個人檔案เด็กรักม้าที่หวังจะมีม้า...相片部落格清單更多 ![]() | 說明 |
|
4月10日 "วันไม่ธรรมดากับเรื่องไร้สาระ"สวัสดีผู้ชายบ้านนอก ปล. ขอโทษทีนะแก ที่วีดีโอดูไม่ได้ ไว้ฉันจะพยายามลงใหม่นะนานเท่าไหร่แล้วนะที่ฉันไม่ได้เขียนหาแก ช่างเป็นเพื่อนที่ไม่ได้เรื่องเอาซะเลยจริงๆ ที่ฉันเขียนมาหาแกคราวนี้ ไม่ใช่เพราะฉันรู้สึกผิด อย่างเดียวหรอกนะ แต่เป็นเพราะวันที่ไม่ธรรมดา เดินทางมาทักทายฉันแล้วต่างหาก โอกาสอันดี ที่ฉันจะได้เขียนหาแกบ้างก็มาถึงซะที เมื่อวันเสาร์ที่สี่เมษาที่ผ่านมา เป็นวันที่ฉันได้หยุดในรอบ เกือบสองเดือน ตั้งแต่ช่วงตรุษจีนเลยละมั้ง มันเป็นวันกษัตริย์องค์แรกของเวียดนามอ่ะนะ แน่นอน ฉันดีใจมากๆ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็น คนขี้เกียจไปทำงานยังไงยังงั้นเลยนะ แต่เปล่าหรอก ฉันก็แค่อยากไปร้านหนังสือ หาซื้ออะไรนิดๆหน่อยๆเท่านั้น แต่ไม่มีโอกาสสักที เพราะทำงานทุกวัน วันเสาร์ทำครึ่งวันแต่กว่าจะ กลับมาถึงบ้านก็นู่นบ่ายสาม ช่วยงานนู่นนี่ที่บ้านอีก สรุปเย็น หมดไปอีกหนึ่งวัน นั่นละคือวันเสาร์ปกติของฉัน ส่วนวันจันทร์ถึงวันศุกร์ก็เรียนสองชั่วโมงแล้วไปทำงาน กลับถึงบ้านก็ประมาณทุ่มนึง และสำหรับวันอาทิตย์ ออกไปทำรายการถ่ายทอดสดมวยเวียดนามตั้งแต่ประมาณเก้าโมง กลับมาถึงบ้านก็ หกโมง เป็นอย่างนี้วนไปวนมา แล้วแกจะไม่ให้ฉันดีใจได้ยังไง เมื่อวันหยุดมาถึง วันที่ฉันจะได้ไปร้านหนังสือสักที ณ ร้านหนังสือแรก ฉันได้พบกับหนังสือที่ถูกใจมากๆๆๆ แต่หาได้มีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะหยิบติดมือกลับมาไม่ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่มหนา หน้าตาอังกริซ อังกฤษ ที่ฉันหยิบดูแล้วดูอีก สุดท้ายก็เป็นอันอยู่ที่เดิม ที่ๆมันจะรอและคอย ผู้ซื้อท่านอื่นต่อไป ร้านหนังสือนี้หาได้มีหนังสือที่ฉันต้องการเล่มอื่นๆ ฉันเลยเดินไปอีกร้านนึง ซึ่งก็ห่างกันไม่มากนัก ระหว่างทางฉันแวะเข้าซอกหลืบเล็กๆ หาซื้อวัสดุอุปกรณ์เล็กๆน้อยๆ ที่ฉันตั้งใจมาหาในวันนี้ด้วย (ในร้านหนังสือไม่มีขายอะนะ) ดีใจที่อย่างน้อยก็ได้ของที่ต้องการแล้วสองชิ้น ณ ร้านหนังสือร้านที่สอง ฉันเดินวนไปวนมาอยู่นาน ก็หาได้เจอหนังสือที่ตามหาไม่ แต่ยังดีที่มีหนังสืออื่นๆ ที่ฉันอยากได้ด้วย สรุปหมดไปเลยครับท่านสี่แสน เงินที่เอาไปแทบเกลี้ยงเลยละแก ดีนะที่มีค่ารถเมล์กลับบ้าน ถึงฉันจะไม่ได้ไปงานหนังสือ แต่ก็มีโอกาสไปร้านหนังสือนะแก หวังว่าอนาคต หนังสือดีๆจากไทย จะได้รับการแปล เป็นภาษาอังกฤษ หรือภาษาเวียดนามก็ได้ ส่งมาขายตามร้านที่นี่บ้าง และเมื่อนั้น ฉันจะได้เจอหนังสือที่พยายามตามหาสักที ^^ และไม่อยากจะเชื่อว่า เมื่อวันจันทร์ที่หกเมษา ก็เป็นอีกวันที่ ฉันได้หยุดงานละแก เพิ่งรู้ว่าที่นี่เค้าก็หยุดวันจักรีกันด้วย (ใครสักคนบอกฉันมาน่ะ :)) อันที่จริงแล้วเค้าหยุดชดเชย เมื่อวันเสาร์ที่สี่ต่างหาก และวันนี้ฉันก็มีโปรแกรมพิเศษสุดๆเลยนะแก อ้นนิยูมิ พี่สาว(แต่ก่อนเพื่อน เดี๋ยวนี้พี่จะดีกว่า อิอิ)ชาวเกาหลี ชวนฉันไปทานมื้อเที่ยงที่บ้าน แน่นอน นานๆจะได้หยุดสักที ฉันขออนุญาตป้าเรียบร้อย ก่อนจะโทรคอนเฟิร์มอ้นนิยูมิ เช้าวันนั้นฉันเลยตื่นมาเด็ดมะม่วงที่ระเบียงบ้านสองสามลูก เก็บใส่ถุง เตรียมเอาไปฝากอ้นนิ(อ้นนิ แปลว่า พี่ ใช้เรียกพี่ผู้หญิง ภาษาเกาหลี) ก่อนจะลงมาสับมะม่วง ทำยำมะม่วงไปฝากอ้นนิด้วย วันนั้นฉันมีธุระต้องออกจากบ้านแต่เช้า แล้วก็ดันทำธุระ เสร็จเร็วกว่าที่คิดไว้ เลยตรงดิ่งไปหาอ้นนิ ซึ่งก็ก่อนเวลาที่นัดไว้ประมาณเกือบชั่วโมงอ่ะนะ ฉันนั่งรถเมล์ผ่านเข้าไปเขตฟุหมีฮึง เขตของคนเกาหลีก็ว่าได้ ถนนใหญ่ พื้นที่กว้างดูสะอาดตา มีสนามกอล์ฟด้วยนะแก จากนั้นก็ไปลงรถเมล์ที่หน้าสกายการ์เด้น ที่ที่ฉันจะได้พบกับ อัปปะจุงฮุค ซึ่งจะพาฉันไปหาอ้นนิอีกที สกายการ์เด้นใหญ่โตมากอะแก สูง แล้วแถมยังมีตั้งสี่ห้าตึก ใหญ่เว่อร์ ฉันไม่ได้เข้าไปหรอกนะ ยืนรออยู่ข้างนอก ไม่นานอัปปะจุงฮุคก็เดินลงมา จากนั้นก็นั่งแท๊กซี่ ไปหาอ้นนิที่อีกอพาร์ทเมนท์นึง อัปปะจุงฮุคพาฉันมาถึงอีกที่นึง พร้อมบอกว่าไม่แน่ใจว่าอ้นนิอยู่ห้องไหน ฉันเริ่มลังเล นี่ฉันจะได้เจออ้นนิมั้ยเนี่ย แต่แล้วก็มาถึงห้องจนได้ อัปปะกดกริ่ง แล้วเสียงน้องหมาก็ดังขึ้น พร้อมด้วยเสียงอ้นนิ ดังมาจากข้างใน "คิตตี" แล้วแฟนอ้นนิก็มาเปิดประตูให้ "อันยองอาเซโย" ฉันกล่าว ส่งยิ้ม และก้มหัวให้พี่เค้า พี่เค้าส่งยิ้มเป็นการทักทาย ก่อนจะไปถามฉันว่าดื่มอะไรดี และส่งน้ำเปล่าแก้วโตมาให้ฉัน อ่ะๆ แกอย่าเพิ่งนึกว่าฉันเก่งภาษาเกาหลีขนาดสื่อสารกับพี่เค้าได้ กับแฟนอ้นนิฉันพูดภาษาอังกฤษอ่ะนะ พี่เค้าพูดเวียดนามได้ไม่มากนักนะ จากนั้นฉันก็มาเล่นกับน้องหมา น่ารักมากๆเลยแก น้องหมาชื่อ ดุงงิ ละ แล้วอ้นนิก็เดินมาทักทายฉันก่อนจะไปเตรียมอาหารที่ครัวเล็กๆในห้องนั้น ฉันก็เดินวนไปวนมา ดูอ้นนิทำอาหารบ้าง ไปดูรูปอันนี่มูนกับรูปงานแต่งงาน และรูปไปเที่ยวของอ้นนิ กับอัปปะจุงฮุค โดยมีแฟนอ้นนิคอยเปิดให้ดูบ้าง แล้วก็ไปเล่นกับเจ้าดุงงิบ้าง บรรยากาศสบายๆ มากๆ เลยละแก ทั้งๆที่ฉันเป็นคนต่างชาตินะเนี่ย เสียงเพลงเกาหลีเปิดคลออยู่เบาๆ เสียงภาษาเกาหลีที่ส่งไปมาหากัน พร้อมด้วยอังกฤษบ้าง เวียดนามบ้าง ต่างชาติ ต่างภาษา แต่ก็ดูอบอุ่น และสื่อสารกันได้ บางทีอาจจะไม่ใช่ภาษา ที่เราใช้สื่อสารกัน อาจจะเป็นใจก็ได้ที่เราใช้พูดคุยกัน (น่าน เวอร์กว่านี้มีอีกมั้ย) เวลาประมาณเที่ยงละมั้ง ที่อาหารเรียกน้ำย่อยมื้อนั้นพร้อม อ้นนินำพิซซ่ากิมจิ พัมกิ้นชุปไข่ทอด และยำมะม่วงของฉัน มาเสริฟบนโต๊ะเล็กๆสีดำ จะบอกว่าอร่อยมากๆ ฉันชอบพัมกิ้นชุปไข่ทอดมากๆเลยละแก พิซซ่ากิมจิก็อร่อย กินแค่นี้ก็จะอิ่มละ ฉันบอกอ้นนิแค่นี้ก็จะอิ่มแล้ว อ้นนิบอกว่า งั้นไม่ต้องกินอีกนะ แฟนอ้นนิเค้าเตรียมทำบะหมี่ให้ทาน ฉันเลยวางมือจากอาหารเรียกน้ำย่อย นั่งเล่นอยู่อีกสักแป๊บ บะหมี่สัญชาติเกาหลีก็พร้อมเสริฟ แล้วตอนนั้นเองฝนก็กะหน่ำเทลงมาอย่างหนัก แฟนอ้นนิหันมาบอกฉันว่า เฟอร์เฟ็ค ฉันงง เฟอร์เฟ็คตรงไหนเนี่ย ก่อนจะอธิบายว่า ที่เกาหลี เค้ามักจะทำหมี่ชนิดนี้หรือกินหมี่นี้ตอนที่ฝนตก อ๋ออ อย่างนี้นี่เอง แฟนอ้นนิตักบะหมี่ให้ฉันเยอะมากๆ ฉันรู้ตัวโดยทันที ว่าไม่มีทางหมดแน่ๆ แล้วฉันจะทำยังไงดีละงานนี้ ฉันเห็นอ้นนิคีบปะหมี่ใส่ถ้วยของแฟน แล้วฉันละ ฉันหันไปมอง อัปปะจุงฮุคที่นั่งอยู่ข้างๆพร้อมทำตาปริบๆ อัปปะคงจะรู้ความหมายโดยทันที ยื่นถ้วยของอัปปะมาให้ฉัน ฉันคีบให้ไปกว่าครึ่ง ก่อนจะกล่าวขอบคุณที่ช่วยฉัน เราสี่คน นั่งกินหมี่ไป คุยกันไป แฟนอ้นนิ ตักเครื่องปรุงใส่ให้ฉัน ฉันก็ได้แต่กล่าวขอบคุณ และเมื่อบะหมี่เริ่มพร่อง ฉันจึงถือถ้วยบะหมี่ร้อนๆไว้ในมือ ยกขึ้นซดน้ำซุปแสนอร่อย ขณะที่อากาศข้างนอกกำลังเย็นๆ นั่นละ ที่ทำให้ฉันเข้าใจคำว่า เฟอร์เฟ็ค ฉันจำไม่ได้ว่าฉันเคยเล่าให้แกฟังบ้างมั้ยเรื่องการใช้ชีวิตคู่ของคนที่นี่ ซึ่งทำให้ฉันไม่คิดจะแต่งงาน อยากจะอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ คงจะดีกว่ากันมาก จากที่ฉันเห็น คู่ชีวิตคนเวียดนาม ผู้ชายไปทำงานกลับมาเหนื่อย จะไม่แตะต้องงานบ้าน อะไรใดๆทั้งนั้น ทานข้าวเสร็จช่วยเก็บจานเข้าครัว แล้วก็ไปดูทีวี หรือทำอะไร ปล่อยให้ผู้หญิงล้างนู่นนี่ไปตามระเบียบ บางทีฉันอาจจะชินกับการที่มีเพื่อนๆ คอยช่วยนู่นช่วยนี่ ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรละมั้ง พอเห็นแบบนี้เลยไม่ค่อยชอบใจนัก มันก็คงเป็นปกติของคนที่นี่ ถ้าผู้ชายคนไหนช่วย ก็ถือว่าผู้หญิงคนนั้นโชคดีมากๆ แต่เมื่อฉันได้เห็น อ้นนิกับอัปปะคิม (แฟนอ้นนิ ชื่อ คิมอ่ะนะ) แล้วอดดีใจ และมีความสุขไปกับอ้นนิไม่ได้ เพื่อนของแฟนมาที่บ้าน เตรียมทำอาหารพร้อมต้อนรับอย่างเป็นกันเองมากๆ ทั้งๆที่อ้นนิอยู่บ้าน เป็นแม่บ้านอย่างเดียวนะ ไม่ได้ออกไปทำงาน แฟนอ้นนิยังช่วยเลย แถมฉันก็ยังมีโอกาสได้เห็นมุมน่ารักๆของแฟนอ้นนิ พูดและชี้ชวนให้ฉันดูรูป พร้อมอธิบายนู่นนี่ น้ำเสียงของพี่เค้าดูรักอ้นนิมากๆเลยละแก ฉันเริ่มรู้สึกว่า ถ้าเรามีคนที่คอยอยู่เคียงข้างเรา คอยช่วยเหลือเรา เป็นกำลังใจให้เราทั้งยามทุกข์ ยามสุขแบบนี้บ้างก็คงจะดี นี่ฉันไม่ได้ยั่วให้แกอิจฉาเพื่อเป็นการเอาคืนที่แกมายั่วฉันเรื่องหนังสือหรอกนะ แต่ฉันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ แต่ก็อีกนั่นละ สำหรับฉันมันคงจะยากน่าดู หรือแกว่าไง ฮ่าๆๆ วันนั้นจบลงที่การดูหนังเกาหลีที่ดีมากๆในความคิดฉันหนึ่งเรื่อง แม้ฉันจะไม่เข้าใจจากภาษา แต่ก็สามารถเข้าใจภาพที่สื่อออกมาได้ อ้นนิกับแฟน ก็พลัดกันแปลให้ฉันฟังบ้าง อัปปะจุงฮุคขอตัวกลับก่อน เมื่อหนังดำเนินไปได้เกือบครึ่งเรื่อง แล้วเมื่อหนังจบลงก็ถึงมาเวลา ที่ฉันต้องกลับบ้าง อ้นนิและอัปปะคิม ขับรถมาส่งฉันที่ฟุหมีฮึง พร้อมยืนรอรถเมล์ และข้ามถนนมาส่งฉันขึ้นรถเมล์ทั้งสองคน เป็นอะไรที่ประทับใจมากๆ ฉันกล่าวคำขอบคุณเป็นภาษาเกาหลีอีกครั้ง ก่อนจะขึ้นรถแล้วจากมา หวังว่าแกคงยังไม่เบื่อที่จะอ่านต่อไปนะ ฮ่าๆๆ มันดูไร้สาระตามแบบฉบับของฉันเลยใช่มั้ยละ ฉันแค่อยากจะเล่าให้แกฟังเท่านั้นละ ที่จริงฉันมี อีกหลายรายละเอียดที่จะเล่าให้แกฟังก่อนหน้านี้ แต่เมื่อถึงเวลาเขียนจริงๆ ฉันกลับลืมซะอย่างนั้น แต่ก็นะ ไม่เป็นไร นึกออกเมื่อไหร่จะเล่าให้ฟังอีกทีนะ อ่อ ฉันแนบรูปนิดๆ หน่อยๆ พร้อมด้วยวีดีโอน่ารักๆ ของเจ้าดุงงิมาให้แกดูด้วย หวังว่าแกคงจะชอบ เพราะแกก็เป็นอีกคนที่รักน้องหมาอยู่แล้วนี่น่า ยังไงก็ดูแลตัวเองด้วยนะแก ช่วงนี้อากาศมันร้อน ร้อนแรง แดงเดือดไปหมด หวังว่าที่นั่นคงมีฝนตก ช่วยบรรเทาความร้อน และความทุกข์ยากไปบ้างนะ ท้ายสุดอย่าลืมกินผักช่วยโลกด้วยนะแก คิดถึงเสมอ เพื่อนสาวตัวน้อยของแก 4月1日 "April truth's day"เรื่องนี้มันเริ่มขึ้นร่วมเดือนมาแล้ว ผู้ชายผู้รักเสียงดนตรี ดื่มด่ำในการแต่งเพลง มีเวลาว่างอยู่กับการปลูกต้นไม้ อ่านหนังสือและเลี้ยงน้องหมา ฟังดูแล้วคงจะจินตนาการถึงผู้ชายบ้านๆ ออกแนวบ้านนอก ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้น จริง! ถึงบ้านนอกแต่ก็ไม่ได้ล้าสมัยนะจ๊า เพราะในค่ำคืนนึง คืนนั้น ผู้ชายคนนี้ได้ส่งข้อความ ผ่านโปรแกรมแชทหัวปิงปองสุดฮิต(อันนี้เรียกเอง) ถึงเรื่องราวซึ่งคุณจะหาอ่านได้ที่นี่ http://www.lonelytrees.net/?p=950 อย่าลืมร่วมด้วยช่วยกันนะจ๊ะ ... วันนี้(1 เมษายน)วันที่ทุกคนสามารถโกหกได้โดยมิมีผู้ใดถือสา ลองคิดๆดูแล้ว จะโกหกอะไรใครก็ได้ เรื่องไหนก็ได้ทั้งนั้น ถ้ามีคนมาโกหกเรา ในเรื่องที่ไม่น่าเอามาเล่น พอรู้ว่าโกหกมันจะเป็นยังไงนะ แค่นี้ก็ไม่อยากจะคิดต่อแล้ว มันจะสนุกตรงไหนเนี่ยยยยย อีกอย่างพูดโกหกผิดศีลห้าอันเป็นพื้นฐานยิ่งอีกต่างหาก ถึงจะไม่มีใครถือสา แต่มันก็คงไม่ใช่เรื่องดีนัก ฉะนั้นไม่เอาด้วยหรอก ด้วยเหตุนี้ เมื่อได้เห็นแคมเปญเท่ห์ๆ ที่มีชื่อว่า "April Truth's day" ที่ผู้ชายบ้านนอกส่งมาให้ ไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้ว่าแคมเปญนี้จะได้สมาชิกเพิ่มอีกหนึ่งคนอย่างแน่นอน ซึ่งพี่ก้อง ทรงกลด(นี่ๆ สนิทสนมขนาดนั้นเลยละ) บอกว่าจะเอางานใครมาดัดแปลงก็ได้ แต่ก็ให้เครดิตเค้าด้วย เหอะๆ ไม่อยากจะคุย ระดับนี้แล้วแปลงงานใครไม่ได้หรอก เดี๋ยวของเค้าจะเสียหมด (ฮิ้วววว) เมื่อคิดได้ดังนั้น จึงเป็นที่มาของเรื่องเล็กๆน้อยๆนี้ที่คิดว่าจะช่วยโลกได้(ติ๊ดดนึง) ... อย่างที่รู้ๆกันว่า การกินเนื้อวัวมีส่วนทำให้โลกร้อน เพราะอะไรนะเหรอ ก็เพราะว่าระบบขับถ่ายของวัว มีส่วนช่วยเพิ่มก๊าซมีเทนเข้าไปในชั้นบรรยากาศ ซึ่งมีผลต่อสภาวะโลกร้อนด้วยนะซิ ซึ่งเมื่อคิดแล้วก็เป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงพอสมควรเลยนะ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าข้าน้อยช่วยลดโลกร้อนมาตั้งแต่สมัย ที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักเรื่องโลกร้อนเลยด้วยซ้ำ (น่าน พูดดีเข้าตัวตลอด คริคริ) แต่ก่อนเหตุผลที่ไม่กินเนื้อดูหาสาเหตุที่จะบอกใครเค้ายาก ยิ่งมาอยู่ที่นี่ คนกินเนื้อก็เยอะอยู่ด้วย ชอบถามจังว่าทำไมไม่กินเนื้อ ตอนนี้มีเหตุผลดีๆ ไว้ตอบเค้าละ "ช่วยลดภาวะโลกร้อนคะ" วี๊ด วิ้ว เท่ห์ซะไม่มี อ่อ แล้วจากที่เคยอ่านมาจากที่ไหนสักแห่งเค้าบอกประมาณว่า ถ้าเราลดการกินเนื้อสัตว์ลง จะมีเมล็ดพืชถูกส่งไปให้โลกที่สามเพิ่มขึ้นหลายเท่า งง งงอะดิ เกี่ยวกันตรงไหน ตอนแรกก็งงเหมือนกัน แต่ก็พยายามทำความเข้าใจเลย มีเหตุผลมาให้ข้อนึง คือ ถ้าลดการเลี้ยงสัตว์ลง เมล็ดพืชที่จะให้สัตว์เหล่านั้นกิน อาจจะตกไปถึงโลกที่สามนั่นเอง อันนี้คิดเองนะ ถ้ามีเหตุผลอื่นกรุณาแนะนำ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งที่ทำให้กระจ่างขึ้นอีก อืม แล้วมันเกี่ยวกับโลกร้อนตรงไหน น่าจะตรงที่ว่า อุตสาหกรรมการเกษตรไม่ปล่อยก๊าซมีเทนที่เป็นตัวเพิ่มความร้อนในอากาศละ มันก็เหตุผลเดียวกับข้อที่ผ่านมานั่นแหละนะ เพราะฉะนั้นถ้าเราลดการกินเนื้อสัตว์ลง การเลี้ยงสัตว์ก็น่าจะลดลงด้วย จากข้อความข้างต้น สามารถสรุปเป็นใจความสั้นๆ ได้ว่า เรามากินผักกันเถอะเนอะ ย่อยง่าย และดีต่อสุขภาพ แต่ไม่ใช่ไม่ต้องกินเนื้อสัตว์เลยนะ กินบ้างเพื่อให้มีธาตุอาหารครบ กินแต่เพียงพอดี พอที่โลกจะปรับสมดุลได้ นอกจากกินผัก แล้วก็อย่าลืมปลูกต้นไม้ด้วยนะ ช่วยกันคนละนิด คนละหน่อย โลกคงจะน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเนอะ ว่ามั้ย :) I Vote Earth! and you? ... ขอแอบเพิ่ม เรื่องราวเล็กๆที่ไม่เกี่ยวกับโลกร้อน แต่ไหนๆ อัพแล้วก็อยากจะเล่าสู่เพื่อนๆฟัง พร้อมชักชวนกันทำไปเลยทีเดียว "ลองตั้งใจทำอะไรสักอย่างแล้วทำให้ได้" เริ่มจากเรื่องเล็กๆน้อยๆรอบตัวเรานี่ละนะ จะขอยกตัวอย่างสักหนึ่งเรื่องที่ข้าน้อยได้ลองทำดู เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อวันก่อนที่ทำงาน มีพี่คนไทยจากกันตนามาสอนเรื่องเทคนิคต่างๆ วันที่มาใช้สตูดิโอที่ตึกของข้าน้อย พี่เค้ามาสอนเรื่องการจัดไฟ ว่าต้องให้แสงกับแบบยังไง มีไฟสามดวง สองดวง หรือดวงเดียวจะจัดยังไง มุมกล้องช่วยได้ตรงไหน แผ่นสะท้อนแสงช่วยได้ยังไง หลังจากที่พี่เค้าอธิบายในกระดานเสร็จ ก็มาถึงการจัดไฟให้ได้เห็นของจริง ข้าน้อย ซึ่งในใจแอบคิด แอบตั้งใจจะเป็นแบบให้การจัดไฟครั้งนี้ นี่ๆๆ ประมาณว่า มั่นใจ ขึ้นกล้องคะ ขึ้นกล้อง แล้วพี่เค้าก็เรียกฉันไปเป็นแบบจริงๆ "ไอ้ตัวเล็ก ขึ้นไปนั่งซิ" จะบอกว่า ภาพที่เห็นในจอมอนิเตอร์นี่ เหมือนสัมภาษณ์เบื้องหลังการถ่ายหนังของนักแสดงนำ(ต้องนักแสดงนำด้วยนะ :Đ)มากๆ ไม่อยากจะเชื่อว่าไฟไม่กี่ดวง และแผ่นสะท้อนบวกด้วยมุมกล้อง จะทำได้ถึงขนาดนี้ แต่ก็อย่างว่าละนะ ของแบบนี้มันต้องขึ้นอยู่กับแบบด้วย ฮ่าๆๆ จากเรื่องข้างต้น พอจะเห็นได้ว่าดูเป็นเรื่องเล็กน้อยมากๆ มากจนเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ในความไม่มีอะไรนั้น มันบอกกับข้าน้อยว่า หากเราตั้งใจจะทำอะไรและพยายามทำ เราจะต้องทำได้ เริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ สร้างสมความมั่นใจให้ตัวเองไปทีละน้อยๆ นอกจากตั้งใจมั่นแล้ว ยังต้องพยายามและหาโอกาสให้ตัวเองด้วย เช่นเรื่องเป็นแบบให้การจัดไฟ ถ้าตั้งใจอยากเป็นแบบ แล้วเอาตัวเองเข้าไปซ่อนอยู่ในซอกหลืบมุมห้อง พี่เค้าจะตะโกนเรียกมั้ย ว่า "ไอ้ตัวเล็กที่อยู่ในหลืบมานั่งเป็นแบบให้พี่หน่อยซิ" เค้าคงจะบอกล่ามให้เอาใครมาเป็นแบบให้ แต่ด้วยความที่ข้าน้อยสร้างโอกาสให้ตัวเองโดยการ ไปอยู่ใกล้ๆ เก้าอี้ที่จะให้แบบนั่ง ไปยืนเหมือนเกะๆกะๆ แถวไฟที่จะใช้จัด จนพี่เค้าเห็น แล้วเอาความเกะกะของฉันไปวางให้ถูกที่เพื่อให้เกิดประโยชน์ :) จากที่ข้าน้อยได้ทำมา ทำให้รู้สึกว่า เราสามารถเพิ่มความมั่นใจ ให้ตัวเองได้จากเรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ แต่ไม่ใช่ว่าทุกเรื่องที่เราตั้งใจและพยายามจะสามารถสำเร็จได้นะ มันก็ยังพอมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง ยกตัวอย่างเช่น เรื่องความรู้สึกที่ต้องขึ้นกับใครอีกคนด้วยเนี่ย เราอาจจะไม่สามารถสมหวังในเรื่องแบบนี้ได้ เพราะมันขึ้นอยู่กับคนสองคน ไม่ใช่เราคนเดียว และเรื่องความรู้สึกมันพูดยากจริงๆ คริคริ อันนี้ตัวอย่างนะ ตัวอย่าง อ่อ อีกเรื่อง ช่วงนี้อากาศกำลังร้อน โลกก็ยังร้อน พยายามทำใจเย็นๆ สบายๆ ด้วยการมองโลกในแง่ดีเข้าไว้นะ บางทีไอเย็นภายในกายภายในใจเรา อาจจะระบายออกมาภายนอก เพื่อช่วยลดอุณหภูมิให้คนรอบข้างบ้าง และอาจจะเผื่อแผ่ไปถึงโลกก็ได้นะ ช่วยๆโลกกันหน่อยนะ ร้อนจะแย่อยู่แล้ว :) "I see trees of green, red roses too I see them bloom for me and you And I think to myself, what a wonderful world I see skies of blue and clouds of white The bright blessed day, the dark sacred night And I think to myself, what a wonderful world The colours of the rainbow, so pretty in the sky Are also on the faces of people going by I see friends shakin' hands, sayin' "How do you do?" They're really saying "I love you" I hear babies cryin', I watch them grow They'll learn much more than I'll ever know And I think to myself, what a wonderful world Yes, I think to myself, what a wonderful world Louis Armstrong - What A Wonderful World" 2月23日 "Black day"14 กุมภา ที่ผ่านมา ทั้งก่อนและหลังจากวันนั้น ดูเหมือนจะเป็นช่วงที่เหล่าคนเขียนสเปซทยอยอัพเดรตเรื่องราวใหม่ๆ เพลงใหม่ๆ ได้ไปเที่ยวในสถานที่ใหม่(ซึ่งอาจจะอยู่ในบรรยากาศเก่าๆ) เรื่องเก่าในใจที่นำมาเล่าใหม่ หรืออีกหลายๆสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น ดูเหมือนว่าจะมีทั้งที่ดี และไม่น่ายินดีนัก แต่ก็คิดว่าคงจะผ่านไปด้วยดีแน่นอนในสักวัน และสำหรับฉันวันนั้นก็เป็นเพียงวันธรรมดาวันนึง แน่นอนมันน่าจะมีความหมายกับคนที่มีคู่รักมากกว่า หลายๆคนอาจจะบอกว่า เป็นวันแห่งความรัก จะรักใครก็ได้ พ่อแม่ พี่น้อง ทุกๆคน แต่จะมีใครปฎิเสธมั้ยนะ ว่าถ้าพูดถึงวันนี้โดยส่วนใหญ่จะคิดถึงความรักแบบหนุ่มสาวเป็นอันดับแรก ด้วยเหตุนี้ ฉันซึ่งแม้จะเกิดมาเป็นคู่ แต่ก็หาได้มีโชคในเรื่องนี้ไม่ ฟ้าอาจจะกลั่นแกล้ง ให้คนที่เกิดมาคนเดียวได้ประสบพบเจอเนื้อคู่ ในขณะที่ฉันเกิดมาเพื่อดำรงชีวิตคนเดียวบ้าง พูดเหมือนน้อยเนื้อต่ำใจในเรื่องนี้ แต่จริงๆแล้ว ฉันเริ่มจะชอบชีวิตอิสระแบบนี้มากขึ้นๆทุกวันอยู่เหมือนกัน จะมีบ้างเวลาเศร้า เหงา หรือมีเรื่องทุกข์ใจอะไร ที่มักจะคิดว่า หากมีใครสักคนที่พร้อมจะอยู่กับเรา พร้อมจะรับฟังเราในตอนนั้นก็คงจะดี แต่ในเมื่อไม่มี ก็โทรกวนคนนั้นคนนี้เรื่อยไป :) ... คลาส Elementary3 ในวันศุกร์ที่ 13 กุมภา อ้นนิยูมิ เพื่อนหญิงชาวเกาหลี ถามถึงวันพรุ่งนี้ของฉัน ฉันบอกไปตามตรง ไปทำงานแล้วก็กลับบ้าน คงมีเท่านั้นละ แล้ววันนั้นก็จบลงเพียงเท่านั้น วาเลนไทน์ ฉันส่งแมสเสจหาเพื่อนๆที่นี่ ที่ฉันมีเบอร์ทุกคน (ฉันไม่มีเงินพอส่งกลับไทยหาทุกคน กลัวส่งไปไม่ครบคน อาจจะน้อยใจได้ เลยไม่ส่งเลย อิอิ) อ้นนิยูมิส่งกลับมาว่า ได้ให้ชอคโกแลตใครมั้ย ส่วนโอปปะจุงฮุคเพื่อนหนุ่มเกาหลีที่ชอบทะเลาะกับฉัน ส่งกลับมาว่า แค่นี้เหรอ ให้ของขวัญเค้าด้วยซิ น่านแค่นี้ยังไม่พอจะเอาของขวัญ แน่นอนอีกเช่นกัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากคำอวยพรเท่านั้น ในวันจันทร์ที่ 16 กุมภา ซึ่งเรากลับมาเจอกันอีกครั้ง อ้นนิยูมิ ยังคงถามถึงเรื่องชอคโกแลต ฉันเลยบอกไม่ได้ให้ใคร โอปปะจุงฮุคแบมือขอชอคโกแลตจากฉัน ฉันบอกไม่ให้ โอปปะให้ชอคโกแลตฉันก่อนซิ แล้วอ้นนิยูมิก็บอกว่า วันที่ 14 เมษาให้ฉันกับโอปปะจุงฮุคไปกินหมี่สีดำด้วยกัน นั่นเลยเป็นที่มาของ วันที่ 14 ในเดือนต่อๆมา และแน่นอนฉันมีวันที่ 14 เดือนอื่นที่สำคัญกว่าเดือนนี้อยู่แล้วละ อิอิ มาดูกันเลยนะ อ่อลืมบอกว่านี่เป็นวันตามวัฒนธรรมเกาหลีนะ 14 กุมภา Valentine's day ฝ่ายหญิงให้ชอคโกแลตฝ่ายชาย 14 มีนา White day ฝ่ายชายให้ขนมหวาน แคนดี้แก่ฝ่ายหญิง 14 เมษา Black day เหล่าคนไร้คู่ล้อมวง ดื่มและกินหมี่สีดำ 14 พฤษภา Rose day วันที่เราให้ดอกกุหลาบแก่กันและกัน วันนี้เราให้ได้ทุกคนนะจ๊ะ และ 14 มิถุนา Kiss day วันนี้คงไม่ต้องอธิบายนะ คริคริ จากวันที่กล่าวมาข้างต้น คงพอจะรู้แล้วละนะ ว่าวันไหนที่น่าจะเป็นวันของฉัน ... Black day ฉันคิดถึงภาพการรวมกลุ่มของคนกลุ่มนึง สิ่งมีชีวิตไขลาน หมา ม้า แมว นอกจากนี้ยังคิดถึงเพื่อนที่ยังโสดอยู่อีกหลายๆคน ณ สถานที่แห่งนั้น Let it be ในคืนสุดท้ายที่ไม่มีอะไรนอกจากพวกเรา แล้วภาพนั้นก็เด่นชัดขึ้นอีก ภาพที่เรานั่งล้อมรอบหม้อที่ร้อนๆ มือข้างซ้ายถือจาน ข้างขวาถือตะเกียบ นั่งจ้องบะหมี่สีดำในหม้อ และเมื่อมันได้ที่ ก็ทีใครทีมันละทีนี้ ไอร้อนๆ ควันฉุยๆ กินหมี่สีดำ ดื่มน้ำดำ(โค๊ก เป๊ปซี่ เราไม่นิยมให้ดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีผลให้ขาดสติ อิอิ) พร้อมด้วยเรื่องราวซึ่งอาจจะไม่ขาวอมชมพู แต่ก็ไม่ได้ดำทะมึนเหมือนหมี่ที่เรากิน ท้ายที่สุด พวกเราคงไม่ได้จบลงที่ความเศร้า อย่างน้อยเราก็ยังมีเรา เราก็ยังมีเพื่อน เพื่อนที่จะอยู่ข้างๆเราเสมอ ไม่ว่ายามไหน เพียงเท่านี้ก็อบอุ่นใจมากพอแล้ว เพียงพอที่จะเดินไปให้สุดทางสายนี้ ทางชีวิตที่ไม่รู้จะจบลงตรงไหน วันไหน และยังไง แต่คิดถึงแค่นี้ฉันก็มีความสุขมากแล้วละ ยังไงเราก็ยังมีกันและกัน จริงมั้ยเพื่อนๆ :) "ฉันและเธอจะเดินไปด้วยกัน ไม่ว่าจะทุกข์หรือว่าจะสุขสันต์ ฉันจะมีเธอข้างกาย วันเวลาจะนานสักเพียงไหน เพื่อนฉันคนนี้นั้นไม่มีวันห่าง และไม่มีวันจากไปไหน" เพลงนี้รู้สึกว่าหลายรอบละ แต่ชอบจริงๆนะ คิดถึงเพื่อนทีไรคิดถึงเพลงนี้ทุกที :) "จะเก็บใจไว้ เก็บเพื่อรอ ขอรอ รอจนกว่า จนกว่าที่ฟ้าจะมีเวลาให้เรารักกัน เก็บคำว่ารักที่ฉันมี ไม่ให้ใครตราบนานเท่านาน ไม่เคยหยุดหวัง วันไหนสักวันจะให้กับเธอ PeaceMaker - จนกว่าฟ้าจะมีเวลา" ปล. มีเวลาไม่มากนัก ขออภัยท่านผู้อ่านทุกท่าน ที่ภาษาอาจจะไม่สวยงามนัก ทั้งยังสับสน วกวนไปมา ข้าน้อยจะพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นๆในครั้งต่อๆไปนะเจ้าค่ะ :) 1月3日 Chuc mung nam moi กับเรื่องราวรวมมิตร นานเท่าไหร่แล้วนะที่ไม่ได้เข้ามาขีดเขียนในพื้นที่เล็กๆแห่งนี้ ช่วงกลางเดือนสิบสอง
ขณะที่สนามบินบ้านเราเพิ่งเปิดใช้บริการอย่างปกติอีกครั้ง กลับมาคราวนี้ดูเหมือนจะมีหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป คริสตมาสกับบอลไทย
เวียดนาม เล่นเอาฉันหงอยไปพอควรเลยทีเดียว เช้าวันที่ 30 ธันวาชั้นเรียนสุดท้ายของปี
ขณะที่ฉันกำลังรอเข้าห้องเรียนอยู่ที่ระเบียงกับเพื่อนๆ
มองลงไปข้างล่างเห็นผู้คนจำนวนนึงวิ่งไปในทางเดียวกัน ปีใหม่มาถึงแล้ว
วันนี้มีนัดไปบ้านญาติกินเลี้ยงมื้อเที่ยง "ฉันไม่เคยคิดถาม ว่ารักฉันอยู่บ้างมั้ย รู้คำตอบในใจ แน่แท้เธอไม่แลเหลียว 10月1日 " Kitti "และแล้วฤกษ์ธรรมดา ยามว่างๆก็มาถึง
อันที่จริงก็ไม่ได้ว่างอะไรมากมาย แต่ก็อยากอัพสเปซมานาน
พอดีวันนี้เป็นวันที่ออกจะพิเศษนิ๊ดนึงเลยมีเรื่องมาเล่าสู่กันฟัง
...
