกันสามคน

คิดภาพไม่ออกเลยว่าตัวเองจะเป็นยังไง นึกแล้วก็ตลกตัวเอง

วันเวลายังคงทำหน้าที่ตัวเองอย่างดี หมุนเวียนเปลี่ยนเดือนปี

ทำให้ไม่นานมานี้ ฉันก็มีโอกาสได้ยินได้ฟังการเอื้อนกล่าวถึงบุคคลนึง

บุคคลในตำนานหมายเลขสามเล่าสู่หมายเลขหนึ่งฟังประมาณว่า

“จิ้ว ซื้อกล้องเยอะมากเลยครับอ. มีกล้องเป็นยี่สิบตัว”

ฉันจำรายละเอียดอะไรไม่ได้มากนัก

จำได้ว่าเอ่ยถามไปว่าทำไมพี่เค้าชื่อแปลกจัง

พี่อิษฎ์ซึ่งขณะนี้ฉันพัฒนาการเรียกมาเป็น อันอิษฎ์ ตามแบบเวียดนาม

เล่าให้ฟังคร่าวๆ ว่า พี่เค้าชื่อ... นามสกุล จิ้วไม้แดง

เพื่อนๆ เลยเรียกกันจนติดปาก ว่า จิ้ว ไม่ค่อยมีใครเรียกชื่ออื่นๆ

ฉันจำชื่อพี่เค้าไม่ได้ จำได้แต่ว่า พี่เค้าชื่อ จิ้ว

ฉันแอบติดใจพี่เค้าก็ตรงที่ พี่เค้ามีกล้องในอานัตเยอะมากๆ

จากวันนั้นฉันพอจะรู้ว่าพี่เค้าเล่นกล้อง มีกล้อง มีเลนส์เยอะมากๆ

พี่เค้าไปหาซื้อของที่คลองถมเป็นประจำ การพูดถึงในครั้งนั้น

ทำให้ฉันเริ่มจินตนาการภาพของ พี่จิ้ว

จากประสบการณ์การจินตนาการที่ผิดบ้าง ถูกบ้างของฉัน

ทำให้ภาพพี่จิ้วที่ได้เป็นแบบนี้ ชายหนุ่มความสูงมาตรฐานชายไทย

แต่งตัวสบายๆ ดูท่าทางทะมัดทะแมง

และคล่องแคล่วเหมาะกับการเดินซื้อของที่คลองถม แล้วก็ผมสั้น

ฉันยังไม่มีโอกาสได้เจอพี่เค้า แล้วพี่เค้าก็หายไปเงียบๆ

เนื่องด้วยไม่มีใครเอ่ยอ้างถึง และไม่มีใครกล่าวถึงบ้าง

แต่แล้วเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาบุคคลในตำนานหมายเลขสอง(พี่มะเดี่ยว)

แวะมาเซอร์ไพร์สที่ร้านฉัน เป็นการเซอร์ไพร์สที่สุดจะเซอร์ไพร์ส

ฉันคงจะได้เขียนถึงเรื่องราวในวันนั้นสักวัน

แต่วันนี้ขอเขียนถึงบุคคลในตำนานซะก่อนนะ

พี่มะเดี่ยวถามฉันว่าร้านปิดกี่โมง ฉันบอกเวลาปิดปกติของที่ร้าน

ก่อนที่จะถามเพิ่มว่า “พี่มะเดี่ยวไปกี่โมงอ่ะคะ”

“ผมนัดเพื่อนไว้อ่ะครับ ว่าจะไปเดินดูของที่คลองถมตอนประมาณสองทุ่ม”

แล้วไม่นานนักฉันก็ได้รู้ว่าเพื่อนที่พี่เค้าหมายถึง คือ พี่จิ้ว

พี่มะเดี่ยวเล่าเพิ่มเติมเหมือนกับว่า พี่จิ้วเค้าซื้อกล้องทุกวันเลย

ที่จะไปคลองถมก็จะไปเดินดูกล้องอะไรประมาณนี้

แล้วเรื่องราวเมื่อหนหลังก็เวียนมาฉายซ้ำ เรื่องกล้องที่มากมายของพี่เค้า

พี่มะเดี่ยวจากไปเมื่อเวลานัดกับพี่จิ้วมาถึง

แต่แล้วเมื่อประมาณห้าทุ่มกว่าๆ พี่มะเดียวก็โทรกลับมา

ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง

ฉันเอ่ยถามพี่มะเดี่ยวไปว่า “แล้วพี่มะเดี่ยวได้อะไรกลับไปมั้ยคะ”

“ไม่ได้ครับ” “แล้วพี่จิ้วละคะ” “ได้ครับ”

นาทีนั้น โหห สุดยอดเลยอ่ะ ซื้อทุกวันเลยจริงๆเหรอเนี่ย

พี่มะเดี่ยวบอกต่อประมาณว่า พี่จิ้วมาส่งพี่มะเดี่ยวที่หมอชิตแล้วก็กลับไปเดินคลองถมต่อ

พี่มะเดี่ยวบอกอีกว่า “มีกล้องเยอะ ไบนอคอะไรพวกนี้ก็เยอะ

ของดีก็มี ของเสียก็เยอะ”

ฉันเลยบอกไปว่า “ค่ะ อยากได้เหมือนกัน แต่ดูไม่เป็น”

พี่มะเดี่ยวบอกต่อว่า “ปรึกษาจิ้วได้ บอกจิ้วได้ ให้จิ้วช่วย”

นาทีนั้นความมั่นใจค่อยๆเพิ่มพูนในตัวบุคคลในตำนานหมายเลขสี่ผู้แปลกหน้า

ถ้าฉันอยากได้กล้อง ให้พี่เค้าไปช่วยดูจะไม่ผิดหวังเลยใช่มั้ยนะ

ฉันกำลังจะเอื้อนเอ่ยบอกพี่มะเดี่ยวออกไปว่า “จริงๆเหรอค่ะ”

แต่ยังไม่ทันจะได้พูด เพราะหลังจากประโยคนั้นไม่กี่วินาที

พี่มะเดียวก็ต่อด้วย “โดนหลอกชัวร์” “อ่ะนะพี่มะเดี่ยว”

เล่นเอาฉันไปไม่เป็นเลยทีนี้

ฉันเลยถามพี่มะเดี่ยวออกไปว่า “แล้วพี่เค้าไม่เสียใจแย่เหรอค่ะ”

พี่มะเดี่ยวบอกว่า “ไม่หรอกครับ ภูมิใจด้วยซ้ำ”

โห ยังมีคนแบบนี้อยู่ด้วยเหรอเนี่ย ภูมิใจที่โดนหลอก

ฉันก็ไม่รู้ว่าพี่มะเดี่ยวพูดจริงหรือพูดเล่น แต่ท่าทางพี่จิ้ว

จะเป็นคนที่สนุกสนาน ร่าเริงและไม่คิดมากคนนึงละนะ

แล้วจู่ๆพี่มะเดี่ยวก็พูดขึ้นมาว่า “จิ้วเป็นบุคคลในตำนาน เป็นตำนาน”

หรืออะไรสักอย่างประมาณนี้ มันโดนมากๆ เพราะฉันคิดแบบนี้อยู่เหมือนกัน

ถึงแม้ตำนานของฉันกับของพี่มะเดี่ยวอาจจะไม่เหมือนกันก็ตาม

แต่ฉันก็ตอบรับคำที่พี่มะเดียวพูด พี่จิ้วเค้าเป็นตำนานจริงๆ

คาดว่าเพื่อนๆที่ชอบถ่ายรูป หรือเล่นกล้องทั้งหลายของฉัน

คงจะอยากรู้จักกับพี่จิ้วบ้างละไม่มากก็น้อย

ไม่ว่าจะเป็น ไอ้พี่ชาย เบส์ท ยอด และนานต์นานต์

ไว้ว่างๆชวนกันไปเดินคลองถมแล้วอันเชิญพี่จิ้วมาเป็นไกด์นำทัวร์ดีมั้ยพวกเรา

ถ้าร้านฉันเปิดต่อไปอีกหน่อย ฉันคงได้พบกับพี่จิ้ว

บุคคลในตำนานหมายเลขสี่ที่ร้านในสักวันแน่ๆ

เพราะบุคคลในตำนานทั้งหมดของฉันเคยแวะเวียนมาที่ร้านแล้วทั้งนั้น

คงจะไม่แปลกถ้าบุคคลในตำนานหมายเลขล่าสุดจะมาที่ร้านนี้ด้วย

น่าเสียดายที่ฉันยังไม่มีโอกาสได้เจอพี่จิ้ว

อยากจะรู้จริงๆว่าภาพพี่เค้าที่ฉันจินตนาการไว้

จะใกล้เคียงกับความเป็นจริงรึเปล่า

หวังว่าฉันคงจะได้เจอบุคคลในตำนานคนนี้ในสักวันเนอะ :)

 

 ปล. ขอนอกเรื่องนิดนึง พอดีแฝดพี่เพิ่งทำการอัพสเปซ

เพื่อนๆหลายคนคงได้เจอและรู้จักบ้างแล้ว

เลยจะชักชวนไปทำความรู้จักและให้กำลังใจกับงานเขียนของพี่ท่านบ้าง

ไงก็อย่าลืมแวะไปนะจ๊ะ ที่นี่เลย http://mainum.spaces.live.com

 

6月16日

บันทึก(น้อยๆระหว่าง)การเดินทาง(ตอนแรก)

สวัสดีไอ้(ผู้ชาย)บ้านนอก

    เป็นไงมั่งว่ะแก สบายดีป่าว ส่วนฉันเพิ่งออกจากโรงหมอมาเมื่อวันก่อน

อย่าเพิ่งตกใจ ร่างกายฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่จิตใจโดนทำร้ายอย่างแรง

คุณหมอกับพี่พยาบาลพากันจับแขนทั้งสองข้าง แล้วก็ฉีดยาให้ฉัน

แฝดเล่าให้ฟังว่า คนเค้ามองกันทั้งห้องเลย ส่วนน้องเล้งที่พาไปส่งโรงบาล

บอกว่า สงสารก็ส่งสารนะ ขำก็ขำ แล้วก็ทำเสียงล้อเลียนฉัน

มานึกตอนนี้ก็ขำตัวเอง ก็คนมันกลัวและไม่ชอบจริงๆนี่น่า

แกก็ไม่ชอบเข็มฉีดยา น่าจะเข้าใจฉันดี จริงมั้ย

อ่อ จำได้ว่าฉันเคยโบกมือลาโรงพยาบาลรามาธิบดีกับคุณหมอแสนสวย

คราวนี้ต้องขอลาขาดจากโรงพยาบาลราชิวิถีกับคุณหมอใจร้ายแทน

    แกคงจะแปลกใจว่าวันนี้ฉันนึกครึ้มอกครึ้มใจอะไรถึงมานั่งเขียนหาแก

ก็แหม่ มีเรื่องเล่าจากการเดินทางเล็กๆน้อยๆ มาฝากน่ะ

มันไม่ได้มีอะไรมาก เพราะฉันไม่ได้ไปไหนไกล แต่ก็แค่

เห็นอะไรระหว่างทางเลยอยากเล่าสู่กันฟัง

    9.30 น. คือเวลาที่ตั้งปลุกไว้ แต่ด้วยความเอื่อยเฉื่อย

กว่าจะลุกจากเตียงก็เกือบจะสิบโมง อาบน้ำอาบท่าไม่นาน

ฉันก็พาตัวเองออกมายืนรอรถเมล์พร้อมด้วยน้ำผักผลไม้รวมหนึ่งกล่อง

รถเมล์มาถึงตอนกี่โมงก็ไม่รู้ รู้แต่ว่ารถเมล์ร่วมบริการสีเขียวคันจ้อยคันนี้

มีบริการพิเศษ ที่แกเห็นแล้วอาจจะยิ้มไปกับไอเดียบรรเจิดนั้น

และฉันว่าคนคนนั้นก็น่าจะยิ้มให้ไอเดียนี้ด้วยเหมือนกัน

ที่เบาะจะมีพัดที่สานจากไม้ไผ่ พัดกลมๆ สีแดงๆ เขียวๆ

ไม่รู้จะอธิบายยังไง จำได้ว่าเคยเอาไว้พัดไฟจากเตาถ่าน

นั่นละ สมมติว่าเข้าใจ รถคันนี้มีพัดแบบนี้เสียบไว้ด้านหลังทุกที่นั่ง

รถติดไฟแดง ร้อนกายร้อนใจ ก็หยิบพัดมาโบกสักหลายๆที

ความคิดนี้ก็เข้าท่าดีเหมือนกันนะ แต่ฉันก็ไม่เห็นจะมีใครสักคนหยิบพัดขึ้นมา

อาจจะเพราะตอนนั้นอุณหภูมิภายนอกร้อน แต่ภายในเย็นก็เป็นได้เนอะ

    10.18 น. ฉันเดินทางมาถึงเซ็นทรัลเวิล์ดก่อนเวลาตั้งนาน

วันนี้เป็นอีกวันที่ฉันตั้งใจมาอ่านหนังสืออัดเสียงแหละแก

ด้วยความที่มาเร็วมาก ฉันเลยเดินเอ้อระเหยอยู่ด้านหน้า

เดินไปเดินมาดันมาเจอกับน้องทราย น้องที่ชมรมอ่ะ

แกคงรู้จักใช่ป่ะ นั่นละ น้องเค้ามาดูดงบังชินกิ

ได้ข่าวว่ามีพี่ๆอีกหลายคนมาดูด้วย พี่เมย์ยืมไบนอคชมรมมาดูเลยนะเว้ย

มากันตั้งแต่เช้าเลย กว่าดงบังจะมาก็เย็นๆ

สปิริตแฟนคลับนี่ สุดยอดจริงๆเนอะ คุยอยู่ไม่นานก็ลากันไป

ฉันแอบเดินไปดูบรรยากาศ คนเยอะมากๆ ใส่เสื้อสีแดงกันเป็นกองทัพ

นึกว่าวันนี้เป็นวันแดงเดือด ปิศาจแดงปะทะหงษ์แดงซะแล้ว

ที่ไหนได้มาดูดงบังชินกิ วันนี้ใส่เสื้อสีดำไม่ค่อนเนียนเลยรีบเดินผ่านไป

    10.35 น. ฉันมาถึงห้องบันทึกเสียงแล้วละแก รอพี่พนักงานไม่นาน

พี่เค้าก็มาบอกว่าวันนี้คนจองอ่านเต็มหมด มีว่างอีกทีวันพุธตอนบ่ายโมง

โหหห แป๊ก! เลยแก อารมณ์แบบว่า ฉันตั้งใจมามากๆ

แบกโน๊ตบุ๊คมาด้วยตั้งใจมาอ่านก่อนกลับบ้านเลยนะเนี่ย

ทำไงได้ว่ะ เห้ออ แอบเซ็ง ฉันจะตื่นแต่เช้าเพื่อ...

ด้วยเหตุนี้ฉันจึงเดินคอตกลงมาจากชั้นสาม

มาบรรเทาอาการเซ็งด้วยการไปฟังเพลงจากซีดีแผ่นต่างๆที่ชั้นหนึ่ง

เมื่ออาการทุเลาเลยก้าวเท้าจากมา บ้านคือเป้าหมายต่อไป

    11.15 น. กว่ารถเมล์จะมาใช้เวลานานพอดู จากที่สังเกตมา

เมื่อรถสาย 504 ผ่านป้ายรถเมล์ครบสองคัน รถเมล์ปรับอากาศ

สีน้ำเงินเข้มคันต่อจะเป็นสาย 505 ฉันพิสูจน์มากับตัวเองแล้วถึงสองรอบ

เช่นเคย ฉันเลือกนั่งรถเมล์ฝั่งซ้ายติดหน้าต่างเยื้องมาด้านหลัง

เพื่อให้ใกล้กับลำโพงเพื่อฟังวิทยุคลื่นที่ฉันคุ้นเคยที่สุด

FM1 คือคลื่นวิทยุที่รถเมล์ส่วนใหญ่หรือแทบจะทั้งหมดเปิด

ฉันนั่งฟังเพลงไปเรื่อยๆ พร้อมกับคิดอะไรไปเพลินๆ

แล้วเพลงเพลงหนึ่งก็ดังขึ้น เสียงของโฟกัสลอยเข้าหูมาจนถึงท่อนใกล้ฮุค

“อาจไม่กล้าพอพูดว่าฉันรักเธอ ได้แต่บอกรักเธอเพียงในใจ

ได้แต่รักเธอเพียงข้างเดียวเรื่อยไป แต่ยังไงฉันก็จะรอ”

รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นโฟกัส เป็นฉากที่โฟกัสนั่งรถเมล์

เอาหัวพิงกระจกใสและเหม่อมองออกไปนอกรถ

ฉันยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้แต่ฉันคิดว่าเธอคงกำลังคิดถึงตี่ตี๋

คิดถึงใครคนนั้นที่เธอรัก ฉันว่าอารมณ์ฉันตอนนั้นไม่ต่างจากโอ๋เล็กเลยว่ะ

จะต่างก็ตรงที่เค้านั่งฝั่งขวา แต่ฉันนั่งฝั่งซ้าย

แล้วฉันก็พลันคิดถึงตอนที่แกเขียนเล่าให้ฟังในสเปซ

ที่ไปดูคอนเสิรต์แล้วพี่แด๊ก บิ๊กแอสร้องเพลง อย่างน้อย

จำได้แกบอกว่า รู้สึกเหมือนอยู่ในหนัง ขาดก็แต่ซีที่เอ่ยประโยคนั้น

"มันไม่เวิล์คหรอกว่ะ" น่าจะประมาณนี้อ่ะนะ

ฉันกับแกก็แปลกดีเนอะ รู้สึกเหมือนอยู่ในหนังทั้งคู่ แต่คนละซีน คนละอารมณ์

แล้วเพลงนั้นก็จบลง เหลือไว้แต่ความคิดถึงที่ยังคงไม่จางหายไป

    12.38 น. กลับมาถึงบ้าน เลยมื้อเที่ยงไปนานโข

ที่บ้านฉันทานมื้อเที่ยงตอนสิบเอ็ดโมงอ่ะนะ พี่วาแสนใจดี

จะต้มมาม่าให้ฉันกิน ฉันบอกว่า ฉันทำเองได้ แต่พี่วากุลีกุจอ

รีบมาทำให้ฉัน ฉันได้แต่เอ่ยขอบคุณ แล้วเดินไปทิ้งตัวลงที่เตียงคุณแหมะ

สักครู่มาม่าแสนอร่อยก็หมดไป พร้อมกับที่ความร้อนของมัน

ช่วยเพิ่มอุนหภูมิภายในร่างกายของฉัน ฉันเดินเอาถ้วยไปล้าง

แล้วเดินมาเปิดช่องแข็งเอาหน้าเข้าไปซุกในนั้นสักครู่

ก่อนจะปิดช่องแข็ง เปิดช่องปกติแล้วเอาหลังกับตัวแทรกเข้าไปรับไอเย็น

พี่วาเห็นเข้าเลยบอกว่า "น้องนิ่ม ไปเปิดพัดลมตานู่น มาเปิดทำไมตู้เย็น"

"นิ่มชอบค่ะ มันเย็นดี อิอิ" ฉันมักทำแบบนี้ประจำเวลาที่ฉันร้อนมากๆ

ไอเย็นๆจากตู้เย็นทำให้ฉันคิดถึงตอนที่อยู่ในห้องเก็บผักผลไม้

และห้องเบเกอรี่ที่อเมริกา นอกจากจะเย็นแล้วยังอร่อยด้วย

ว่าแล้วก็หยิบยาคูลท์มากินสักขวดดีกว่า

บันทึก(น้อยๆระหว่าง)การเดินทาง(ตอนสอง)

    16.03 พี่วาปลุกฉันจากการนั่งเล่น นอนเล่นคุยกับแหมะ

จนกลายมาเป็นนอนหลับเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ขึ้นมาเพื่อทานมื้อเย็น

แปลกใจที่วันนี้คุณแหมะให้ตั้งโต๊ะเร็วเป็นพิเศษ

ห้าโมงเย็นนี่น่า ถึงจะเป็นเวลาอาหาร สงสัยคุณแหมะจะหิว

ไม่นานนัก อาหารมื้อนี้ก็เสร็จสิ้นลง ฉันเห็นว่าฟ้ายังสว่างอยู่มาก

แดดก็ยังสาดแสงส่องถึงหน้าบ้าน ฉันจึงเอ่ยขอคุณแหมะ

"แหมะ กรไปเดินเล่นท่าน้ำนนท์นะ" แหมะพยักหน้าให้ฉัน

ก่อนจะหันกลับไปหาทีวีดูรายการสุดโปรด

    16.47 คือเวลาที่ฉันเริ่มต้นปั่นจักรยานออกจากบ้าน

ฝนเพิ่งจะหยุดตกไปไม่นาน บรรยากาศชื้นๆ เคล้าด้วยกลิ่นไอดินจางๆ

อากาศกำลังดี คนก็คงกำลังรู้สึกดีอยู่เหมือนกัน

คงไม่ช้านานนักฉันก็ปั่นมาถึงปากซอยบ้าน

ที่นั่นฉันยืนรอรถนานมากๆ แต่ก็มีหนุ่มน้อยน่ารัก

วัยกำลังซนให้ฉันได้ชำเลืองมอง และส่งยิ้มให้

แต่แล้วเราก็ต้องโบกมือลาจากกันเมื่อรถเมล์คันนั้นมาถึง

คันที่จะพาฉันไปถึงจุดหมายต่อไป ท่าน้ำนนท์

    17.21 น. ท่าน้ำนนท์วันนี้ดูอึมครึม เมฆหมอกเยอะ

เมฆฝนครึ้ม ฉันมันก็บ้า ดันคิดได้ อยากมาดูพระอาทิตย์ตก

อยากมาดูเอาวันเวลาแบบนี้ และที่นี่ท่าน้ำนนท์

ไม่เคยเห็นในไกด์บุ๊คเล่มไหน เขียนว่าท่าน้ำนนท์เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตก

ใช่ไม่มีเขียนไว้หรอก ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่แกจะได้เห็นพระอาทิตย์ตกลับริมขอบฟ้า

เส้นขอบฟ้าหรือเส้นที่ตัดระหว่างท้องฟ้ากับทะเลสีน้ำเงินกว้างใหญ่น่ะ

แกคงไม่ได้เห็นที่นี่แน่ๆ ฉันแค่หวังว่าจะได้มาเห็น พระอาทิตย์สีส้มกลมโต

ลับหายไปหลังทิวต้นไม้ฝั่งวัดค้างคาว หลังป้ายเบียร์สิงห์

ถ้าพระอาทิตย์ใจดี คงจะทิ้งท้องฟ้าสีสันสวยงามไว้ใช้ชมเป็นขวัญตา

แกคงอยากมานั่งดูพระอาทิตย์สีส้มกับสาวตากลมโตละซินะ

ภาพแกกับสาวตากลมโตนั่งชมพระอาทิตย์ตกด้วยกัน

กับภาพของฉันที่ได้ชมพระอาทิตย์ตกกับใครคนนั้น

มันช่างเป็นภาพที่อยู่ภายใต้จินตนาการ แต่อยู่เหนือความเป็นจริงชะมัด

ภาพฉันกับแกนั่งดูพระอาทิตย์ตกด้วยกันน่าจะเป็นจริงได้มากกว่า

ฉันกับแกคงไม่ได้พูดอะไรกันนัก นอกจากนั่งดูพระอาทิตย์ตกเงียบๆ

ปล่อยหัวใจลอยไปตามสายลมเย็นๆ ลอยไปหาคนที่คิดถึง

ฉันกับแกก็คงทำได้แค่นี้ คิดถึงคนที่คิดถึง

ฉันยังคงคิดถึงคนที่คิดถึง ถึงแม้จะไม่มีแกมานั่งดูเป็นเพื่อนก็ตาม

วันนี้พระอาทิตย์สีส้มกลมโตแอบโดดงาน ไม่มาทำหน้าที่ที่ดี

อันที่จริงจะโทษพระอาทิตย์ก็ไม่ได้ น่าจะโทษเมฆฝนที่ลอยเข้ามา

บดบังแสงสีทองซะมากกว่า ภาพที่ฉันได้หลังจากมาถึงที่นี่ คือ

พระอาทิตย์ลับขอบเมฆฝนดำทะมึน แต่ยังคงหลงเหลือความสว่าง

เอาไว้ให้ฉันบ้าง ฉันนั่งซึมซับบรรยากาศเงียบๆ

ขีดๆเขียนๆ ปากกาหมึกซึมหัวสักหลาดสีดำตัดกันไปมา

จนได้เป็นภาพๆหนึ่ง เห็นมันเมื่อไหร่ ภาพในวันนี้คงเด่นชัดขึ้นเมื่อนั้น

    18.06 ฉันนั่งรถเมล์กลับบ้านด้วยว่าอีกไม่นานนัก

พระอาทิตย์ที่ลับหลังเมฆฝนก้อนนั้น คงจะลับหลังโค้งเว้าของโลก

และเมื่อนั้นฟ้าคงจะเริ่มมืดมิด ใบหน้าสีขาวอมชมพูของคุณแหมะ

จะเริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับความดันโลหิตที่เพิ่มสูงขึ้นหากฉันกลับบ้าน

หลังพระอาทิตย์ตกดิน ยิ่งมืด ยิ่งดึก หน้าก็ยิ่งแดง

แน่นอนมันไม่ใช่เรื่องดี ฉะนั้นรีบกลับตอนนี้ดีกว่า

เผื่อว่าจะได้เห็นใบหน้าสีขาวอมชมพูของคุณแหมะก่อนนอน

    18.18 ฉันปั่นจักรยานด้วยความเร็วสูงกลับบ้าน

ด้วยว่าเมฆฝนที่ดำทะมึนตามฉันมาอย่างไม่ลดละตั้งแต่ท่าน้ำนนท์

ฉันแอบเห็นท้องฟ้าสีส้มทองกินพื้นที่น้อยนิดบนท้องฟ้า

พระอาทิตย์สีส้มกลมโตดวงนั้นคงลาลับโลกในวันนี้ไปแล้วจริงๆ

ฉันกำลังมองหาพระจันทร์ แต่ก็ไม่ได้เห็นอะไรมากไปกว่าเมฆฝน

ฉันกำลังคิดถึงแมวไขลาน สิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกับแกและฉัน

ฉันมองไม่เห็นพระจันทร์ ก็ได้แต่หวังว่าท้องฟ้าของแมวไขลาน

จะแจ่มใสกว่าท้องฟ้าของฉัน เผื่อพระจันทร์ดวงนั้นจะช่วยไขลาน

ให้แมวตัวนี้ได้ ได้ข่าวว่าลานหมดมาหลายวันอ่ะนะ

ฉันเคยลานหมด เข้าใจความรู้สึกนั้นดี แกก็เหมือนกันใช่ม่ะ

มันยากจะอธิบายจริงๆ แต่อย่างน้อยก็ยังมีฉันที่(คิดว่า)เข้าใจแก

มีแกที่เข้าใจแมวไขลาน มีแมวไขลานที่เข้าใจฉัน

มีพวกเราที่เข้าใจกัน จริงมั้ย

    ฉันมาถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ ก่อนเม็ดฝนแรกจะโปรยลงมา

ไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ ฉันไปอาบน้ำอาบท่า นั่งฟังเสียงฝนตก

กระแทกกันสาดหน้าบ้านดัง ป๊อกแป๊กๆ เมื่อเสียงฝนซา

เสียงริงโทนคุ้นหูก็ดังขึ้น แล้วฉันก็...

อยากรู้ละซิว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่บอกแกหรอก บอกก็รู้หมดดิ

วันนี้ฉันคงหลับสนิทไม่ฝันร้ายละ แถมบางทีอาจจะฝันดีซะด้วยนะ

ยังไงแกก็ดูแลตัวเองด้วยละกัน ฝนตกบ่อยๆระวังเป็นหวัดละ

ขับรถไปไหนมาไหนก็หัดระวังมั่งนะ ใบขับขี่ยิ่งไม่มีอยู่

ไว้เจอกันเมื่อฉันได้ตะลอนๆไปไหนคราวหน้านะแก

 

                                       คิดถึงเสมอ

                              เพื่อนสาวตัวน้อยของแก

 

ตามอ่านบันทึกการเดินทางของไอ้เพื่อนที่ฉันเขียนถึงได้ที่นี่

http://panugan.spaces.live.com

 