วันนี้เป็นวันสุดท้ายในการเรียนของคอร์ส Elementary 1
และวันนี้ก็เป็นวันประกาศผลสอบที่ได้ทำกันไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
ฉันมิได้กังวลเรื่องผลสอบ แต่แอบรู้สึกเหงานิดๆที่จะไม่ได้เจอเพื่อนๆ
ชาวเกาหลีที่น่ารักทั้งหลายของฉัน ฉันรู้ว่าพวกเค้าจะเรียนต่อในคอร์สที่สอง
ซึ่งฉันก็สมัครเรียนไปเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ใช่ว่าเราจะได้เรียนห้องเดียวกัน
ถ้าเป็นไปได้ ฉันอยากเรียนกับพวกเค้าอีก
ตอนนี้ฉันจำชื่อเพื่อนเกาหลีได้ทั้งห้องแล้ว
หลังๆเพื่อนฝรั่งเศสกับแคนาดาหายตัวไปเลย สงสัยงานจะยุ่ง
ฉันเลยได้กลายเป็นคนต่างชาติเพียงคนเดียวในกลุ่มคนเกาหลี
เมื่อวันก่อน โก (อาจารย์ผู้หญิง) พยายามอธิบายเรื่องศัพท์คำนึงซึ่งมีหลายความหมาย
อธิบายเป็นภาษาอังกฤษอยู่นาน เพื่อนเกาหลีสองสามคนก็ยังไม่เข้าใจ
โกเลยหัดมาถามฉันว่า "Kitti hiểu không?" [Kitti เหียว คง=กิตติเข้าใจมั้ย]
ฉันก็ตอบไปว่า "Dạ hiểu." [ย่ะ เหียว=ค่ะ เข้าใจ, เข้าใจค่ะ]
แล้วโกก็พูดต่ออีกยืดยาวแปลเป็นไทยได้ประมาณว่า
"ขอโทษกิตติด้วยนะ อ.จะอธิบายเป็นภาษาเกาหลีให้เพื่อนๆฟัง"(อันนี้ยาวมากจำคำที่พูดได้ไม่แม่นอ่ะนะ)
ฉันก็ตอบไปว่า "Dạ không có gí" [ย่ะ คง ก๊อ ยี่=ค่ะ ไม่เป็นไร,ไม่เป็นไรค่ะ]
นี่ถ้าไม่มีฉันสักคน เพื่อนๆคงจะเรียนได้อย่างสบายใจกว่านี้มาก
อ.คงจะสอนเป็นภาษาเกาหลีกันเลยทีเดียว นั่นละ ด้วยเหตุนี้ฉันเลยนั่งหน้างง
ฟังอ.พูดเกาหลี พร้อมดูหน้าเพื่อนๆตั้งใจฟังกันทั้งชั้น
แล้วฉันก็ไปสะดุดกับคำเกาหลีคำนึง ฟังแล้วน่ารักดี จำง่าย
ฉันเลยจำแล้วเอามาพูดกับเพื่อนๆ ขณะที่อ.กำลังเตรียมสอนบทต่อไป
ฉันหันไปหาจุงฮุค แล้วพูด "Ju ket da" [จู เกต ตะ] ซ้ำไปมา
จุงฮุคส่งยิ้มมาให้ ฉันหันไปพูดกับยูมี เพื่อนหญิงคนเดียวในห้องของฉัน
ยูมีทำหน้าตกใจ แล้วบอกว่า "Kitti Ju ket da không phải."
[Kitti จู เกต ตะ คง ฝาย= Kitti จู เกต ตะ ไม่ ใช่, ไม่ใช่ จู เกต ตะ]
พอเห็นยูมีทำหน้าตกใจ ฉันก็หยุดพูดไปเลยทีเดียว พอดีกับที่อ.สอนต่อ
ฉันเลยสงบปากสงบคำ ไม่พูดต่ออีกเลย
แล้วพอถึงเวลาพัก ยูมีเลยเรียกฉันพร้อมกับคำอธิบายที่ว่า "Ju ket da = die"
ฉันเลยตกใจ ยูมีก็พยักหน้าหงึกๆ แล้วเราก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน
ส่วนคำที่อ.พูดสอนเพื่อนๆนั้นมันคือ "Jo ket da" [โจ เกต ตะ=น่าสนใจ]
นอกจากนี้ยูมียังแถมให้อีกคำ คือ "Jae mit ta" [จา มิต ตะ=น่าสนใจ(รายการทีวีน่าสนใจ ไรประมาณนี้)]
นึกๆแล้วก็ตลกตัวเอง ฉันพูดว่า ตายๆๆ แล้วยิ้มหน้าบานให้เพื่อนๆ
ภาษาและการสื่อสาร บางคราวก็นำเรื่องราวน่าปวดหัวมาให้
แต่บางคราวก็นำรอยยิ้มมาแต้มบนใบหน้าได้เหมือนกันนะ
อ่อ ลืมบอกไปว่า เป็นครั้งแรกกับชื่อใหม่ของฉันในคลาสนี้
ที่นี่เค้าจะเอานามสกุลขึ้นก่อนชื่อ แล้วตามด้วยชื่อ
ปรากฎว่า นามสกุลของฉันยาวไป ในใบรายชื่อ เลยมีแต่ Kittiworawuthi P.
วันแรกๆอ.ก็เรียกเต็ม นานๆไปก็เหลือแต่ Kitti
เพื่อนๆถามว่าชื่อไรฉันก็มักจะบอกว่านิ่ม แต่ไปๆมาๆก็เรียกตามอ.กันจนหมด
ที่สำคัญเค้าไม่ได้ออกเสียงว่า กิตติ ตามที่ควรจะเป็น
อาจจะออกเสียงได้ยากหรืออะไรประมาณนั้น เพื่อนๆเลยพากันเรียกฉันว่า คิตตี้ๆ
ตายแล้วฉัน กลายเป็นแมวไม่มีปาก หน้าตาบ๋องแบ๋วไปตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย
คิดแล้วก็ตลกดี อิอิ
รู้สึกว่าวันนี้จะมีแต่เรื่องในคลาสเรียนนะเนี่ย ไหนๆก็มีเรื่องแต่เรื่องในชั่นเรียนละ
ถือโอกาสสอนภาษาเวียดนามเพื่อนๆ กันเลยดีกว่า
ใครอยากเรียนบ้าง ยกมือขึ้น ป่อยยยยย ไม่มีใครยกเลย
ชิชะ คิดเหรอว่าจะแคร์ อยากสอนอ่ะ จะสอน มีไรป่ะ อิอิ
วันนี้เอาเบสิคสุดๆไปก่อนละกันนะ นั่นคือการทักทาย
"Xin chào ..." [ซิน จ่าว = ขอ สวัสดี]ที่จุดๆไว้ คือ คำที่ใช้นำหน้าชื่อบวกด้วยชื่อ
คำนำหน้าชื่อ ในที่นี่ คือ พี่ ป้า น้า อา ลุง
ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นพี่ผู้ชายชื่อเก้า(ขอพรีเซ้นต์ น้องเก้าเค้าโตเป็นหนุ่มแล้วนะ หล่อมากกกกกกด้วยละ อิอิ)
ก็จะพูดว่า "Xin chào anh Kao." [ซิน จ่าว อัน เก้า = ขอ สวัสดี พี่ เก้า]
ซึ่งโดยปกติ แค่ "Chào" เฉยๆก็ได้แล้วละ แต่ถ้าอยากให้สุภาพมากก็ซินจ่าว
ที่นี่เค้าจะเรียกพี่ผู้หญิงกับผู้ชายต่างกัน โดย "Anh" [อัน = พี่ชาย]
"Chị" [จิ = พี่สาว] "Em" [แอม=น้องสาวหรือน้องชายก็ได้ ใช้แทนตัวเองในกรณีอายุน้อยกว่า]
วันนี้พอเท่านี้ก่อนละกันนะ โดนไล่ไปนอนแล้วละ
แถมๆให้อีกคำละกัน "Hẹn gặp lại." [แฮ่น กับ หล๋าย=ไว้พบกันใหม่]
ไว้โอกาสหน้าฟ้าใหม่จะมาสอนอีกน้าา
...
มีรูปมาฝากด้วย เป็นรูปถ่ายจากมือถือ ตอนอยู่ที่ทำงาน
อาจจะไม่ค่อยชัดนัก ก็นะ เอาไว้เอารูปอื่นๆมาให้ดูกันจริงจัง
อันนี้เล่นๆไปก่อน อิอิ
ภาพแรกนั่งหน้าเครื่องสวิชภาพจากแต่ละกล้อง ส่วนอีกภาพก็นะในสตูดิโอข่าว อิอิ
น่าสนุกมั้ยละ... จะบอกว่าช่วงนี้แอบคิดถึงคนที่บ้าน และทุกๆคนที่เมืองไทย
เพราะศิษย์พี่ที่ไปเกาะติดอยู่ทุกวันครบกำหนดกลับไทย และจะทยอยกลับไทยกันแล้ว
ถึงแม้จะกลับแล้วมาใหม่ก็ตามแต่ก็อดเกิดอาการอยากกลับบ้างไม่ได้
แต่ก็นะ สู้ๆสู้ตาย ความคิดถึงคนไม่ทำร้ายเราจนตายได้ ฮ่าๆๆ
ไว้จะกลับไปหาเมื่อเวลาและโอกาสมาถึงนะทุกๆคน :)
" I’m just too far from where you are
I wanna come home..... Oh, I miss you, you know Michael Buble - Home"
9月10日 "สิบ เก้า แปด ...น้ำตาลูกผู้ชาย"เป็นอีกครั้งที่ความสวยของตัวเลขมาดึงเอาความธรรมดาของวันนี้ให้ดูพิเศษขึ้น
(มันสวยตรงไหนเหรอ ไอ้เลขที่บอกมาเนี่ย หลายๆคนคงคิดในใจ อิอิ)
เมื่อครั้งที่วันเดือนปีแปดเวียนมาถึงก็ไล่โทรหาใครต่อใคร
ด้วยว่าอีกพันปีกว่าจะเวียนมาถึง ลองมาคิดๆดู แต่ละวันที่ผ่านไปก็พันปีทั้งนั้นละ
บ้าเห่อไปเองคนเดียวตลอด อิอิ
และสำหรับวันนี้ก็อาจจะเป็นวันธรรมดาๆ
แต่ก็นะ เลขสวยเลยอยากอัพสเปซสักนิด คริคริ
เรื่องเล่าเรื่องราวก็ไม่ได้มีอะไรมาก เอาที่เด็ดๆนิดๆหน่อยๆละกันเนอะ
พรุ่งนี้มีเรียนแล้วก็ทำงาน นอนดึกไม่ได้ คิดเยอะ เขียนเยอะไม่ดี เดี๋ยวไปหลับในห้อง ฮ่าๆๆ
...
เมื่อวานเป็นวันที่ฉันมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ครบหนึ่งเดือนพอดี
อาจจะเป็นฤกษ์ดี หรือความคิดถึงวันนี้เมื่อเดือนที่แล้วทำให้ฉันอยู่ไม่สุข
หลังจากดูการเช็คโปรแกรมสโลโมชั่นที่ห้องตัดต่อกับพี่สาเสร็จ
ก็ลงมาหาพี่แป๊ะที่สตูดิโอข่าว ซึ่งพี่ๆตากล้องซ้อมกันอยู่
ฉันก็นั่งดู และซ้อมเป็นพิธีกรให้พี่ๆ นั่งเล่นหน้ากล้องอยู่นาน
จนพี่ๆ เริ่มเหนื่อยและเมื่อย ชวนกันไปพักหน้าห้องเพื่อทำลายสุขภาพ
ฉันเลยได้ที เห็นกล้องถ่ายทำว่างอยู่ก็นะ
"พี่แป๊ะ สอนหนูหน่อย" พี่แป๊ะตอบทันควัน "เอาดิ"
แล้วพี่แป๊ะก็มาสอนการใช้กล้องคร่าวๆ ซูม ปรับความสว่าง ปรับโฟกัส
ทั้งในฉากและกลางอากาศ เมื่อปรับเล่นโดยมีขาไปสักพัก
พี่แป๊ะก็ถาม "ลองแบกกล้องเดินถ่ายดูมั้ย" "เอาค่า" ฉันตอบอย่างเร็ว
แล้วฉันก็แบกกล้องเดินถ่าย ลุกๆ นั่งๆ พี่แป๊ะก็ใจดี สอนให้
พร้อมเป็นแบบให้ฉันโฟกัส ลองให้ฉันทำนู่นทำนี่ดู
อันฮวน หัวหน้าฝ่ายโปรดักชั่นเข้ามาดู แอบแซวฉันด้วยละ
"camera woman" ปกติจะมีแต่ camera man อ่ะนะ
ฉันก็เล่นกล้องไปสักพักใหญ่ๆ พอพี่ๆเค้าเข้ามาก็มาซ้อมกันต่อ ฉันก็ไปนั่งเป็นพิธีกรอีกรอบ
สนุกชะมัดเลย แต่ก็นะไม่ง่ายเลยจริงๆ รู้สึกว่าอยากจะมือใหญ่กว่านี้จัง
ฮ่าๆๆ จะได้ปรับโฟกัสอะไรถนัดๆ กว่านี้หน่อย แบบว่านิ้วไม่ถึง คริคริ
ซ้อมพิธีกรเสร็จก็ช่วยพี่ๆ ขนกล้องมาเก็บที่ห้อง แล้วก็แยกย้าย
กลับบ้านเรา (ถึงแม้จะไม่มี) รักรออยู่ อิอิ
...
วันนี้ฉันก็ไปวุ่นวายคนอื่นเค้าไปทั่วตามเคย
ไปดูห้องออกอากาศ ได้เจอการ์ตูนที่คุ้นตา จำได้ว่ามีใครคนนึงบอกจะให้ยืม
น่าจะใช่นะ เรื่องนั้น ถ้าไม่ใช่คงต้องส่งข่าวไปบอก
แอบดูอยู่ในห้องถ่ายทอด จำชื่อไม่ได้ อะไร ไม ไม สักอย่าง
อยากจะบอกว่าน่ารักมากกกกกกกกกกก
อยากเอากลับมาดูที่บ้านจังเลย ชอบชะมัด อิอิ
นั่นละ ชอบมากขนาดไหนก็ต้องไม่ให้ออกนอกหน้า ฟอร์มจัด ทำเหมือนว่าเรามาทำงาน
ตรวจสอบความเรียบร้อยในภาพเสียง ไตเติ้ลด้านล่าง ไรแบบนี้
แต่จริงๆแล้ว ตั้งอกตั้งใจดูการ์ตูน แหะๆ บ้าบอมั้ยละ
ออกจากห้องนั้นก็มานั่งประจำห้องกับพี่สา แล้วสักพักพี่ผู้ชายคนไทยอีกคนก็เข้ามา
ขอเรียกว่าพี่รักเดียวละกันนะ(ขอสงวนนามจริง คริคริ)
ด้วยประโยคบางประโยค ก่อให้เกิดคำถามบางคำถาม
แล้วเรื่องราวจึงดำเนินต่อไป ดังนี้
พี่รักเดียวเล่าเรื่องราวในรักครั้งสำคัญให้พี่สาฟัง โดยมีฉันนั่งหูผึ่งฟังอยู่ด้วย
เป็นอีกครั้งที่ฉันได้ฟังเรื่องราวของผู้ชายอกหัก
พี่รักเดียวอายุสามสิบปลายๆ กับสาวคนนั้นยี่สิบต้นๆ
ทั้งสองมีงานแต่งงานเป็นหน้าเป็นตา ได้ข่าวจากพี่สาว่าการ์ดแต่งงานสวยมาก
พี่รักเดียวมีเพื่อนๆในวงการ ช่างภาพ ช่างนู่นช่างนี่
แน่นอนทุกคนมาช่วยงาน เลยได้ภาพและอะไรที่สวยและน่าประทับใจสุดๆ
ดุท่าทางพี่รักเดียวจะปลื้มกับงานและรู้สึกซึ้งในน้ำใจเพื่อนๆขณะที่เล่าให้ฟัง
แต่แล้วด้วยเหตุผลบางประการก็ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ยืนยาว
ซึ่งเหมือนกับว่ามันจะผ่านมาได้ไม่นานนี่เอง
ตอนแรกพี่รักเดียวก็เล่าสบายๆ เรื่อยๆ มีขำๆบ้าง
สักพักก็บอกว่า "เดี๋ยวไปละ ไปหาเพื่อนก่อน เล่าเรื่องนี้ทีไร
น้ำตาจะไหลทุกที" ตอนแรกฉันคิดว่าพี่เค้าพูดเล่น ที่ไหนได้ หันไปอีกที
ตาแดงๆ เอามือป้ายน้ำตา ฉันกับพี่สารีบเข้าไปดู
พี่รักเดียวบอก "ไม่เป็นไรๆ ขอบใจมาก พี่ไปละนะ"
แล้วพี่รักเดียวก็เดินออกไป
ทุกคนคงจะแปลกใจทำไมฉันเรียกพี่เค้าว่ารักเดียว
ก็นะ พี่เค้าบอกว่า พี่เค้ารักใครรักจริง คบใครทีละคน รักเดียวใจเดียว
ฉันก็เลยใช้ชื่อนี้แทนชื่อพี่เค้า อิอิ
วันนี้จบลงที่ได้เห็นน้ำตาลูกผู้ชายอายุสามสิบปลายๆ
บางครั้งเรื่องบางเรื่องก็ทำให้น้ำตาร่วงได้ไม่ยากเลยจริงๆ
ยังไงก็ขออยู่เป็นเพื่อนทุกๆคนในทุกๆยามนะจ๊ะ
คิดถึงไม่แพ้ คิดถึงไม่ชนะ คิดถึงเสมอ :)
(เลียนแบบผู้ชายบ้านนอก ฮ่าๆๆ)
"ขอบฟ้าที่เรานั่งมองคราวนั้นยังมีความหมาย
ต้นไม้ลำธารยิ่งมองยิ่งคิดถึงเธอมากมาย
ชีวิตที่มันขาดเธอวันนี้ยังเดินต่อไป
แค่ได้คิดถึงก็เป็นสุขใจ
ญารินดา - แค่ได้คิดถึง"
9月7日 เที่ยว(ตอน)กลางคืนอ่ะ อ่ะ อย่าเพิ่งตกใจกับชื่อบล็อกนี้นะคะท่านผู้อ่าน
มันก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั่งซ้อนมอไซด์แว้นไปทั่วเมืองในยามวิกาลหรอกนะ
อืม แต่ว่าไปมันก็พอมีเรื่องราวให้ได้เขียนเล่าอยู่บ้าง
มิเช่นนั้นคงไม่นำมาเล่าสู่กันฟัง อิอิ
...