6月15日

เพลงเพื่อชีวิต

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาขณะที่ฉันนั่งฟังเพลง
ด้วยแววตาที่เหม่อลอย พร้อมด้วยจิตใจที่ขณะนี้โคจรอยู่ใกล้ๆกับดาวศุกร์
 ฉับพลันนั้นเองใจดวงนั้นก็ถูกแรงโน้มถ่วงดึงกลับมาสู่ภาคพื้นโลกด้วยเพลงๆหนึ่ง
"แสงจันทร์กระจ่าง ส่องนำทางสัญจร
คิดถึงนางฟ้าอรชร ป่านนี้นางนอนหลับแล้วรึยัง ..."
แล้วภาพเก่าๆ สมัยมัธยมปลายก็เริ่มฉายซ้ำในห้วงความทรงจำ
คืนนั้นเป็นคืนที่ฟ้ากระจ่างดาว รู้สึกเหมือนว่าเราอยู่ใกล้ดาวแค่เอื้อมมือ
ฉันหอบตัวเองกับเสื้อกันหนาวตัวบางออกมานอนดูดาว
ที่เสื่อผืนไม่เล็กไม่ใหญ่นัก ที่นั่นมีพี่ๆหลายคนนั่งเล่น นอนเล่นกันอยู่ก่อนแล้ว
การมาค่ายครั้งนี้ฉันอยู่ในฐานะอาสาสมัครช่วยพี่ๆ
หลังจากที่ครั้งแรกฉันเป็นหนึ่งในเด็กที่มาเข้าค่าย ค่าย "เรารักษ์ป่า"
ฉันนอนลงที่เสื่อผืนนั้น สมทบกับพี่ๆเพื่อนๆ
จำได้ไม่ถนัดนักว่ามีพี่อะไรบ้าง และเพื่อนคนไหนบ้าง
แต่ภาพที่ชัดติดตา น่าจะเป็นภาพดาวเต็มท้องฟ้า
กับดาวตกที่เห็นกันจะจะ สองสามดวง
ฉันนอนเท้าเลยไปบนพื้นหญ้า เหนือลานโล่งในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน
ฉันรู้ว่าที่นี่ไม่ได้สูงอะไรมากนัก แต่ฉันก็รู้สึกได้ว่า เข้าใกล้ดาวมากกว่าที่เคย
ข้างๆกันมีพี่อีกคน ดีดกีต้าร์คลอความเย็น และแสงดาว
ด้วยเพลง "แสงจันทร์"
"เดินทางกลางคืน กลางหมู่เดือนและหมู่ดาว
แหงนมองฟ้าดั่งมองหาเงาของเยาวมาลย์อยู่ในสายลม..."
พี่เค้าร้องไปก็ได้ยินเสียงแซวจากพี่ๆคนอื่นๆเป็นระยะๆ "คิดถึงสาวเหรอว่ะ"
สงสัยแฟนพี่แก จะไม่ได้มาด้วย
แอบอิจฉาแฟนพี่เค้าเล็กๆ ดูท่าทางและเสียงร้อง ทำให้รู้สึกว่า
พี่เค้าอินกับเพลงนี้มากๆ เห็นแล้วอยากจะมีแฟนเป็นนักอนุรักษ์ป่าไม้
 วันนั้นฉันนอนดูดาวพร้อมฟังเพลงของพี่เค้าคลอเบาๆจนหลับไป
หลับไปท่ามกลางหมู่เดือน และหมู่ดาว
นอกจากภาพในวันนั้นจะเวียนฉายซ้ำ แล้วภาพใหม่ๆ
ที่ฉันปะติดปะต่อ(เอง)จากการฟังเรื่องราวของพี่ๆที่น่ารักอีกสองคนก็เข้ามาในหัว
ฉันมีโอกาสได้รู้จักกับศิษย์พี่นักอนุรักษ์หนุ่มจากการมาสอน
เรื่องราวเกี่ยวกับเสียงของนกที่พี่เค้าทำการวิจัยอยู่ ในชั้นเรียนนกเมื่อประมาณปีที่แล้ว
จำได้ว่าช่วงนั้นฉันยังไม่ได้สนอกสนใจดูนกด้วยตัวเอง
แต่ฉันก็หลงกลอาจารย์ผมยาวที่เอ่ยเพิ่มเติม
หลังจากบอกกล่าวเรื่องการสัมภาษณ์พี่เค้าไปลงเว็บเกี่ยวกับการดูนก
ว่า พี่เค้าถ่ายรูปเก่ง อ.วินัยยังชมเลย ใครอยากรู้เรื่องถ่ายรูปถามพี่เค้าได้
เย็นวันนั้นฉันจึงนั่งไม่อยู่สุข ถ่ายรูปพี่เค้า บรรยากาศการสัมภาษณ์ไปเรื่อย
นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้จักพี่เค้า ต่อมาฉันได้เจอพี่เค้าในงานเบิร์ดแฟร์
ฉันไม่ได้คุยอะไรกับพี่เค้ามาก ดูเหมือนพี่เค้าเงียบๆ ขรึมๆ ไม่กล้ารบกวน
แล้วฉันก็ได้พบพี่เค้าอีกครั้ง ตอนไปดูซิมโฟนิก วันวาเลนไทน์ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
แล้ววันนั้นฉันก็ได้รู้จักกับพี่สาวอีกคน
ฉันจำอะไรไม่ได้มากนัก แต่ที่จำแม่นคือรอยยิ้มบางๆ และดวงตาโตๆ คู่นั้นของพี่เค้า
วันเวลาผ่านไป ฉันมีโอกาสได้ฟังเรื่องราวคร่าวๆของพี่ทั้งสองจากอาจารย์
แล้วฉันก็ได้รู้ว่า พี่สาวตาโตคมเข้มคนนั้น เป็นพยาบาลอยู่ที่รามาธิบดี
หลังจากนั้นไม่นาน ฉันก็โยกย้ายตัวเองมาทำงานอยู่แถวอนุสาวรีย์
เป็นช่วงที่มีอาการปวดหัวบ่อยๆ ศิษย์พี่นักคิดช่างเขียนอีกคน
พร่ำเตือนอยู่เสมอๆ ให้ไปหาหมอ แล้วฉันก็ไปหาหมอที่รามาธิบดี
การไปหาหมอในครั้งนั้นทำให้ฉันได้รู้จักพี่สาวคนนี้มากขึ้น
นอกจากรอยยิ้มบางๆและตาคมๆโตๆ ฉันยังค้นพบความน่ารักและใจดีของพี่เค้าด้วย
ฉันพอได้รู้เรื่องราวคร่าวๆเพิ่มเติม
ว่าพี่ทั้งสองได้คุยกันบ้าง ไม่ได้คุยกันบ้าง
เพราะบางทีพี่นักอนุรักษ์ก็ต้องเข้าป่า ไม่มีสัญญาณ
เลยส่งข้อความไป กลับมาเมื่อไหร่ก็ค่อยมีโอกาสได้คุยกัน
แล้วเพลงเดิมเพลงนี้ก็เข้ามาในหัว
"เอาใจและร่าง ออกมาวางเดิมพัน เดินทางไกลอยู่ใต้แสงจันทร์
คิดถึงทุกวัน คิดถึงทุกคืน คิดถึงคนรักชุบชูใจให้ตื่นฟื้น..."
ภาพที่ได้ คือ การเดินทางของพี่นักอนุรักษ์ใต้แสงจันทร์
พี่เค้ากำลังเงยหน้าดูดาวในท้องฟ้าอันมืดมิด และอาจจะกำลังคิดถึงตาคมๆคู่นั้น
ครั้งนี้ฉันเกิดความรู้สึกบางอย่างเมื่อฟังเพลงนี้
นอกจากเรื่องราวภาพเก่าใหม่ที่ฉายสลับสับเปลี่ยนไปมา
ฉันยังรู้สึกถึงเพลงเพลงนี้ เนื้อหาของเพลง รวมถึงแนวเพลง
เพลงนี้อยู่ในกลุ่มของเพลง "เพื่อชีวิต"
ฉันชอบเพลงแนวนี้มานาน แต่ไม่รู้สึกว่าเข้าถึงแนวของเพลงมากเท่าวันนี้
"เอาความฝันใฝ่สองเราไว้ที่ปลายฟ้า เดินทางผ่านสารธารเวลา
ขอให้ศรัทธา อย่าลืมลางเลือน..."
หลังภาพพี่นักอนุรักษ์หนุ่มและพี่พยาบาลสาวตาคมโต
ฉันเข้าถึงเพลงเพื่อชีวิต มันดูมีชีวิตจริงๆในเพลงเหล่านั้น
มันไม่ได้แต่งขึ้นมาเพื่อเรียกแค่ความฮิตจากท้องตลาด
ฉันฟังเพลงเพราะขึ้น และฉันก็ได้เห็นอีกหลายๆเรื่องราวชีวิตในเพลง
อันที่จริง มันก็ไม่ใช่แค่ในเพลงเพื่อชีวิตเท่านั้นหรอกนะ
ในเพลงทุกๆเพลงนั่นแหละ อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นอะไรจากมันก็เท่านั้นเอง :)
 
ปล.พล็อตเรื่องนี้มีมานานร่วมเดือน เพิ่งจะได้นำมาพิมพ์และเพิ่มเติมก็วันนี้ละ :)
 
 
 
 
 
6月11日

เจ้านิ่ม พรกนก 1

หลังบทสนทนายืดยาวใกล้จบลง

นานต์นานต์เอ่ยถามว่า จะแลกหัวข้อสเปซอันต่อไปเลยมั้ย

ฉันเกรงว่าจะเป็นการเร่งให้นานต์นานต์เขียนเกินไป เลยคิดไตร่ตรองอยู่สักครู่

แต่เหมือนนานต์นานต์จะมีหัวข้อใหม่อยู่ในใจแล้ว ฉันก็เช่นกัน

นานต์นานต์พร้อมให้หัวข้อใหม่ แสดงว่าก็คงพร้อมจะเขียนหัวข้อใหม่จากฉันเช่นกัน

ก่อนจะเริ่มร่ายยาว ว่าหัวข้อนี้มาได้อย่างไร

 น้ำหวานเพื่อนอักษรบอกว่า

กานต์ แปลว่า ที่ปรึกษา

แต่นานต์นานต์คิดมาตลอดว่า

กานต์ แปลว่า ที่รัก

น้ำหวานบอกแปลได้ทั้งสองอย่าง

ฉันเลยรวบเป็นข้อเดียว กานต์ แปลว่า ที่ปรึกษาความรัก ในพจนานุกรมของฉัน :)

แล้วก็วกเข้ามาถึงหัวข้อของฉัน นานต์นานต์ถามนิ่งๆ

อยากรู้ความหมายของชื่อ เจ้านิ่ม พรกนก

ฉันเริ่มงงๆ ตื้อๆ ตันๆ มิเคยนึกฝันถึงมาก่อนอีกแล้ว

แต่ก็ใช่ว่าฉันจะไม่รู้ว่า ชื่อฉันแปลว่าอะไร แต่มันดูไม่มีอะไรเลยจริงๆ

ฉันถามนานต์นานต์ เหมือนอธิบายความเป็นตัวเอง พูดถึงตัวเองเหรอ

นานต์นานต์บอก "เขียนอะไรก็ได้"

จริงๆ นะ ในเมื่อเขียนอะไรก็ได้

ฉันก็จะเล่าถึงที่มาที่ไปของชื่อทั้งสองละกันนะ สาระคงไม่ได้ แต่ไร้สาระคงเต็มเปี่ยมแน่ๆ

แต่อย่างน้อยฉันก็หวังว่ามันจะตอบโจทย์ของนานต์นานต์

ที่อยากรู้ความหมายของชื่อทั้งสองได้อ่ะนะ

เริ่มที่ชื่อจริงก่อนแล้วกันเนอะ

เท่าที่ฉันรู้ พรกนก แปลว่า ทองที่ประเสริฐ

หากแยกออกมาเป็นคำๆ ฉันไม่แน่ใจนักว่า พร เฉยๆแปลว่าอะไร

เท่าที่ดูจากข้างต้น มันก็น่าจะเป็นอะไรที่ดี ประเสริฐ

ส่วนคำว่า กนก แปลว่า ทอง

ตอนเด็กๆ ฉันเชื่อว่าชื่อของฉันแปลว่า พรจากพ่อ

โตมาเลยได้รู้ว่า พรจากพ่อน่ะ ต้องชื่อ พรชนก

แปลกใจเหมือนกันที่ไม่แปลว่า พ่อที่ประเสริฐ

ฉันว่าชื่อฉันคงอ่านยากในระดับนึง ถึงมีคนอ่านชื่อฉันแปลกๆ

บ้างก็ พะ ระ กะ นะ กะ อุตส่าห์อ่านอ่ะนะ

บ้างก็ พรก นก ล่าสุดก็ พร กะ นก

ฟังแล้วมันทะแม่งๆ แต่ก็นะแปลกหูดี

หากอ่านชื่อฉันเดี่ยวๆ (ถ้าอ่านถูก) มันก็ดูธรรมดาไม่ได้มีอะไรพิเศษนัก

แต่หากอ่านมันต่อจากชื่อแฝดฉัน ฉันรู้สึกว่ามันมีเสน่ห์และก็แอบเท่ห์ดี (ตรงไหน)

พรรณกร พรกนก (พัน นะ กอน พอน กะ หนก)

บางครั้งฉันก็เรียกพี่ว่า พันกร พันมือ พันไม้ :)

พรรณกร แปลว่า ผู้มีผิวพรรณดี

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่พี่เค้าอยากเปลี่ยนชื่อ

ด้วยว่า ชื่อของทั้งฉันและพี่มีตัวอักษรไม่ดีที่ไม่เหมาะกับคนเกิดวันศุกร์

คนเกิดวันศุกร์ ห้ามมีตัว ร ณ

ฉันกับพี่ก็พกมากันคนตัวสองตัว ช่วงแรกๆฉันก็เห็นดีเห็นงาม

แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน ฉันก็เริ่มรู้สึกไม่ดี

ชื่อนี้บ่งบอกความเป็นฉันตั้งแต่แรกเกิด

แสดงความเป็นฉันมานานร่วมยี่สิบปี  แล้วทำไมจู่ๆถึงคิดจะเปลี่ยนมันง่ายๆ

คิดได้ดังนั้น ฉันจึงเริ่มอคติกับการเปลี่ยนชื่อ

พี่นำชื่อต่างๆที่เธอชอบมาบอกฉัน ชื่อทั้งหลายล้วน

มีความหมายที่ดีในทางพุทธศาสนา

ผู้ปฏิบัติเพื่อนิพพาน และอะไรต่อมิอะไรประมาณนี้

มันเป็นชื่อที่ดี แต่ฉันไม่ชอบ

ฉันบอกสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงธรรมดาๆ

“ตัวเองจะเปลี่ยนก็เปลี่ยน แต่เปลี่ยนแล้วอย่าเอามาบอกเรา

เรามีพี่คนเดียว ชื่อ พรรณกร”

หลายวันผ่านไป เมื่อฉันกลับบ้านมาเจอพี่ ฉันไม่ได้ถามถึงหรือพูดถึง

เรื่องเปลี่ยนชื่อ ฉันไม่อยากได้ยิน ไม่อยากรับรู้

จู่ๆ พี่ก็มาบอกฉันว่า “เราไม่เปลี่ยนชื่อแล้วนะ”

ฉันถามไปด้วยความสงสัย “อ้าว ทำไมละ”

พี่บอกว่า “ก็ตัวเองไม่ชอบ เราเลยไม่เปลี่ยน”

ไม่คิดว่าประโยคนั้นจะทำให้พี่เปลี่ยนความตั้งใจอันแรงกล้าของพี่ได้

วันนั้นฉันคิดไม่ออกว่าทำไม แต่พอมานึกถึงคำพูดในวันนี้

ฉันเพิ่งค้นพบว่า มันคล้ายกับการตัดพี่ตัดน้องกลายๆ

ถ้าเปลี่ยนชื่อ ก็หมายถึง ไม่ใช่พี่ฉันอีกต่อไป

วันนั้นฉันแค่ไม่อยากให้พี่เปลี่ยนชื่อ ไม่คิดจะหมายความอย่างนั้นเลย

แต่หลังจากนั้นไม่กี่วัน ฉันก็บอกพี่เงียบๆว่า

“ตัวเองจะเปลี่ยนชื่อก็ได้นะ” พี่ยังย้ำคำเดิม

“ตัวเองไม่ชอบ เราไม่เปลี่ยนหรอก”

ฉันไม่อาจโกหกความรู้สึกตัวเองจนเอ่ยปากบอกว่า ชอบ ออกไปได้

วันนี้ฉันกับพี่จึงมีชื่อเดิม ชื่อแรกที่ตั้ง ตั้งแต่เกิดมา

“พรรณกร พรกนก”

ฉันก็ไม่แน่ใจนักว่าใครตั้งชื่อนี้ให้ บ้างก็บอกว่าพระตั้งให้

บ้างก็บอกว่าแม่ตั้งให้ ชื่อที่ไร้ซึ่งสระแบบนี้น่าจะเหมาะกับคนเกิดวันจันทร์

แต่ก็ยังคงมาตั้งให้คนเกิดวันศุกร์ นอกจากนี้พระท่าน(อันนี้แน่ใจว่าพระ)

ยังอุตส่าห์ตั้งชื่อเล่นให้ซะเพราะพริ้ง เปรม ปรีดิ์

ขนาดชื่อเล่น ยังมี ร เลยคิดดูดิ

คงเพราะวันศุกร์ มี ร เรือ การันต์ ท่านเลยอยากให้ฉันพกเรือไปด้วย

คุณแหมะบอกว่า ชื่อ เปรม กับ ปรีดิ์ เรียกยาก

แหมะเลยตั้งให้ฉันกับพี่ใหม่ ด้วยชื่อที่เรียบง่าย

เพราะเมื่อสัมผัสกับผิวแล้วดูนุ่มนิ่ม แหมะเลยให้ชื่อนี้มา

ฉันอดดีใจไม่ได้ที่ไม่ได้ชื่อเล่นที่คุณพระท่านตั้งให้

เนื่องด้วยมันคงเรียกได้หลากหลายทีเดียว

ต้นปี หัวปลี ท้ายปี ซึ่งมันก็ดูธรรมดาๆ

ที่คาดว่าน่าจะได้รับความนิยมมากสุดน่าจะเป็น อับ(...)

แต่ใช่ว่า ได้ชื่อเล่น ว่านิ่มมา มันจะช่วยอะไรได้มากนัก

เพราะที่เรียกๆกันก็มักไม่พ้น

ปัญญานิ่ม ตัวนิ่ม สมองนิ่ม

อยากจะรู้จริงๆว่าสมองใครมันแข็งมั่งว่ะ บอกหน่อยดิ

ชื่อฉันจึกมักถูกเติมหน้า ต่อหลังอะไรหลายๆอย่างอยู่เสมอ

ไม่เหมือนชื่อพี่ ไม่เห็นจะถูกต่อเติมเสริมแต่งให้ดูประหลาดๆอย่างชื่อฉันเลย

แต่แล้วฉันก็พบการเติมแต่งชื่อที่ฉันรู้สึกใช่เข้าโดยบังเอิญ

“เจ้านิ่ม” คือ ชื่อที่ว่า

จำไม่ได้ว่าใครคือคนแรกที่เอื้อนเอ่ยเรียกฉัน

แต่มันเริ่มต้นที่โรงเรียนประจำแห่งนั้นที่ฉันรัก

อาจจะเป็นบราเดอร์ใจดี หรือคุณพ่อที่โบสท์

ไม่ก็ซิสเตอร์ผู้อ่อนโยน หรือจะเป็นมีสคุมหอที่เข้าใจวัยรุ่น

ท่านเหล่านั้นคงจะเรียกด้วยความรู้สึกเอ็นดูเล็กๆว่า

อืมเด็กคนนี้มันตัวเล็ก เหมือนเด็กจริงๆเลยเนอะ

เจ้านิ่ม จึงน่าจะเพี้ยนมาจาก เจ้าหนู อะไรประมาณนั้นอ่ะนะ

หลายๆคนมักถามฉันว่า ทำไมถึงชื่อ เจ้านิ่ม

ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน

ไหนๆ ใครๆก็ชอบต่อเติมชื่อฉันนัก

ฉันเลยชิงเติมชื่อเพื่อบอกใครต่อใครไปก่อนเลยดีกว่า ว่าฉันชื่อนี้

 

ปล. ต่อด้านล่างเลยนะจ๊ะ แอบเซ็งยาวเกินไป เลยต้องตัดเป็นสองตอน

เจ้านิ่ม พรกนก 2

และอีกอย่าง เจ้านิ่ม เป็นนามปากกาแรกในชีวิตฉัน

ฉันทำวารสารโรงเรียนมาตั้งแต่สมัยม.ต้น

บอกว่าเป็นรุ่นบุกเบิกชมรมวารสารของโรงเรียนก็ไม่ผิดนัก

ร่วมก๊วนกับเพื่อนที่สนิทที่สุด และแฝดพี่ (มีรุ่นพี่ๆด้วยนะ)

พวกเรามีคอลัมน์เป็นของตัวเอง ซึ่งเป็นอะไรที่ฮิตที่สุดในโรงเรียน

แหม่ ใครๆก็ชอบอ่านซุบซิบนี่น่าจริงมั้ย

ฉันดีใจที่น้องๆ พี่ๆ มักจะเล่าให้ฟังเสมอว่า

เวลาได้วารสารนะ จะเปิดคอลัมน์ที่ฉันเขียนอ่านก่อนเป็นอันดับแรกเลย

ฉันเขียนแซวตั้งแต่น้องๆระดับอนุบาล จนถึงพี่ๆมัธยมปลาย

รุ่นโตๆ มักไม่มีปัญหา เพราะเรียนด้วยกัน คุยกันได้

ฉันรับอาสาไปคลุกคลีหาข้อมูลมาแซวน้องๆอนุบาล

ไม่รู้ทำไมฉันถึงคิดที่จะเขียนแซวน้องอนุบาลทั้งๆที่น้องเค้าก็คงอ่านไม่ออก

แต่เมื่อฉบับแรกผ่านไป ฉันไปคลุกคลีเพื่อหาข้อมูลฉบับที่สอง

ครูอนุบาลเล่าให้ฟังว่า คุณพ่อคุณแม่น้องที่ฉันแซวเค้าปลื้มอกปลื้มใจนักหนา

ที่ฉันเขียนถึงลูกสาวลูกชายของเค้าลงหนังสือ

ฉันอดดีใจไม่ได้ที่มีส่วนทำให้ผู้คนบางคนรู้สึกดีไปกับงานเขียนของฉัน

คุณครูยังเล่าต่ออีกว่า ผู้ปกครองบางคนถึงขนาดรออ่านวารสารฉบับหน้า

เผื่อจะมีข้อความเขียนถึงลูกๆของเค้าบ้าง

อิอิ ถึงฉันจะเขียนไม่ค่อยดีนัก แต่ก็มีแฟนประจำและคนรออ่านหลายสิบ

และอาจจะถึงหลายร้อยคนเลยนะ

พูดถึงนามปากกาที่กลายมาเป็นชื่อเล่น จนถึงชื่อเรียกจริงๆแล้ว

อดคิดถึงแฝดพี่ไม่ได้ แฝดพี่ใช้นามปากกาต่างจากฉันลิบลับ

หลายคนคงจะสงสัยว่า มีคนเรียกฉันว่า เจ้านิ่ม แล้วไม่มีใครเรียกแฝดว่า

เจ้านุ่มเหรอ แน่นอนว่ามี แต่แฝดพี่มีชื่อที่ฝังใจไปเรียบร้อยแล้ว

ตั้งแต่ยังไม่มาเรียนที่โรงเรียนประจำแห่งนี้

คงไม่ว่า ถ้าฉันเท้าคาง ท้าวความเล่าถึงที่มา

ซึ่งคาดว่าไม่มากก็น้อยอาจจะอยากรู้ บางคนก็คงรู้แล้ว

ย้อนกลับไปสมัยเรียนม.หนึ่ง

แฝดพี่ มีเรื่องกุ๊กกิ๊ก ป๊อปปี้เลิฟกับเพื่อนคนนึง

เพื่อนคนนั้นเรียนห้องเดียวกับเรา ห้องคิง ห้องลูกอาจารย์

เพื่อนคนนั้นเป็นคนที่เรียกได้ว่าหล่อ และดูดีที่สุด

สาวๆในห้องพากันหลงรัก หลงปลื้ม

แต่ฉันกับพี่หาได้สนใจไม่ แต่ก็รู้คร่าวๆ ว่าเค้ามีใจให้พี่ฉัน

แน่นอนฉันมันฝ่ายสนับสนุน แหม่เพื่อนฉันก็น่ารัก

มาชอบพี่ฉันทั้งที งี้ก็ต้องช่วยผลักช่วยดันเต็มที่

แต่แล้วเพื่อนคนนั้นก็ไม่ค่อยสบาย มักจะหายเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ

จนกระทั่งหลังๆ ไม่ได้มาโรงเรียนซะนาน กลับมาที

ตัวงี้ขาวซีดเลยเชียว ฉันรู้แค่เพื่อนไม่สบายมากแต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร

ตอนนั้นปิดเทอมแล้ว กำลังเข้าซัมเมอร์ที่บ้านไม่ให้ออกไปไหน

พยายามหาทางแอบหนีไปเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาลจนได้

เพื่อนนอนนิ่งๆ ตัวซีดขาว แทบไม่ได้พูดจาอะไรกับเรา

เพราะเรี่ยวแรงแทบจะไม่มี ได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆ มาให้

แต่แววตาของเพื่อนไม่ได้แล้งตามไปด้วยเลย แววตาเพื่อนสดใส

คงเพราะเห็นคนข้างๆที่มากับฉันกระมั้ง

จำได้ว่า มีโอกาสได้คุยกับแม่เพื่อนสั้นๆ

เลยได้รู้ว่าเพื่อน เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ไม่รู้จะอยู่ได้นานแค่ไหน

แต่จำไม่ได้ว่าตอนที่ได้ฟังนั้นรู้สึกยังไง

และแล้ววันที่สี่เมษา หน้าร้อนนั้นก็พรากเพื่อนคนนี้ไปจากฉัน

และเช่นเดียวกันจากพี่ด้วย ฉันรู้ว่าพี่รู้สึกอย่างไรกับเพื่อนคนนั้น

แต่พี่ไม่มีโอกาสได้บอกเพื่อนอีกแล้ว

ไม่มีโอกาสอีกแล้ว ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้

พวกเรามีโอกาสไปงานศพเพื่อน เค้าเป็นแฟนพันธุ์แท้ของหงษ์แดง

วาดรูปอะไรเก็บไว้มากมาย พวกเรารู้

แต่ได้รู้อะไรมากกว่านั้นในหนังสือที่หยิบยื่นให้เราในงานวันนั้น

เพื่อนๆรู้ดีว่า แฝดกับเพื่อนคนนั้นรู้สึกอย่างไรต่อกัน

ฉันคิดว่าแม่เพื่อนคนนั้นก็คงรู้ แม่เพื่อนนำรูปหน้าศพขนาดปกติให้แฝดฉันเก็บไว้

แฝดฉันนำมันไปเคลือบพลาสติก และพกมันไปด้วยทุกๆที่ วางไว้ใต้หมอน

หนุนนอนทุกคืน เมื่อมีโอกาสจะแวะไปเยี่ยมเยียนเพื่อนคนนี้ที่วัด

ป้ายหน้าที่เก็บกระดูก มีข้อความเพิ่มเติมจากชื่อจริง ชะตา และมรณะ

ความว่า “ลูกไม้ เด็กหงษ์”

“ลูกไม้” เป็นนามปากกาของพี่ในตอนนั้น จนกลายมาเป็นชื่อเรียกจริงๆในตอนนี้

พี่บอกว่า ตอนรู้ว่าติดจุฬาก็มีคนมาแอดเอ็มแล้วถามว่าชื่อไร

ก็บอกไปว่า ลูกไม้ แต่พอได้เจอกันจริงๆก็บอกไปตรงๆว่า ชื่อเล่นจริงๆ ชื่อนุ่ม

แต่ไม่มีใครเรียกชื่อเล่นจริงๆเลยสักคน

ไปๆมาๆ เพื่อนๆพี่เลยเข้าใจว่า พี่ชื่อเล่นชื่อ ไม้นุ่ม

แล้วทำไมต้องเป็นไม้นุ่ม พี่อธิบายสั้นๆว่า

“ที่บ้านคงกลัวจะแข็งกระด้างเหมือนไม้มั้ง เลยพ่วงท้ายนุ่มมาให้ดูอ่อนหวานขึ้น”

เพื่อนๆพี่รู้ว่าพี่มีฝาแฝด เข้าใจไปเองเสร็จสรรพ

ว่าชื่อของพี่กับฉันคือ “ไม้นุ่ม ไม้นิ่ม”

และเพื่อนๆของฉันก็เช่นกัน  “เจ้านุ่ม เจ้านิ่ม”

หากไปถามที่จุฬา ว่ารู้จัก “เจ้านุ่ม” มั้ย ทุกคนคงจะทำหน้างงๆ

และหากมีใครมาถามที่ศิลปากร รู้จัก “ไม้นิ่ม” มั้ยทุกคนก็คงทำหน้างงๆเหมือนกัน

นึกแล้วก็ตลกดี “พรรณกร พรกนก” กับ “ไม้นุ่ม เจ้านิ่ม”

นอกจากนี้เวลาเราอยู่ด้วยกัน ยังมีชื่อเรียกพิเศษๆ เช่น

แฝดนรก แฝดมหาประลัย ถ้าแยกก็มีบ้าง เช่น ไอ้แก่น ไอ้แสบ

ไอ้ซ่า ไอ้ซน ไอ้ขนม แต่ชื่อที่เรียกฉันบ่อยที่สุดนอกจากชื่อเล่นจริงๆ

น่าจะเป็น ไอ้แว่น บราเดอร์ชอบเรียกฉันแบบนี้ คงเพราะฉันใส่แว่นมั้ง

ต่อมาก็ ไอ้ลิง(น้อย) พี่ๆเรารักษ์ป่าและเพื่อนหัวฟูมักเรียกฉันแบบนี้

อีกอันที่รู้สึกว่ามาแรงแซงโค้ง คือ ม้าน้อย  อิอิ

กลับมาที่โจทย์ที่นานต์นานต์มอบให้ดีกว่า รู้สึกจะนอกเรื่องไปไกลอีกตามเคย

แต่หวังว่า เพื่อนๆ คงไม่เบื่ออ่านหรอกเนอะๆๆๆ : )

ฉันเคยลองเสิร์ชชื่อตัวเองดูเมื่อนานมาแล้ว

อันที่จริง แม่นางหอยขมเมทร่างสูงโปร่งต่างหากที่เสิร์ชชื่อฉันก่อน

หอยขมบอกว่า เธอพิมพ์ชื่อจริง นามสกุลจริงฉันลงไปในกูเกิ้ล

ก่อนที่จะกดค้นหา ปรากฎว่า ชื่อและนามสกุลของฉันไม่ตรงกับเอกสารใดๆเลยสักฉบับ

ฉันคงจะเป็นบุคคลที่หาตัวยากที่สุดในโลกคนนึง

ขนาดกูเกิ้ลที่หาอะไรก็เจอ ยังหาฉันไม่เจอเลย คิดดูดิ

หอยขมยังบอกอีกว่า เธอพิมพ์ชื่อเพื่อนเมททุกคนลงไปแล้ว ทุกคนมีข้อมูลหมด

ไม่มากก็น้อย ยกเว้นก็แต่ฉันที่ไม่มีเลยแม้แต่น้อย

วันนั้นฉันแอบภูมิใจลึกๆ ในความหาตัวยาก และเหมือนการไม่มีตัวตนอยู่ของฉัน

แต่หลังจากนั้นพักใหญ่ๆ ฉันกลับไปค้นหาดูอีกรอบ

คราวนี้ฉันมีตัวตนอยู่บนโลกนี้แล้วนะ อย่างน้อยก็อยู่ในทะเบียนรายชื่อ

นักศึกษาภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรละว่ะ

นอกจากนี้ ฉันยังลองเสิร์ชคำว่า เจ้านิ่ม แน่นอน

มีเอกสารขึ้นมาเยอะมากๆ มีทั้งที่เป็นตัวฉันเอง

เป็นเจ้านิ่มคนอื่นๆ เป็นเจ้านิ่มตัวอื่นๆ เต็มไปหมด

พรกนก ก็เช่นกัน มีหลายๆ พรกนก

แต่วันนี้ ฉันจะลองเสริจ์คำว่า “เจ้านิ่ม พรกนก” ดู

หากเป็นแค่เจ้านิ่ม อาจจะไม่ใช่ฉัน

และหากเป็นแค่พรกนก ก็อาจจะไม่ใช่ฉันอีกเหมือนกัน

แต่ถ้าเป็น เจ้านิ่ม พรกนก ฉันคิดว่าต้องหมายถึงฉันแน่ๆ

คงไม่เจอพรหมลิขิตขนาดชื่อเล่น ชื่อจริงเหมือนกันเป๊ะขนาดนั้นหรอกเนอะ

ในเมื่อมันหมายถึงฉัน แล้วฉันเป็นยังไงนะ

เป็นคำถามที่ตอบตัวเองได้ยาก ให้มองตัวเองนี่มันยากเนอะ

เวลามีคนให้กรอกนิสัย หรือบุคลิก

ข้อแรกที่เขียนลงไปคือ ร่าเริงแจ่มใส ข้อต่อมาเขียนมั่งไม่เขียนมั่ง

รู้สึกว่า ถ้าอยากรู้อะไรก็มาทำความรู้จักเองแล้วกัน

ฉันไม่ใช่คนเข้าถึงยาก หรือพูดคุยด้วยยากอะไรประเภทนั้นอยู่แล้ว

ออกจะสบายๆ ด้วยซ้ำไปเนอะ

ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองช่างคิด คิดอะไรไปเรื่อย มีสาระบ้าง ไร้สาระมั่ง

นอกจากคิดแล้วก็ยังเขียน พูด

วันก่อนคุยกับเบนซ์ เรามีความเห็นคล้ายๆกันที่ว่า

เราจะรู้ว่าคนคนนึงคิดยังไง เป็นยังไง จากงานเขียนของเค้า

ก็ไม่แปลกที่งานเขียนจะสื่อถึงตัวตนของเค้าออกมา

ฉะนั้น ถ้าอยากรู้จักฉัน ก็ลองกลับไปอ่าน

ที่ฉันเขียนมาเอาเองละกันนะ คงจะได้รู้จักฉันเพิ่มขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย

และนี่แหละ คือ ฉัน และฉันคือ เจ้านิ่ม พรกนก

เพื่อนๆละว่าไง สำหรับเพื่อนๆหมายถึงอะไรบ้าง ว่างๆก็บอกกันมั่งนะ :)

 

ปล. ตามอ่านโจทย์ข้อที่สอง ที่ฉันให้นานต์นานต์ไปได้ที่นี่น้า

http://panugan.spaces.live.com

 

 


6月8日

นิยามความรักของข้าพเจ้า

หลายเดือนที่ผ่านมา หรืออาจจะสักไม่กี่เดือน
ฉันไม่แน่ใจนักในระยะเวลา แต่ฉันก็พอจะแน่ใจในเรื่องราวระหว่างนั้น
นานต์นานต์ ผู้ชายบ้านนอกเพื่อนฉันได้ทำสัญญา
แลกเปลี่ยนแนวคิด ไอเดีย ท่องทำนอง ฯลฯ กับอาจารย์ช่างคิดท่านนึง
แล้วจู่ๆ วันนี้ความคิดนึงก็ผุดขึ้นมา ดูเหมือนว่าจากมีรากฐานมาจากข้อความข้างต้น
ฉันกับนานต์นานต์มักจะเขียนอะไรเล็กๆน้อยๆ ลงสเปซเสมอๆ
ใช่ พวกเราชอบเขียน แล้วอย่างน้อยที่สุด
ฉันก็มีนานต์นานต์คอยอ่าน และนานต์นานต์ก็มีฉันที่รอจะอ่านผลงานของนานต์นานต์เสมอ
แล้วความคิดที่ว่า "แลกหัวข้อกันเขียนสเปซมั้ย" จึงเกิดขึ้น
ฉันคิดมานานพอดู แต่ไม่มีโอกาสได้เอื้อนเอ่ยออกไปสักที
ทั้งๆที่มีหัวข้อให้นานต์นานต์ตั้งนานมาแล้ว ซึ่งเหล่าคุณๆท่านๆคงจะได้อ่านกันในสักวัน
เนื่องจากหัวข้อนั้นเป็นกรณีพิเศษ จึงต้องตามใจท่านผู้เขียนอย่างเลี่ยงมิได้
เรามีกฎเล็กๆในการแลกหัวข้อกันเขียน
ข้อที่ว่านั้นก็คือ "ต้องเริ่มเขียนภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงหลังจากได้รับหัวข้อในการเขียน
แต่จะเขียนให้เสร็จเมื่อไหร่ก็ได้ โดยมีข้อแม้ว่า
เขียนเสร็จเท่าไหร่ให้อัพขึ้นสเปซ แล้วก็ปล.ไว้ว่ามีต่อ แล้วค่อยมาเขียนต่อให้จบ"
อันที่จริงฉันตั้งมันขึ้นมาเอง ไม่อยากจะบอกเลย
 แต่บอกไว้หน่อยดีกว่า แอบแซวเพื่อนนิดๆ
นานต์นานต์ เป็นคนเขียนนานสมชื่อ
ฉันบอกเหตุผลไปซะดิบดี ว่าต้องการความสดใหม่ ความคิดแรกๆ
เมื่อได้รับหัวข้อ ไม่อยากให้ปล่อยไว้นาน เดี๋ยวมันจะมีอะไรเพิ่มแทรกเข้ามา
บางครั้งความคิดแรกก็ถูกลืมไป ทั้งๆที่มันดี ชอบ แต่ดันจำไม่ได้
นานต์นานต์เห็นด้วยกับฉัน เพราะเคยเกิดอาการคล้ายๆกัน
กฎข้อนี้เลยผ่านการเห็นชอบโดยดุษฎี
แต่จริงๆแล้ว ฉันอยากอ่านที่นานต์นานต์เขียนเร็วๆมากกว่า
ไม่ว่าจะมากจะน้อย สำหรับคนรอ นิดๆหน่อยๆ ก็ยังดี(จริงๆนะ)
ฉันให้หัวข้อใหม่นานต์นานต์ไป ท่านผู้อ่านคงจะได้เห็นเองในสเปซของผู้ชายบ้านนอก
ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับจากเวลานี้
และสำหรับฉัน ตอนที่นานต์นานต์บอกว่าคิดหัวข้อให้ฉันได้แล้ว
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าฉันตื่นเต้นมากๆ นานต์นานต์จะให้ฉันเขียนอะไรน้า
แล้วนานต์นานต์ก็ขึ้นว่า "อยากอ่านอะไรหวานๆ"
กรี๊ด ชักจะยากละนะ ยังไม่ทันได้กรี๊ดและบ่นเต็มเสียง นานต์นานต์ต่อด้วย
"เขียนเรื่องอะไรก็ได้ ที่คิดว่าหวานซึ้งที่สุดในชีวิตให้อ่านหน่อย"
แอบยากเลยนะเนี่ยสำหรับฉัน "ขอเป็นหัวข้อเลยได้ม่ะ จะได้เอาไปตั้งชื่อบล็อคเลย"
"นิยามความรักของข้าพเจ้า" คือหัวข้อที่ฉันได้จากนานต์นานต์
ก่อนจะจบบทสนทนา ฉันต่อรองจากเรื่องหวานๆ กลายเป็นเรื่องอุ่นๆแทน
ก็นิยามความรักของฉัน มันไม่ค่อยหวานนี่น่า
ท่าจะถึงพริกถึงขิงซะมากกว่า แต่ก็ไม่รู้นะว่าจะเขียนได้อุ่นๆอย่างที่ต่อรองได้รึเปล่า
สรุปแล้วก็ลองอ่านๆ เอาเองละกันนะ :)
...
ความรักของฉันมีมากมาย หลายหลากรูปแบบ
แต่ฉันว่าที่นานต์นานต์หมายถึงและอยากจะได้อ่าน
น่าจะเป็นความรักแบบคู่รัก มากกว่าจะเป็นความรักแบบอื่นๆ
และต่อไปนี้คือความรู้สึกของฉัน
ฉันเคยคิดกับตัวเองว่า คนเราเกิดมาคนเดียว ไม่มีอะไรติดมือมาด้วย
ฉะนั้นจะแปลกอะไร ถ้าเราจะอยู่คนเดียว และตายจากไปคนเดียว
แต่ฉันพูดมันได้ไม่เต็มปากนัก เพราะฉันมีฝาแฝดเกิดมาด้วย
เราเกิดมาสองคน เราเกิดมาเป็นคู่ แต่ก็ใช่ว่าเราจะเป็นคู่กัน
ด้วยเหตุที่ฉันเกิดมาเป็นคู่ ฉันจึงคิดว่าบางที
เบื้องบนอาจจะต้องการบอกฉันว่า คนเราควรจะมีคู่นะ
ดูอย่างแกซิ ยังเกิดมาคู่กันเลย แต่คู่แกต้องแยกไปคู่กับอีกคน
ฉะนั้นแกก็ต้องมีคู่ แกก็ต้องไปหาคู่ อยู่เป็นคู่เหมือนกับตอนที่แกเกิดมานะ (อันนี้ฉันคิดเอง)
และตอนนี้ฉันก็กำลังมองหาคู่คนนั้น และเหมือนฉันก็ได้เจอแหละ
แต่ไม่รู้ว่า คู่ที่คนคนนั้นมองหาจะใช่ฉันรึเปล่า
แต่นั่นหาใช่สิ่งสำคัญไม่ ก็ถ้าฉันไม่ใช่คู่เค้า
ฉันก็คงทำได้แค่แบกหน้าน้อยๆ กับใจช้ำๆ กลับมาพักใจสักพักใหญ่ๆอ่ะนะ
รู้สึกจะนอกเรื่องไปไกล นี่เรากำลังพูดถึง นิยามความรักของฉันนะเนี่ย
ความรักของฉันไม่มีเหตุผล(จริงๆนะ)
คงเพราะฉันใช้ใจ ไม่ได้ใช้สมอง (น่านประโยคคลาสสิค) 
อันที่จริงสมองน้อยๆ ยากจะประมวลผลอะไรแบบนี้ซะมากกว่า
แต่ที่ฉันรู้แน่ๆ โดยยึดตัวเองเป็นพื้นฐานก็คือ
ความรักของฉัน ต้องมี "อิสระ" อยู่ในนั้น
(ความอิสระนะ ไม่ใช่คนชื่ออิสระ อิอิ)
น่าน พูดซะดูดี บอกแล้วว่ายึดตัวเองเป็นพื้นฐาน
ฉันก็ไม่ได้รักอิสระมากมายอะไร แต่ฉันเชื่อว่า คนเราไม่มีทาง
มีอะไรที่เหมือนกัน หรือต่างกันแต่เข้ากันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
อิสระที่ว่า คล้ายๆกับที่ว่าง ทีเว้นไว้ให้ทั้งฉันและเขาได้ทำอะไรที่ตัวเองชอบ
ได้ไปในที่ที่อยากจะไป ได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำ
โดยที่ข้างๆตัวเค้าอาจจะมีฉันหรือไม่มีฉันก็ได้
เพราะยังไงกำลังใจของฉันจะถูกส่งไปให้เค้าหยิบใช้โดยไม่ขาดมือแน่ๆ
"ปล่อยที่ว่างตรงกลางไว้คอย เพื่อให้เราได้ถึงดั่งฝัน...ร่วมกัน"
พูดซ้า เหมือนจะดูดี กุ๊กกุ๊ก
หลายคนอาจจะบอกว่า ถ้าอยากมีอิสระนักก็ไม่ต้องมีแฟนซิ
ก็แหม่ ถ้าฉันอยากจะมีแฟน แล้วมีอิสระด้วยมันผิดเหรอ
ก็ในเมื่อ ฉันก็ให้อิสระกับเค้าด้วยเหมือนกันนี่
แหะๆ มันเป็นเหตุผลที่เข้าข้างตัวเองมากๆ แค่ห่วงว่าอิสระของฉัน
จะถูกพรากไปจากชีวิต เลยต้องหาข้ออ้างนี้มาบอกไว้ก่อนน่ะ
ในเมื่ออิสระยังอยู่กับเรา ฉันคิดว่าคงทำให้เราคบกันอย่างสบายใจ
ต่อมาคือสิ่งที่จำต้องมีอีกอย่างหนึ่งสำหรับความรักของฉัน คือ "ความเชื่อใจ"
อาจจะดูง่ายๆ ธรรมดาๆ แต่ผู้หญิงโดยส่วนมาก
มีนิสัยคล้ายๆกัน คือ ขี้ระแวง ฉันลบคำสามคำข้างต้น ด้วยคำสองคำ คือ เชื่อใจ
คนเราคบกันก็ต้องเชื่อใจกันใช่ม่ะ นี่ละที่ฉันว่าสำคัญ
อีกอย่างฉันให้อิสระเค้า สิ่งที่ควบคู่กันไปด้วย คือ การเชื่อใจในตัวเค้ามากๆ
ไม่งั้นคงจะไปมิรอดนิ และหากความเชื่อใจนั้นจะทำให้ฉันเจ็บ
ก็ขอให้ฉันเจ็บอยู่เพียงผู้เดียวละกันนิ
การที่เราเห็นคนที่เรารัก ได้หัวเราะอยู่กับคนที่เค้ารักมากที่สุด
นั่นคือการได้รักอย่างแท้จริง... นู่น พูดซ้า
"อย่างน้อย ฉันเคยได้รักเธอ รักโดยการไม่หวังอะไร" กี่รอบแล้วไม่รู้เพลงนี้ :)
ท้ายที่สุดความรักของฉันจะขาดสิ่งนี้ไม่ได้เด็ดขาด นี่เป็นส่วนผสมที่สำคัญที่สุด
คล้ายๆกับ กาแฟสูตรต่างๆที่จำต้องมีเอสเปรสโซ่เป็นพื้นฐาน
นี่คือพื้นฐานความรักของฉัน และอาจจะของหลายๆคน "ความเข้าใจ"
คงไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรมากเนอะ คำๆนี้ทุกคนคงจะเข้าใจดี
หากเราเข้าใจกัน ก็ไม่เห็นต้องคิดอะไรมากเลย
แต่ยากนะ การที่จะหาคนที่เข้าใจเราได้เนี่ย มันยากจริงๆ
ยิ่งเขียนยิ่งวกวน ฉันว่าสงสัยฉันคงได้ซ่อมหัวข้อบล็อคนี้กับนานต์นานต์แง๋ๆ
พูดเรื่องความรักนี่มันยากนะ ยากมากเลย
ความรักมันเป็นส่วนผสมของอะไรหลายๆอย่าง
สิ่งละอันพันละน้อยที่น่ารัก
หลายๆพันหลายๆอัน ก่อเกิดเป็นความรักลึกซึ้งสุดใจ(วิ๊ดวิ้ววว)
ฉะนั้น ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน
ไม่ว่าความรักของฉันจะจบลงอย่างไร
มันก็ยังคสวยงามเสมอในมุมมองของฉัน
แล้วมุมมองของเพื่อนๆและท่านผู้อ่านละ เป็นยังไงกันบ้าง
มาแบ่งปันกันนะ "นิยามความรักของคุณจะเป็นอย่างไร"
อย่าลืมมาเล่าสู้กันฟังนะจ๊ะ :)
 
ปล. จบละ ที่จริงอยากเขียนยาวกว่านี้ แต่ไม่อยากต่อบล็อคสอง
จะพยายามหัดเขียนให้สั้นลง จะได้อยู่ในบล็อคเดียว
ท่าจะอ่านสบายๆมากกว่า อิอิ

ปล. เพิ่มเติม เลียนแบบนานต์นานต์ ตามอ่านโจทย์ที่ให้นานต์นานต์ไปได้ที่นี่จ้า
http://panugan.spaces.live.com


 
 