เริ่มกันที่เรื่องขำๆเมื่อคืนวันศุกร์สองอาทิตย์ที่ผ่านมาละกันเนอะ
วันนั้นอันยางแวะมาเล่นที่บ้าน ขณะที่นั่งดูทีวีกับแบ๋นา อันยาง อันมิน และลองอยู่นั้น
ลองก็หันมาบอกฉันว่า นิ่ม อันยางถามไปเที่ยวมั้ย ฉันตอบไปโดยไม่ต้องคิด ไปค่ะ
แล้วอันมินซึ่งนั่งอยู่อีกฝั่งก็ขยับมาใกล้ฉันกับแบ๋นา พร้อมถามว่า วันนี้อ่านหนังสือรึยัง
ฉันก็บอกไปตามตรง ยังแต่พรุ่งนี้วันหยุดน้า อันมินก็ยิ้มบอก ไปอ่านหนังสือได้แล้ว ไรประมาณนั้น
ฉันก็หน้ามึน ยิ้มหวานให้แล้วส่ายหน้า อันมินคงหมดคำจะพูดได้แต่ยิ้มตอบ
วันนั้นฉันไม่ได้ไปกับอันยาง เพราะป้าบอกว่าช่วงนี้รถบรรทุกออกมาเยอะ
ถ้าไปตอนทุ่มนึงกลับมาสามสี่ทุ่ม ก็โอเค แต่ตอนที่ขอประมาณสองทุ่มกว่าๆ
รถกำลังเยอะ ป้าเลยบอกไว้ไปพรุ่งนี้
เช้าวันเสาร์ เช่นเคย แบ๋เฟืองมารับพาไปซื้อเสื้อกับกางเกงเพิ่ม
เอาไว้ใส่ทำงานอ่ะนะ ซื้อเสร็จก็ไปเล่นที่บ้านแบ๋เฟือง
แล้วเย็นๆแบ๋เฟืองก็มาส่ง นี่ถ้าไม่มีแบ๋เฟืองเหงาน่าดูเลยนะเนี่ย อิอิ
ค่ำๆ อันยางก็กลับจากทำงานเอาของมาเก็บ
แล้วแวะไปทำธุระเดี๋ยวกลับมารับฉันไปเที่ยว
ฉันเดินไปเปิดประตู แล้วอันมินก็เดินมาบอกว่า วันนี้มืดแล้ว
ไปเที่ยวไม่ดีหรอก ไว้วันหลังอันมินจะพาไป
น่าน ออกแนวหวงน้องสาวมากๆ อย่างว่า น้องน่ารักก็งี้ละ คริคริ
แต่สรุปแล้วอันยางก็พาฉันไปจนได้ ก็ป้าให้ไปนี่น่า ฮ่าๆๆ
อันยางพาไปกินไอติมร้านขึ้นชื่อซึ่งฉันเคยไปเมื่อประมาณ 7-8 ปีที่แล้ว
ฉันไม่ได้คุยอะไรกับอันยางมากนัก อันยางพูดอังกฤษได้ไม่มาก เลยคุยไม่ค่อยรู้เรื่อง
ฉันเลยได้แต่นั่งเงียบๆ คุยบ้าง อังกฤษนิด เวียดนามหน่อย
แต่วันนั้นก็ทำให้ฉันรู้ว่า หนุ่มสาวโฮจิมินต์เค้าไปจู๋จี้กันทีไหน ฮ่าๆๆ
จะบอกว่าสะพานข้ามแม่น้ำไซง่อนนะ เป็นคู่ๆ เรียงกันไปสองข้างทางเลย
คิดได้ในบัดนั้น ถ้าหนุ่มไหนพาสาวมาที่สะพานนี้ยามค่ำคืน
แสดงว่าคนคู่นั้นเป็นมากกว่าเพื่อนแน่นอน อิอิ
...
ช่วงสัปดาห์ที่เพิ่งผ่านไป อันยางมาอยู่ที่บ้านในช่วงที่อันมินไม่อยู่
วันจันทร์หลังเลิกงานอันยางเลยมารับพาไปกินข้าว แล้วก็ไปดูหนัง (วันอังคารหยุดงานอ่ะนะ วันชาติ)
โรงหนังเล็กมากเลยละ นี่ขนาดโรงหนังในห้างอันดับหนึ่งของที่นี่นะเนี่ย
วันนั้นไปดู MAMA MIA สนุกดี ชอบๆ ถึงแม้จะรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็ตาม
ก็แหม่ ภาษาอังกฤษฉันไม่ได้เก่งอะไรมากมาย ซับไตเติ้ลเวียดนามก็อย่างไปพูดถึง
สรุปแล้วก็สนุกดี ดูหนังเสร็จก็กลับบ้าน
แล้ววันพุธก็ได้ไปนั่งกินกาแฟกับเพื่อนๆของอันยาง
เพื่อนอันยางเค้ามาแจกการ์ดแต่งงานอ่ะนะ
ฉันเลยได้ถามว่าเมื่อไหร่อันยางจะแต่ง อันยางก็บอกไม่รู้ ยังไม่มีตังค์
แต่งงานที่นี่คงต้องมีเงินไปขอลูกสาวเค้า พร้อมค่าจัดงานอ่ะนะ
ฉันเคยได้คุยกับแฟนอันยาง เสียงน่ารักดีละ ตอนที่คุยกับฉันเดาว่าต้องยิ้มตลอดแง๋ๆ
ได้ยินเสียงเหมือน หัวเราะ ยิ้มๆ ขำๆ คงฟังฉันพูดเวียดนามไม่รู้เรื่องละมั้ง ฮ่าๆๆ
ฉันก็นั่งดูอันยางคุยกับเพื่อนสามคน พร้อมดูทีวีไปด้วย สักพักมีพี่อีกคนเข้ามา
และแล้วเรื่องมันก็เริ่มต้นขึ้น พี่เค้ามานั่งได้ไม่นานนัก
ก็หยิบบุหรี่ออกมาหนึ่งมวนพร้อมกับจุดและสูบ ฉันซึ่งตอนแรกนั่งอยู่นิ่งๆ
ก็เริ่มหันซ้ายหันขวา หันไปหาป้ายห้ามสูบบุหรี่ ทำไมในห้องแอร์เล็กๆแบบนี้ถึงไม่มีป้ายห้ามสูบนะ
ฉันพยายามอดทน แต่แล้วพี่เค้าก็ส่งบุหรี่ข้ามมาให้อันยาง
ม่ายจริงงงงงงง แค่นี้ฉันก็หายใจไม่ออกแล้ววววนะ
แต่แล้วมันก็จริง ฉันรู้สึกได้ว่าเริ่มตาลาย หายใจได้น้อยมาก พยายามทำเนียน
ดูหนังแล้วประมาณว่าเอามือมาปิดจมูกปิดปาก ตกใจกลัวไรแบบนั้น
มันช่วยได้ไม่มากนัก แต่ก็ยังดีกว่า อยากจะออกไปรอข้างนอกก็กลัวจะน่าเกลียด
เลยต้องนั่งอดทนต่อไป สักพักอันยางก็พากลับบ้าน โอ้ สวรรค์โปรด
จำได้ว่าเคยนั่งร่วมวงกับใครหลายๆคนที่สูบบุหรี่ แต่มันก็ไม่เป็นเช่นนี้
คงเพราะห้องมันเล็กมั้ง อากาศไม่ถ่ายเทเอามากๆมั้ง
กลับมาถึงบ้านอย่างปลอดภัยดีใจจริงๆ กลัวจะหลับในตกรถไปกลางทางอ่ะนะ แหะๆ
หลังจากไปกับอันยางมาสองสามครั้ง ทำให้รู้สึกว่าอันยางเหมือนมีหน้าที่พาฉันไปท่องเที่ยวตอนกลางคืน
ในขณะที่อันมินและแบ๋เฟืองคอยพาฉันไปนู่นมานี่ในตอนกลางวัน นึกแล้วก็ตลกดี
อันยางเป็นคนน่ารัก รักสัตว์ รักเด็ก ขำๆ ออกแนวลูกทุ่งๆ
ต่างกับอันมินที่จะนิ่งๆ คลาสสิคๆ ป้าฉันบอกมาอ่ะนะ ฉันดูๆแล้วก็ท่าจะจริง