6月4日

ป่าปี๊, พี่โซ้ย

ช่วงเวลาแห่งความสับสนสำหรับเด็กปีสี่ที่ใกล้จะจบการศึกษา
"จบแล้วทำไรว่ะ" คำถามพื้นๆ เบๆ แต่ทำไมตอบยากจังว่ะ
ช่วงเวลานั้นเอง เสียงๆ หนึ่งก็ดังขึ้นพร้อมด้วยข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธ
"เพื่อนผมจะเปิดร้านกาแฟ ขาดคนดูแล สนใจมั้ย"
ป่าปี๊(อ.ก้อง..อ.คงไม่ว่านะคะ :) ถ้าหนูจะขอใช้คำว่าป่าปี๊ในบล็อคนี้)
เอ่ยถามฉันกับฝนในวันหนึ่ง อันที่จริงน่าจะเป็นฝนแต่ฉันแอบแปะตัวเองไปด้วยมากกว่า
(คำพูดไม่เป๊ะ แต่เนื้อความประมาณนี้อ่ะนะจ๊ะ)
สี่ทุ่มนิดๆของคืนวันหนึ่งหลังจากได้รับทราบข้อเสนอจากป่าปี๊
ฉันลงมือกดโทรศัพท์หา พี่ชวิศ เพื่อนป่าปี๊ด้วยความตื่นเต้น
ประโยคเดียวที่จำได้ในวันนั้นคือ "พี่บอกตามตรง พี่ไม่ไว้ใจเราสองคนเลย แต่พี่ไว้ใจอ.กัมปนาท"
ในวันนั้นจนถึงวันต่อมาๆ ฉันก็ยังคงครุ่นคิด
ความไว้ใจในตัวคนคนนึง จะสามารถส่งผลให้คนคนนั้นไว้ใจคนแปลกหน้าได้จริงหรือ
ฉันไม่เคยรู้จักพี่ชวิศ คิดกี่ตลบชีวิตฉันก็ไม่เคยเกี่ยวพันกับใครชื่อนี้
ฉะนั้น ฉันคิดว่าหากไม่มีป่าปี๊ชีวิตฉันกับพี่ชวิศคงไม่มีทางมาตัดกันได้ในจุดใดจุดหนึ่งแน่ๆ
ฉันยังคงคิด เราไว้ใจคนคนนึง จนจะไว้ใจคนแปลกหน้าได้จริงหรือ
สรุป ฉันกับฝนได้ทำงานที่นี่ ที่ร้านพี่ชวิศเพื่อนป่าปี๊ ด้วยความไว้ใจที่ว่ามาข้างต้น
ไม่ใช่พี่เค้าไว้ใจฉัน ก็อย่างที่บอก ไว้ใจป่าปี๊
เพื่อนฝนยังเคยถาม "พี่เค้าจะไว้ใจเราจริงๆเหรอ จะไว้ใจเราแค่ไหน" อะไรประมาณนี้
ถ้าจำไม่ผิดฉันตอบไปว่า "พี่เค้าไม่ได้ไว้ใจเรา พี่เค้าไว้ใจป่าปี๊"
หลังจากวันนั้น ก็ถึงเวลาที่เราจะได้ทดสอบตัวเองจากเรื่องราวมากมาย
ที่สลับสับเปลี่ยน หมุนเวียนกันเข้ามาในรูปแบบต่างๆ
แต่ฉันก็ยังคงอยู่ที่นี่ ทำงานที่ร้านนี้ Let it be
ฉันเปลี่ยนจากการเรียกชื่อจริงพี่ชวิศ มาเป็นชื่อเล่นพี่โซ้ยตี๋
เอ๊ะ รู้สึกว่าความสั้นและความยาวไม่ได้ต่างกันนัก มันไม่ต่างกันเลยต่างหาก หลายคนคงจะทักท้วง
หลังๆฉันก็พัฒนาการเรียกจนกลายมาเป็นพี่โซ้ยในที่สุด
 ฉันพัฒนาการเรียกพี่โซ้ย ในขณะที่ฉันยังคงคุ้นชินกับการเรียกอ.ว่าป่าปี๊
หลายๆครั้งในช่วงแรก คุยๆไป อ.คำ ป่าปี๊คำ พี่โซ้ยสงสัยเลยอดถามไม่ได้
"ทำไมถึงเรียกว่าป่าปี๊ละ" "อ๋อ อ.เป็นที่ปรึกษาชมรมฅนรักษ์นกอ่ะคะ
อ.เป็นผู้ชายเหมือนเป็นพ่อนก แล้วมีอ.อีกคนนึงเป็นผู้หญิงเหมือนเป็นแม่นก
หนูก็เลยติดเรียกว่าป่าปี๊อ่ะคะ" ฉันไขข้อข้องใจของพี่โซ้ย
จากนั้นเป็นต้นมา พี่โซ้ยก็เรียกอ.ว่าป่าปี๊เวลาคุยกับฉัน
เคยโดนป่าปี๊ดุอยู่หลายครั้ง ฉันได้แต่ยิ้มแห้งๆแต่ก็ยังคงเรียกอยู่แบบเดิม
ฉันชอบฟังเวลาที่พี่โซ้ยสอนเรื่องนู้นเรื่องนี้ พี่โซ้ยชอบบอกว่า "พี่ผ่านอะไรมาเยอะมาก
ถามป่าปี๊เธอซิ ป่าปี๊เธอรู้" ฉันยังไม่มีโอกาสได้ถามป่าปี๊สักทีว่าพี่โซ้ยเจออะไรมาบ้าง
แต่พี่โซ้ยมักให้ข้อคิดที่เข้าใจง่าย รวมถึงแง่คิดดีๆมากมายกับฉัน
นอกจากแง่คิดเหล่านั้นแล้ว ยังมีเรื่องเล่าสนุกๆมากมายระหว่างการเดินทาง
และฉันก็ได้รู้ว่า เพื่อนคนที่อยู่ในนิทาน เอ้ยไม่ใช่ ประสบการณ์ตรงไปเที่ยวเนปาลของป่าปี๊
ที่ฉันคาดว่าเด็กชีววิทยารุ่นใหม่ๆ น่าจะได้ฟังกันทุกคน ก็คือพี่โซ้ยนี่เอง
"ผมไม่เคยเห็น ใครหัวใจเต้นออกนอกเสื้อขนาดนี้มาก่อนเลยนะ"
น้ำเสียงระทึกและการบรรยายที่เห็นภาพ ขณะที่ป่าปี๊เล่าเรื่องนี้ในชั่วโมงเล็คเชอร์
ทำให้พวกเรานักศึกษาบ้างตากลมโต บ้างตาเล็กตี่ จ้องเขม็งไปที่ป่าปี๊ซึ่งเดินวนไปวนมาหน้าชั้นเรียน
พร้อมคำถามที่ตามมาประปราย แสดงถึงอาการห่วงใย
อันที่จริงใคร่อยากจะรู้ว่าพี่เค้าเป็นอย่างไรในตอนจบ
สรุปว่าพี่เค้าปลอดภัยดี แล้วเราก็ไปต่อกันที่กุหลาบพันปีหลากสีสันที่ป่าปี๊นำมาให้ชมเป็นขวัญตา
คาดว่าหลายๆคนคงได้ฟังแต่ในเว่อร์ชั่นของป่าปี๊ แต่ฉันมีโอกาสได้ฟังเว่อร์ชั่นของพี่โซ้ยด้วย
"โหยตอนนั้นนะ ใจพี่เต้นแรงมากเลย" น้ำเสียงพี่โซ้ยระทึก แต่ฉันว่ายังไม่เท่าป่าปี๊
พี่โซ้ยชี้ให้ดูรูปด้วยว่า "ชุดนี้ละ วันนี้เลย" ขึ้นยอดเขาที่สูงที่สุดในอะไรน้า นึกไม่ออก ชื่ออะไรฮิลๆ นี่ละ ฉันจำไม่ได้
พี่โซ้ยบอกด้วยว่า "จะตายอยู่แล้ว ยังอยากจะเดินให้ถึงอีก"
และแล้วนักเดินทางทั้งสี่ก็ขึ้นไปถึง ฉันได้ดูรูปทริปเนปาล(ที่ไม่ได้มีแต่กุหลานพันปี)อันลือชื่อ
พร้อมด้วยรูปผู้เล่าอันเลื่องลือทั้งสองคนเลยนะ
โปสการ์ดจากปายเมื่อปลายปีที่แล้วที่ป่าปี๊ส่งมาหาชมรม
ก็มีพี่โซ้ยร่วมก๊วนไปด้วย แน่นอนฉันชอบฟังเรื่องราวการเดินทาง
และระหว่างทาง และก็แน่นอนฉันไม่รู้จักเพื่อนพี่โซ้ยคนอื่นๆ นอกจากป่าปี๊
เรื่องราวสนุกๆของพี่โซ้ยและป่าปี๊จึงถูกเล่าขานมากที่สุด
และที่แน่นอนกว่านั้น ฉันอดสงสัยในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ได้
(อันแน่ คิดไปไหนเนี่ย รู้น้าคิดอะไรอยู่ เพราะเราก็คิดอยู่เหมือนกัน อิอิ อ้าวไม่ใช่ ดูต่อไปละกันนะ)
ตั้งแต่ที่ฉันทำงานมาร่วมสามเดือน ฉันเจอทั้งป่าปี๊ และพี่โซ้ย
พี่โซ้ยบ่อยหน่อย ป่าปี๊นานๆที แต่ไม่เห็นว่าทั้งสองจะได้เจอกัน(จริงๆนะ)
คำนวณคร่าวๆ บุคคลทั้งสองน่าจะอายุราวๆสามสิบกว่านิดๆ
ฉันรู้มาว่ารู้จักกันตั้งแต่เรียนปริญญาตรี จนตอนนี้ก็น่าจะสิบกว่าปีหน่อยๆแล้ว
ชักสงสัยอะไรที่เชื่อมโยงทั้งคู่ไว้ แน่! สงสัยเหมือนกันละซิ
และแล้วความรู้สึกก็บอกฉันเสียงดังฟังชัดว่า
"เพื่อน" คือสายใยบางๆที่เหนียวแน่นกว่าใยแมงมุมร้อยหวาย
และคือคำตอบของคำถามนั้น "เพื่อน" คือคำสั้นๆที่ยึดเหนี่ยวทั้งสองไว้
ความรู้สึกฉันอาจจะตอบผิดก็ได้ แต่ฉันก็ยังคงเชื่อในคำตอบนั้น
หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไม ไม่เห็นแปลกตรงไหนนี่ที่เพื่อนจะคบกันยาวนาน
ใช่มันไม่แปลก มันแปลกตรงฉันเองที่ไม่เคยเห็น
ทั้งชีวิตฉันเติบโตมาในอ้อมแขนของแหมะกับตา
สมัยเด็กๆจำอะไรไม่ได้มากนัก แต่พอจำอะไรได้ ฉันก็เห็นแต่ญาติๆ
ผู้คนเต็มบ้าน นี่ป้านั่น นู่นป้านี่ นี่ลุงนั่น นู่นลุงนี่ ใช่ทุกคนเป็นญาติกัน
ไม่เห็นจะมีใครแนะนำฉันแบบนี้เลยสักครั้ง นี่เพื่อนแม่ เรียก น้าดาว(สมมติ)ก็ได้
ด้วยความที่ฉันไม่เคยมี ทำให้ฉันรู้สึกทึ่งไม่ได้ที่ได้เห็นเพื่อนที่คบกันมานานขนาดนี้
ตอนนี้ฉันอายุยี่สิบนิดๆ ใกล้จะจบปริญญาตรี
ฉันมีเพื่อนอยู่โขยงนึง สายใยบางๆเส้นนั้นจะยึดพวกเราไว้ได้นานเหมือนอย่างป่าปี๊กับพี่โซ้ยมั้ยนะ
ถ้าเราอายุยี่สิบห้าเราจะนัดไปเที่ยวป่ากันได้มั้ย แล้วถ้าเราอายุสามสิบเราจะนัดกันไปเที่ยวทะเลได้มั้ย
หรืออาจจะเป็นที่ไหนๆที่ทุกๆคนลงความเห็นว่าอยากจะไป เรายังจะได้ไปด้วยกันมั้ยนะ
นั่นเป็นเรื่องของอนาคต ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก่อนดีกว่า
เพื่อนยังอยู่กับเรา จงรักษาไว้ยิ่งชีพ
อ่อ เมื่อวานนี้ ป่าปี๊กับพี่โซ้ยได้เจอกันแล้วนะ แล้วเขาทั้งสองก็ได้เจอกันสักที 
พี่โซ้ยแวะไปหาป่าปี๊ที่ทับแก้ว
ซึ่งก็มีฉันติดสอยห้อยตามไปด้วย ป่าปี๊กับพี่โซ้ยคุยกันอยู่ไม่กี่คำ
ฉันยังแปลกใจอยู่ ถ้าไม่ได้เจอกันนาน เป็นฉันคง
"เอ้ยแก เป็นไงมั่งว่ะ ไม่ได้เจอนานเลยนะเว้ย"
แต่พี่โซ้ยกลับรายงานสถานการณ์เงียบๆ "พาแม่ไปเยี่ยมญาติ เลยพาไอ้นิ่มแวะมาเล่น"
พี่โซ้ยพาป่าปี๊ไปสวัสดีคุณแม่ ก่อนที่พี่โซ้ยจะบอกว่า "ไปก่อนนะ เดี๋ยวพี่มารับ" ประมาณแค่นั้น
หรือว่าหากเราคบกันนานๆ ความเป็นเพื่อนจะทำให้เราเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูดกัน
เพื่อตอบข้อสงสัยนี้ เราคงต้องคบกันไปนานๆแล้วละเพื่อนๆ :)
 
6月3日

บ้าๆบอๆ

เวลาประมาณสิบสามนาฬิกาเศษๆ ฉันแบกโน็ตบุ๊คกว่าสองกิโลที่ซุกตัวอยู่ในเป้ใบโต
ก้าวช้าๆ แต่ค่อนข้างมั่นคง ขึ้นบันไดไปสู่ห้องหมายเลข 59 ซึ่งตั้งอยู่ชั้นห้า
ขนาดฉันไม่มีเป้ใบยักษ์กับโน๊ตบุ๊ค ฉันยังแอบเหนื่อย นี่ไม่ต้องแอบละเหนื่อยเจงๆ
ขึ้นมาถึงอันดับแรกเปิดคอมส่งรายงานที่แก้ล่าสุดไปให้เพื่อนฝน
ก่อนจะปิดคอม คิดตริตรองอยู่นานว่าจะเอาไปที่ร้านด้วยดีมั้ย
กลัวว่าหากเก็บร้านเสร็จแล้วจะไม่มีอะไรทำ เผื่อได้พิมพ์อะไรเล่นระหว่างไม่มีลูกค้า
แต่แล้วก็ตัดสินใจทิ้งไว้นี่ละ วันนี้อาจจะต้องเก็บร้านเยอะแยะจนไม่มีเวลาเล่นก็ได้
ถ้ามีเวลาก็ยังมีหนังสือที่อ่านจบแล้วทั้งสองเล่มให้อ่านซ้ำอีกรอบ
ฉันออกจากห้อง ปิดประตู ล็อคห้อง ลงบันได เดินตรงไปที่ร้าน
...
ร้านล็อคนี่น่า สงสัยพี่นกออกไปข้างนอก
ฉันไขกุญแจ ดึงแผงเหล็กขึ้น
โอ้ พระเจ้า เกิดอะไรขึ้นเมื่อคืนวาน สภาพร้านถึงดูไม่ได้เยี่ยงนี้
เรียกได้ว่าอึ้งกันไปเลยทีเดียว ฉันควรจะเริ่มต้นจากมุมไหนของร้านดี
จะเก็บแก้วก่อน หรือจัดโต๊ะก่อน หรือว่าจะกวาดพื้นก่อนดีละเนี่ย
ชะโงกหน้าไปดูที่เคาเตอร์สภาพด้านหลังก็ไม่ต่างกันมากนัก
คิดอะไรไม่ออก เหมือนจับต้นชนปลายไม่ถูก หาเก้าอี้นั่งก่อนแล้วกัน
ตอนนี้เวลาประมาณบ่ายสอง ร้านเปิดห้าโมงเย็น มีเวลาอีกสามชั่วโมงในการเคลียร์พื้นที่
แต่ยังไม่รวมเวลาการทำบัญชี เช็คสต๊อคเครื่องดื่ม เอาแค่สถาพร้านตอนนี้ก่อนดีกว่า
ฉันเริ่มต้นที่การกวาดร้าน กวาดขยะจากทุกซอกมุม ขยะที่อยู่บนโต๊ะก็กวาดลงพื้น
จากหลังร้านไปสู่ในร้านจนมาสิ้นสุดที่หน้าร้าน เช่นเดิมเหมือนทุกๆครั้ง
จากนั้นก็เก็บแก้วตามโต๊ะไปวางที่อ่างล้างจาน เช็ดโต๊ะทุกโต๊ะ จัดโต๊ะทุกตัว
ต่อด้วยการจัดเก็บและทำความสะอาดเคาเตอร์ ขณะนี้บริเวณร้านอยู่ในความพร้อมเรียบร้อยแล้ว
ฉันเดินออกมาที่อ่างล้างจาน แก้วกว่าสามสิบใบตั้งอยู่ตรงนั้น ทิ้งเอาไว้อย่างนี้ได้มั้ยนะ
วันนี้ไม่ใช่เวรฉัน อันที่จริงหลังร้านกับหน้าร้านก็ไม่อยู่ในความดูแลของฉัน
วันก่อนพี่โซ้ยทำตารางงานมาให้อย่างดิบดี ด้วยว่าจะได้หาตัวคนผิดมาลงโทษได้ถูก
หากเกิดความไม่เรียบร้อยที่ส่วนใด หรือหน้าที่ใดที่บกพร่องของพวกเรา
ฉันซึ่งไม่ค่อยจะเคยโดนดุเรื่องการทำงานมาก่อน แอบกังวลอยู่ในใจนิดๆ
ถ้าพี่โซ้ยดุฉัน ฉันจะเป็นยังไงเนี่ย ด้วยความที่ไม่เคยโดนดุเลยคาดว่า
ภูมิต้านทานการโดนดุจะต่ำจนน่าใจหาย ไม่รู้ว่าจะแสดงอาการอะไรออกมาเมื่อถึงคราวนั้น
ฉะนั้นหลีกเลี่ยงได้ควรหลีกเลี่ยงเป็นอันดีที่สุดเท่าที่คิดได้
และตอนนี้ฉันก็คิดถึงการ์ตูนเรื่อง แรททาทูอิ ที่หนูเป็นพ่อครัวอ่ะนะ สะกดไม่ค่อยถูกขออภัยนะ
จะมีฉากที่นางเอกสอนพระเอกถึงหลักการทำงาน ปรุงอาหาร อะไรแบบนี้
ประโยคนั้นบอกว่า "Keep station clean"
เหมือนประโยคนี้จะฝังสมองตั้งแต่สมัยทำงานอยู่เมกา
ใช่การดูแลพื้นที่ให้สะอาด และจัดเก็บข้าวของให้เรียบร้อยจะทำให้เราทำงานได้คล่องขึ้น(มาก)
ฉันจึงลงมือล้างแก้วทั้งหมด ด้วยว่าฉันไม่อาจทนเห็นมันค้างๆคาๆ อยู่แบบนั้น
ก่อนเดินไปล้างแก้ว ฉันเพิ่งรู้สึกได้ถึงความเงียบ
ฉันเดินไปเลือกแผ่นซีดี ใส่มันเข้าไปในเครื่อง ปิดเสียงให้ดังพอเหมาะพอดีกับอารมณ์ผู้ฟังในตอนนี้
" When i find myself in time... " ฉันร้องเพลงคลอแบบเต็มเสียง
แต่หามีผู้ใดได้ยินไม่เนื่องจากเสียงลำโพงกลบเสียงฉัน และในที่นั้นก็มีฉันเพียงคนเดียว
หากจะมีใครสักคนได้ยิน เค้าคงจะงงที่ทำไมร้านนี้เปิดเพลงแค่เพลงเดียว
ก็ฉันพอใจที่จะฟังมันอยู่เพลงเดียวนี่น่า "Let it be ..Let it be ..Let it be yeh Let it be"
เวลานี้ฉันต้องการการปล่อยวางมากที่สุด ปล่อยมันไปๆ
เรื่องราวมากมายในหัวสมอง หลายวันมานี้ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นพวกงานหนักไม่เอางานเบาไม่สู้
เป็นพวกขี้เกียจสันหลังยาว ท้อแท้รักสบาย แค่ทำงานนิดๆหน่อยๆก็บ่นอุบอิบในใจ
คนเรามักหาข้ออ้างต่างๆนานา เพื่อทำให้ตัวเองดูถูกเสมอ
ฉันไม่มีข้ออ้าง ฉันสำนึกถึงความไม่เข้มแข็งของตัวเอง ฉันต้องพยายามให้มากกว่านี้
"There will be no sorrow. Let it be..." ที่นี่จะไม่มีความเศร้า ปล่อยวาง
ใช่ ฉันจะทำให้บรรยากาศร้านดูเศร้า เพียงเพราะฉันกำลังเหงาไม่ได้
ข้อความนี้มักจะมาเยี่ยมเยียนฉันเสมอๆ เวลาที่ฉันเหงา (และคิดถึง...) และแน่นอนเมื่อได้ยินเพลงนี้
ฉันอดคิดถึงภาพที่ไปร้องคาราโอเกะกับเพื่อนๆ และอาจารย์จากมหา'ลัยหญ้าโตไม่ได้
Let it be ในวันนั้นช่างต่างกับ Let it be ในวันนี้เหลือเกิน
พี่โซ้ยเคยบอกว่า "ที่ใช้ชื่อร้านตามชื่อที่ป่าปี๊เธอตั้ง เพราะพี่คิดว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็ปล่อยมันไป Let it be"
ฉันจำได้คร่าวๆ ประมาณนี้ หลายๆครั้งที่เกิดปัญหาต่างๆขึ้น
คำๆนี้จะถูกหยิบยก และเอื้อนเอ่ยจากริมฝีปากบางๆของพี่โซ้ยเสมอ "Let it be"
 มาวันนี้ ฉันออกจะบ้าๆ สงสัยจะอยู่กับตัวเองมากจนเกินไปในหลายๆวันที่ผ่านมา
เนื่องด้วยเพื่อนอ้วนกลมกลับบ้านไปแล้ว เวลามาร้านก็อยู่โยงคนเดียวบ่อยๆ
คิดคนเดียว เออๆ ออๆ บ้าๆ บอๆ ไปตามเรื่อง
และเพลงนี้ดูจะเข้ากับฉันที่กำลังสับสนกับความคิดของตัวเองอยู่ในขณะนี้
สงสัยที่ป่าปี๊ตั้งชื่อร้านแบบนี้ คงมีความหมายแฝงเหมือนที่พี่โซ็ยบอกแง๋ๆ
คิดได้ดังนั้นก็ ตะโกนก้องสุดเสียง "Let it be"
...
ชีวิตการทำงาน มันไม่ง่ายเลยจริงๆ แต่มันก็คงไม่ยากเกินความพยายาม
หากแต่มันก็ทำให้อดคิดถึงชีวิตวัยเรียน ที่มีทั้งความไม่ง่าย ความไม่ยาก
แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความสุข ความสุขที่มีเพื่อนๆรายล้อมรอบกาย
เฮไหน ฮานั่น ถึงไหนถึงกัน
"สุขเราก็เคยร่วมเสพ เจ็บเราก็เคยร่วมเจ็บ จดจำไว้ เพื่อนกันไม่ลืม"
เห้อ สงสัยคิดถึงเพื่อนจนจะบ้า :)
 
 
6月1日

"ความบังเอิญ ทำไม่ได้"

ค่ำคืนวันพุธ ขณะที่สายฝนที่กระหน่ำตกอย่างหนักเมื่อชั่วยามก่อน
ได้ผ่อนแรงลง กลายเป็นเพียงสายฝนปรอยๆ จนในที่สุดก็เหลือเพียงหยดน้ำน้อยจากปลายใบไม้
ที่ตกเปาะแปะสู่พื้นคอนกรีตเบื้องล่าง และกลิ่นอายของสายฝนที่ยังคงไม่จางหาย
ฉันนั่งประจำที่อยู่บริเวณเคาเตอร์คอยดูแลลูกค้าทั้งสามโต๊ะ
แล้วขณะนั้นเองผู้หญิงตัวสูงใหญ่ ท่าทางกระฉับกระเฉงก็เดินเปิดประตูเข้ามา
ฉันเดินออกไปรับ "มีห้องน้ำมั้ยคะ" เธอเอ่ยถามขึ้น
"อ่อ ด้านนี้เลยค่ะ ชั้นสองนะคะ" ฉันเอ่ยตอบไป เธอเดินจากไป ส่วนฉันกลับมานั่งที่เดิม
สักครู่เธอก็เดินกลับมานั่งหน้าร้าน พี่นกซึ่งนั่งคุยกับเพื่อนอีกโต๊ะด้านหน้า
เลยหันมารับออเดอร์ เดินเข้ามาบอกฉันในร้านว่าเธอต้องการดื่มอะไร
ฉันนำไฮเนเก้น แก้ว และน้ำแข็งไปเสริฟ เธอยิ้มมองหน้าฉัน
ฉันมองหน้าเธอแล้วยิ้มตอบกลับไป ก่อนจะกลับมานั่งที่เดิม
คุ้นๆ นะพี่คนนี้ เหมือนพี่มลมากๆเลย (พี่มล พี่ประธานชมรมฅนรักษ์นกรุ่นบุกเบิก)
แต่ฉันเคยเจอพี่มลเพียงครั้งเดียว ตอนที่มาอับอันอิดคราวนั้น
คราวนั้นพี่เค้าก็สั่งไฮเนเก้นมาดื่ม เธอคนนี้ก็ดื่มไฮเนเก้นเหมือนกันอีก
ฉันลองหยั่งเชิง อยากจะเดินไปสังเกตการณ์ แอบชำเลืองมองหน้าพี่เค้าอีกสักรอบ
โดยทำทีไปเข้าห้องน้ำที่จะต้องเดินผ่านโต๊ะเธอคนนี้
ขาไปไม่ได้มีโอกาสชำเลืองมอง ขากลับต้องไม่พลาด
และฉันก็ไม่พลาด ตอนที่ฉันเดินกลับมา เธอมองตามฉัน ฉันหันไปเห็น
เลยส่งยิ้ม(ที่คิดว่า)หวานๆ ไปให้ เธอส่งยิ้มหวานๆตอบกลับมา
ฉันกลับมานั่งที่เดิมอีกครั้ง เธอโทรศัพท์แล้วคุยยิ้มๆ พร้อมกับหันมาที่ฉันหลายครั้ง
ฉันมันพวกช่างคิด คิดไปถึงขนาดที่ว่า พี่เค้ากำลังโทรหาอันอิดอยู่รึเปล่า
บอกว่า "เนี่ยฉันมาร้านน้องเจ้านิ่ม น้องเค้าจำฉันไม่ได้ว่ะแก"
เห็นดังนั้นฉันจึงพาลครุ่นคิดหนัก เอาไงดีเนี่ย
จะไปทักยังไงดีน้า ถ้าใช่ก็คงต้องขอโทษพี่เค้าที่ฉันมันความจำไม่ดี
แค่นี้ก็จำพี่เค้าไม่ได้ ถ้าไม่ใช่แล้วจะยังไงต่อดี
แต่คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง ถ้าไม่ใช่ก็ชวนคุยนิดๆหน่อยๆ เอ่ยขอโทษไปตามประสา
ว่าแล้วก็เดินตรงไปเลยครับท่าน เปิดใจเตรียมรับทุกคำตอบ
ยิ้มหวานก่อนเป็นอันดับแรก เรียกความประทับใจ(จะได้รึเปล่าเนี่ย รอยยิ้มฉัน)
"พี่่คะ พี่ชื่อ พี่มล รึเปล่าคะ" ฉันเอ่ยถาม
"ใช่ค่ะ" เธอตอบกลับมา
ฉันอึ้งไปในนาทีนั้น สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วที่สุดว่าจะเอาไงต่อดี
เลยถามไปอีกรอบว่า "พี่ชื่อพี่มลจริงๆ เหรอค่ะ"
เธอตอบกลับมาว่า "ใช่คะ แต่พี่ชื่อ มล เฉยๆนะ ไม่ใช่พี่มล" พูดพลางส่งยิ้มหวานให้ แต่ฉันยังคงอึ้ง
เธอคงพอจะรู้ว่าฉันดูอึ้งๆไป เธอคงกำลังรอคำถามต่อไปจากฉัน
จะถามว่าไงต่อดีเพื่อเป็นการยืนยันว่าใช่พี่มลคนที่ฉันคิดแน่ๆ
แล้วความคิดแว่บแรกที่เข้ามาคือ พี่มลชัยจริงๆเหรอค่ะ
อยากจะถามด้วยคำถามนี้มากๆ อาจารย์มาดเซอร์เคยบอกอยู่หลายครั้ง
ว่าพี่เค้าชื่อ มลชัย ให้เรียกพี่เค้าว่า มลชัย ซึ่งฉันมิกล้า
แน่นอนว่าถ้าถามคำถามนี้ไปพี่เค้าจะต้องอึ้งแน่ๆ ฉะนั้นรอแว่บที่สองดีกว่า
แว่บที่สองบอกว่า ถามว่าเรียนที่ไหนดีกว่า
"พี่คะ พี่เรียนที่ศิลปากรรึเปล่าคะ" ฉันเอ่ยคำถามต่อมาที่เหมือนพี่เค้าจะรออยู่
"อ๋อ เปล่าค่ะ พี่เรียนจันทรเกษม" พี่เค้าเอื้อนตอบ
คนละคนแล้วละทีนี้ ฉันอธิบายให้พี่เค้าฟังถึงการมาทักเค้าในครั้งนี้
พี่เค้าบอกว่า "จริงเหรอ มีผู้หญิงตัวใหญ่เหมือนพี่จริงเหรอ"
"จริงๆค่ะ แถมสั่งไฮเนเก้นเหมือนกันด้วยนะคะ"
ก่อนที่พี่เค้าจะเอ่ยชมฉันไปกราวใหญ่ ขยัน น่ารัก
ต่อด้วย "ถ้าน้องพี่ได้อย่างเรานะ ไม่ต้องมาทำงานหรอก อยากได้อะไรพี่ให้หมดเลย
น้องพี่นะ เรียนก็ไม่เรียน โกหกอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าได้อย่างเรานะ พี่ให้หมดเลย
เนี่ยเดี๋ยวน้องพี่ก็มา เดี๊ยวก็เห็น "
สักพักน้องเค้าก็มา น้องพี่เค้าเป็นทอม มีแฟนมาด้วย
ฉันขอตัวเข้ามาดูแลลูกค้าด้านใน แต่ก็แอบสังเกตกาณ์อยู่ตลอด
พี่เค้าท่าทางรักน้องมากๆ นึกแม้จะพูดอย่างที่บอกไปข้างต้นก็ตาม
ก่อนกลับพี่เค้าบอกว่า "ไว้จะมาอีกบ่อยๆ พี่ผ่านประจำละ แต่ไม่กล้าเข้า มันดูหรูมากเลย"
ฉันเล่าให้พี่โซ้ยฟังในวันต่อๆมา พี่โซ้ยบอกว่า อย่าไปเชื่อ เค้าก็ปากหวานไปงั้นแหละ
แต่แล้วพี่นกก็บอกว่า "มาจริงๆ เมื่อวานก็มา แต่นิ่มกลับไปแล้ว
เค้าบอกจะมาหานิ่ม วันนี้เค้าก็จะมาอีก"(วันนี้คือวันศุกร์อ่ะนะ)
แล้วพี่เค้าก็มาจริงๆ รู้สึกจะมาสามวันติดกันเลยนะเนี่ย ได้ลูกค้าประจำเพิ่มอีกคนแล้ว
คืนวันศุกร์นั้นเองที่ฉันกลับดึกมาก ประมาณตีสองไปกินก๊วยจั๊บกับพี่โซ้ย
แล้วเดินกลับมาดูที่ร้านอีกรอบ ด้วยว่าเด็กวัยรุ่นเยอะมาก สงสัยว่าจะทำอะไรกันรึเปล่า
ขณะที่กำลังจะเดินกลับ พี่มล เดินมาเหมือนจะมาที่ร้าน เอ่ยถามว่า
"ปิดแล้วเหรอ ว้าจะมากินต่อสักหน่อย เก็บหมดแล้วใช่มั้ย"
พี่โซ้ยบอก "ครับๆ ตอนนี้เหลือแต่เพื่อนนกเค้า แต่เข้าไปได้นะครับ"
พี่มลเอ่ยถามด้วยว่า "มาทำไรกันแถวนี้ มาจีบกันเหรอ"
ฉันกับพี่โซ้ยอดขำไม่ได้ พี่มลเอ่ยถามอยู่สองสามรอบ ท่าทางพี่เค้าจะเริ่มเมา
พี่โซ้ยเลยบอกไปว่า "น้องสาวครับๆ" ส่วนฉันก็บอก "ป่าวน้า กำลังจะกลับเฉยๆ พี่โซ้ยไปส่ง"
พี่มลเลยบอกว่า "แว่นจะกลับแล้วเหรอ แว่นกลับพี่ก็กลับละ อยู่เพราะแว่นนะเนี่ย"
สงสัยพี่เค้าจะเมาจริงๆ ฉันเลยได้เอ่ยลาพี่เค้าตรงนั้น ก่อนจะเดินกลับกับพี่โซ้ย
พี่โซ้ยแอบแซว "พี่ว่า เค้าต้องชอบเธอแน่เลยนิ่ม" ฉันหัวเราะ
"หนูเป็นผู้หญิงนะ แล้วหนูก็มีคนที่ชอบแล้วด้วย" ประโยคหลังต่อท้ายในใจนะ
เรื่องราวในวันนั้น ทำให้ฉันอดคิดถึงหนังสือเล่มล่าสุดที่อ่านไปไม่ได้
พี่ก้อง ทรงกลด บางยี่ขัน เชื่อว่า  โลกนี้ไม่มีความบังเอิญ
(ไม่รู้พี่เค้าจะรับฉันเป็นน้องมั้ย แต่ฉันก็ถือวิสาสะ นับตัวเองเป็นน้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว)
ขณะเดียวกันนั้นฉันก็คิดถึง ประโยคที่นานต์นานต์ ผู้ชายบ้านนอกจิตใจงามเคยบอกว่า
"โลกนี้ไม่มีความบังเอิญหรอก จะมีก็แต่พรหมลิขิตเท่านั้นล่ะ"
นานต์นานต์เอามาจากหนังสือการ์ตูนอีกที รู้สึกจะเป็นคำพูดของแม่มดยูโกะ ในการ์ตูนเรื่อง xxxHolic
ฉันเห็นด้วยอย่างจัง ความบังเอิญคงไม่มีอำนาจมากขนาดนี้
ขนาดที่จะทำให้ฉันได้มาพบกับเหตุการณ์เช่นนี้
คนทั่วโลกมีหลายพันล้านคน เฉพาะประเทศไทยก็เจ็ดสิบกว่าแปดสิบล้านคน
เอาเฉพาะกรุงเทพก็คงจะหลายสิบล้านคน
โอกาสที่คนคนนึง จะทักอีกคน ด้วยชื่อเพียงชื่อเดียว แล้วถูกต้อง
จะมีอยู่มากน้อยแค่ไหนกันเชียว จริงมั้ย
แต่พรหมลิขิตแบบนี้ คงไม่ได้เกิดกับฉันคนเดียวแน่ๆ
เพราะวันนี้ฉันมีโอกาสได้สนทนาออนไลน์กับอันอิดพี่ชายที่คุ้นเคย(ไม่รู้ว่าพี่เค้าจะเคยคุ้นกับฉันมั้ย)
อันบอกว่า อันเคยเจอเหมือนกันเลย แบบว่าโทรผิดมาหาอัน
แต่คนที่โทรมา จะคุยกับคนชื่อ อิด เหมือนกัน
อันบอกว่า"คุยกันตั้งนาน" ฉันละงงว่าคุยรู้เรื่องได้ไง อันบอกว่า "นั่นซิ คุยกันได้ไง"
เรื่องแบบนี้คงจะเกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก อาจจะเกิดกับทุกคนก็ได้ในสักวันนึง
แล้วคุณก็จะได้รู้ว่า พรหมลิขิตนะมีจริงๆนะ เพราะเรื่องแบบนี้แค่ความบังเอิญน่ะทำไม่ได้หรอก :)



5月27日

"อยู่บ้าน 1"

แฝดพี่โทรมาบอกในค่ำวันหนึ่ง

"วันเสาร์นี้ตัวเองต้องกลับมาอยู่บ้านนะ พี่วาไปต่อวีซ่า

ส่วนเราต้องไปเข้าค่ายอาสากับคณะ"

ไม่อยากบอกพี่โซ้ยเลย แต่จำต้องกลับบ้านจริงๆ

แฝดบอกต่อท้ายอีกหน่อยว่า "พี่วากลับมาวันจันทร์"

"อื้อ" ฉันก็คงไม่ต้องหยุดงานวันจันทร์อีกวันละนะ

...

สายๆของวันเสาร์ เพื่อนฝนแวะมาเอาแผ่นโปรแกรม SPSS

ไปลองเล่นลองทำดู ฉันก็แอบปวดหัวกับค่าทางสถิติอยู่เหมือนกัน

อันที่จริงอะไรก็ตามที่มันเกี่ยวกับตัวเลข การคิดคำนวณน่ะ

มักจะไม่ถูกกับฉัน อันที่จริงฉันไม่ถูกกับมันมากกว่าอ่ะนะ

ฉันจึงมักจะไม่สนใจอะไรก็ตามที่ต้องนับต้องคำนวณ

รวมถึงเรื่องอายุด้วย ผ่านไปกี่ร้อนฝนหนาวก็ให้มันผ่านไป

เก็บไว้แต่เรื่องราวระหว่างนั้นก็พอ ไม่ต้องไปนับจำนวนปี

ฝนรับแผ่นโปรแกรมไปพร้อมบอกว่าจะลองไปเปิดหนังสือดู

อย่างน้อยฝนก็มีหนังสือ ฉันซิ ส่งต่อมันให้กับน้องๆไปเรียบร้อยเมื่อหลายปีที่แล้ว

เหมือนกับจะบอกลางๆว่า ขออย่าให้พบเจอกันอีกเลยไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า

แต่ในเมื่อมันเป็นงานที่ต้องทำ ก็คงต้องลองมั่วๆดูกันไป

เรานั่งดูโปรแกรมที่เหมือนกับว่า

ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิตได้สักครู่

ฝนก็ขอตัวไปหาซื้อหนังสือเผื่อเตรียมสอนเด็กๆแถวบ้าน

ส่วนฉันก็ว่าจะเตรียมตัวกลับบ้านอยู่เหมือนกัน

แต่ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า มีอีกสิ่งหนึ่งที่อยากทำ

โทรไปหาพี่วาก่อนดีกว่าว่ารีบกลับรึเปล่า

ได้รับคำตอบหลังจากคุยกันไม่ถึงนาทีว่า

"พี่วาคงไปประมาณสี่โมงเย็นค่ะ"

"ค่ะๆ งั้นนิ่มคงไปถึงประมาณบ่ายสอง บ่ายสามนะคะ"

ฉันรีบลุกจากที่นอน เก็บเสื้อผ้าที่จะซักยัดใส่กระเป๋า

หยิบเสื้อผ้าไปอาบน้ำแต่งตัว ก่อนสิบโมงครึ่งเล็กน้อย

ฉันก็ออกเดินทาง จุดมุ่งหมายของฉันคือ B2S สาขาเซ็นทรัล เวิล์ด

ก่อนหน้านี้ฉันก็ไม่เคยรู้จักหรอกว่ามันมี B2S ที่นี่

แล้วก็ไม่ได้สนใจด้วยว่ามันจะมีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง

ถ้าไม่บังเอิญว่าเมื่อวันก่อน อาจารย์ขายาววานให้ไปดูซีดีลดราคาที่นั่น

แต่แล้วฉันก็คงเป็นลูกศิษย์ชั้นเลวที่วานอะไรไม่ค่อยจะได้เรื่อง อาจารย์เลยต้องไปดูเอง

จำได้ว่าเคยหลงทางไปมาที่เซ็นทรัล เวิล์ดครั้งหนึ่ง

ตั้งใจมาเดินซื้อแส้ขี่ม้า ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน

กว่าจะหาได้ก็นานพอดู แต่ก็หาจนเจอ ร้าน B2S ที่ว่านี่ก็เหมือนกัน

พอหาเจอ ก็เหมือนหลงเข้าไปอยู่ในโลกเล็กๆอีกใบ

ที่เต็มไปด้วยภาพยนตร์และเสียงดนตรี

ที่นี่ฉันได้พบกับ "Virginia's run"

ภาพยนตร์เกี่ยวกับน้องม้าที่ฉันตามหามานาน

แถมยังได้พบกับซีดีเพลงอีกจำนวนมาก และหลากหลายพอสมควรด้วย

ฉันเดินเข้าๆ ออกๆ ห้องเพลงคลาสสิคแจ๊ส กับห้องรวมด้านนอก

รู้สึกว่างานที่อาจารย์วานมาจะไม่ได้เรื่องได้ราวเท่าไหร่

แต่ที่ได้ใจฉันไปเต็มๆ ก็พวกซีดีเพลงที่มีให้ลองฟังทั้งหลายนั่นแหละ

นี่ถ้าราคามันไปพุ่งสูงลิ่วถึงแผ่นละเกือบสี่ร้อยบ้าง ห้าร้อย หกร้อยบ้าง

ฉันก็คงได้ติดไม้ติดมือกลับบ้านมาสักแผ่น แต่ด้วยราคาขนาดนั้น

ฉันจึงตัดใจหยิบเฉพาะหนังที่ฉันหามานานไปจ่ายตังค์เพียงอย่างเดียว

แค่นั้นก็สองร้อยแล้วละ หมดตังค์ละ เหลือติดตัวก็แค่ค่ารถกลับร้านสัก 20 บาทได้

และที่เคาเตอร์จ่ายตังค์นั่นแหละ ที่เป็นต้นเหตุให้ฉันต้องไปที่นั่นอีกในวันนี้

แผ่นกระดาษเล็กๆที่เคาเตอร์บอกเล่าเรื่องราว

การอ่านหนังสือ เพื่อจัดทำห้องสมุดเสียงสำหรับคนตาบอด

ใช่แล้ว ที่ฉันมาในวันนี้เพื่ออ่านหนังสือให้คนตาบอดฟัง(ทางอ้อมอ่ะนะ)

ฉันไปถึงด้วยเวลาประมาณ 11 โมงพอดี ซึ่งเวลานี้

เป็นรอบแรกที่จัดให้มีการอ่านหนังสือแล้วอัดเสียงเก็บไว้

ฉันไปสอบถามและนั่งรออยู่ครู่ใหญ่

ไม่นานพี่ผู้ชายคนนึงก็มาเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ และอธิบายวิธีการใช้คร่าวๆให้ฟัง

หลังจากที่พี่เค้าสอนฉันใช้เครื่องบันทึกเสียง แล้วก็ทิ้งฉันไว้ในห้องนั้น

ฉันก็นั่งอ่านหนังสืออย่างสงบในห้องอัดเสียงติดกระจกใส

ตรงทางขึ้นลงบันไดเลื่อนที่ B2S ชั้นสาม

หนังสือที่พี่เค้าให้อ่านเป็นนิยายเล่มหนึ่ง ชื่อ มิติมหัศจรรย์

ฉันเพิ่งค้นพบว่า ตัวเองอ่านวรรคตอนไม่ค่อยถูก ออกเสียงก็ไม่ชัดเจน

บางครั้งด้วยความตื่นเต้นก็อ่านติดๆขัดๆ ตะกุกตะกัก

เลยต้องลบแล้วอัดใหม่ แต่ก็นะทุกอย่างทำคนเดียวเลยค่อยยังชั่วหน่อย

มันก็เป็นธรรมดาที่นิยายมันต้องมีบทพูด

ไอ้ฉันมันก็อดไม่ได้ ใส่เสียงสูงต่ำ บวกอารมณ์ที่พอจะจินตนาการได้

เพิ่มเติมเสริมเข้าไปอีก เสียงผู้หญิงก็อ่อนหวานหน่อย เสียงผู้ชายก็เข้มขึ้นนิด

ไม่รู้ว่าคนฟังเค้าจะแยกออกรึเปล่าว่าเสียงไหนเป็นเสียงไหน

แต่ฉันก็มีความสุขและสนุกน่าดูกับการอ่านเรื่องราวตามนิยายเล่มนั้น

อ่านไปได้สักสองบทเสียงก็เริ่มแหบแห้ง จนกลายเป็นแหบห้าวในบทต่อมา

พอดีกับเวลาได้ดำเนินไปจนเกือบจะหมดรอบ

รอบแรกจะจบลงเมื่อเข็มนาฬิกาตีบอกเวลา 13.00 น.

ก่อนเวลานั้นเล็กน้อย ฉันลงทะเบียนบอกข้อมูลเล็กๆน้อยๆไว้ที่นั่น

แล้วเดินออกมาจากห้องนั้น ก้มลงมองนาฬิกาที่มือถือ

ยังพอมีเวลานี่น่า เดินหาซื้อหนังสือก่อนดีกว่า

"นายเท้าซ้าย เด็กชายเท้าขวา" คือหนังสือเล่มที่ว่า

อีกครั้งที่ไอ้หรูชวนไปยืมหนังสือ หรูได้การ์ตูนอ่านจบแล้วจบกัน

แต่ฉันได้หนังสือเล่มที่ว่าติดมือมา แต่อ่านไม่จบ นอกจากอ่านไม่จบแล้ว

ยังอยากจะอ่านให้จบ และมีเป็นของตัวเองอีกต่างหาก

นั่นเลยเป็นเหตุให้ฉันต้องมาเดินหาหนังสือเล่มนั้น

ฉันเดินวนอยู่สักสองสามรอบได้ ก็หาได้เจอหนังสือเล่มที่ว่าไม่

แถมยังพบหนังสือหนังสือของพี่นิ้วกลม

ที่บุกไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆมายั่วยวนใจเต็มไปหมด

ฉันคงเป็นแฟนหนังสือชั้นเลว(อีกแล้ว)ของพี่เค้า ที่ตัดใจไม่ให้ซื้อติดมือกลับมา

ไอ้ฉันมันคนชอบเที่ยว หากได้อ่านหนังสือเหล่านี้

อาการชีพจรลงเท้าจะต้องกำเริบเอามากๆ และอาการลงแดงคงจะตามมาในไม่ช้า

ฉะนั้นขอพักไว้ก่อนนะคะ เพราะไม่ว่ายังไงหนังสือของพี่

ก็ต้องเข้ามาอยู่ในกรุสมบัติของหนูครบทุกเล่มในสักวันแน่นอนค่ะ

เมื่อหาหนังสือเล่มที่ว่าไม่พบ ก็เลยเดินเกือบจะหมดอาลัยออกจาก B2S

มาตายอยากเอาที่ป้ายรถเมล์ รอรถชาติกว่า

และแล้วสาย 505 ก็พามาส่งปากซอยบ้าน

...

 

ปล. ตอนที่เหลือเรียงรายให้ได้อ่านกันตามลำดับอยู่ด้านล่างนะ

เรียงแบบนี้ เผื่อว่าจะช่วยให้อ่านง่ายขึ้นนิดนึงอ่ะจ๊ะ :)