หลังจากนั้นอันมินก็กลับมา อันยางก็กลับไปอยู่บ้านพักใกล้ๆที่ทำงานเหมือนเดิม
เมื่อวาน เป็นวันเสาร์ ปกติจะได้เจอแบ๋เฟือง แต่เสาร์นี้ไม่ได้เจอ
เพราะแบ๋เฟืองเปิดเทอมแล้ว เรียนวันเสาร์ด้วย
วันนี้อันมินมารับฉันที่ทำงานแล้วก็กลับบ้านเลย
ฉันขอให้อันมินแวะซื้อ Head-phone ก่อน อันมินก็บอกว่า ไว้เดี๋ยวตอนเย็นพาไปซื้อ
ฉันละงง ว่าทำไมไม่แวะซื้อไปเลยจะได้ไม่ต้องออกมา
อันมินก็บอกว่า ป้าคงรอ ฉันก็โอเคๆ
ค่ำเมื่อวานฉันเลยได้ออกไปเที่ยวชมเมืองกับอันมิน
อันที่จริงฉันไม่อยากไปเลย อยากอยู่บ้านกับป้ามากกว่า
เพราะวันนี้น้องๆไปงานวันเกิดเพื่อน น้าแขกกับโกงาไปเยี่ยมยายที่ป่วย ลองก็ไปเที่ยวกับเพื่อน
สรุปแล้วป้าอยู่กับพี่เลี้ยงอีกคนเท่านั้น แต่ป้าก็บอกให้ไปกับอันมิน
ไปซื้อของซะ อันมินจะพาไปกินกาแฟด้วย ฉันก็ค่ะๆ ไปก็ได้ค่ะ
ป้าคงกลัวฉันเหงาอยู่บ้านทั้งๆที่เค้าไปเที่ยวกันหมดละมั้ง
อันมินพาไปซื้อของก่อน เพราะกลัวร้านจะปิด จากนั้นก็พาไปชมดาวทาวน์
แหล่งที่พักและท่องเที่ยวของพวกฝรั่ง ร้านขายของที่ระลึก อันมินพูดอังกฤษคล่องขึ้น
กว่าตอนที่ฉันมาใหม่ๆ เลยทำให้ฉันได้รู้อะไรเกี่ยวกับเมืองนี้มากขึ้น
แต่ก็ยังไม่วายมีศัพท์ที่แปลกๆมาให้เดาอยู่เสมอๆหรอกนะ อิอิ
หลังจากพาวนรอบเมือง แล้วก็ถามฉันว่าอยากทำอะไร ชอบอะไรมากที่สุด
ไอ้ที่ฉันชอบก็หาได้สามารถทำได้สักอย่างในเวลานั้น
ฉันเลยถามว่า แล้วอันมินชอบอะไร อันก็บอกว่า กินกาแฟแล้วก็ฟังเพลง โอเคมั้ย
ฉันก็โอเคก็ได้ ฉันคิดว่าอันมินคงพาฉันไปร้านเหมือนอันยาง ไม่ก็เหมือนยีฮังพาไปละมั้งนะ
สักพักก็ไปจอดรถหน้าร้านอาหารและบาร์ไรสักอย่าง ดูท่าก็บรรยากาศดี
แต่เอ๊ะทำไม จอดแล้วตั้งท่าจะข้ามไปอีกฝั่ง แล้วก็ข้ามจริงๆ
อ้าวนั่นมัน Sheraton โรงแรมห้าดาวหนึ่งในสามที่ใหญ่ที่สุดของโฮจิมินต์นี่น่า
อันมินเดินเข้าไปอย่างคุ้นเคย พาฉันขึ้นไปชั้น 23 ชั้นบนสุดนั่นละ
พร้อมนั่งริมกระจกใส รับลมเย็นๆ จากข้างนอก
นึกถึงที่แม่นางหอยขมเล่าให้ฟังตอนฉลองครบรอบที่คบกับเจ๊
ก็ไปนั่งดินเนอร์ใต้แสงเทียนในโรงแรมหรูๆ แหม่โรแมนติกสุดๆ
ตอนนั้นฉันก็ได้แต่คิดว่า ชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้ไปกับหนุ่มไหนหรอก
แต่แล้วก็ได้มากับอันมิน ได้ข่าวว่ามากับพี่ชายเหอะ อันมินบอกว่ามากับลูกค้าบ่อยๆ อันมินชอบที่นี่
วิวสวย มีอยู่สองสามที่ที่สามารถเห็นวิวอย่างนี้ได้
อ่อ ลืมบอกว่าบริกรเค้ามารับออเดอร์ฉันเป็นภาษาอังกฤษละ ไม่อยากจะบอกว่า
ก็งี้ละนะ หน้าตาอินเตอร์ ฮ่าๆๆ
ฉันก็นั่งคุยกับอันมินไปเรื่อยเปื่อย ส่วนใหญ่ฉันก็มักจะแซวเรื่องแฟนอันมิน
อยากให้พี่เค้าแต่งงานเร็วๆ จะได้มีน้องให้ฉันอุ้ม ฮ่าๆๆ เหตุผลสุดยอดมั้ยละ
นั่งคุยไปก็แบบว่าบรรยากาศดีมากๆ สุดยอดอ่ะ วิวสวยๆ เพลงเพราะๆ
ฉันก็แฮปปี้อยู่หรอกนะ แต่ดูเหมือนจะเทียบไม่ได้เลยกับมื้อค่ำวันนั้น
ริมถนนสายหนึ่งหูข้างขวารับฟังเสียงรถวิ่งสวนทางกันไปมา
ในขณะที่หูข้างซ้ายได้ยินเสียงกะทะกระทบตะหลิวพร้อมรายการสั่งอาหาร
แทรกด้วยเสียงของใครอีกคนเป็นระยะๆ
ใช่แล้วละที่เค้าว่า บางทีมันก็ไม่สำคัญว่าเราอยู่ที่ไหน
มันสำคัญที่ว่าเราอยู่กับใครมากกว่า
เมื่อกาแฟแก้วนั้นหมดลง ฉันกับอันมินก็ได้เวลาจากมา
สังเกตคนหลายๆคนที่มามักจะทานแค่กาแฟแล้วก็จากไป ก็มันเป็นบาร์เครื่องดื่มอ่ะนะ อิอิ
วันนี้คงต้องขอบคุณอันมิน ได้ข่าวว่ากาแฟสองแก้ว ถั่วเคี้ยวเล่น กับน้ำอีกขวดราคาสองแสนกว่าดง
คืนเมื่อวานจบลงที่การนอนไม่หลับ กาแฟแก้วนั้นทำพิษ ไม่น่าเลยเรา
ฉันเลยต้องมานั่งคิด และก็นอนคิดถึงวันเวลาแสนสุข บ้างเศร้า เคล้าด้วยความเหงาที่ผ่านๆมา
คิดถึงเพื่อนๆ ทั้งเก่าและใหม่ และใครต่อใครอีกหลายๆคน
ได้แต่หวังว่าทุกคนคงสบายดี คิดถึงจังจากใจเลย :)
"หวังว่าเธอคงสุขดี อยู่ตรงนั้นเจอสิ่งดีๆ
ฉันคงมีเพลงสิ่งเดียวทุกวัน มีแต่คิดถึง มีแต่คิดถึง...
ป๋าเบิร์ด ธงไชย - มีแต่คิดถึง"
8月31日 "เด็กดูงาน"กลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้อง(อืม ใครเรียกร้องเหรอ!!! อิอิ)
กลับมาคราวนี้มีเรื่องราวใหม่ๆมาอัพเดรตเพียบเลยครับพี่น้อง
เริ่มกันเลยดีกว่าเนอะ มัวพูดพล่ามทำเพลงเดี๋ยวจะเกินหนึ่งบล็อก
ให้ต้องมาวุ่นวายตัดนู่นตัดนี่ เสียอรรถรส(เขียนถูกมั้ยเนี่ย)หมด อิอิ
...
สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นสัปดาห์แห่งการเรียนรู้
ที่มอเพิ่งมีสัปดาห์วิทยาศาสตร์ไป คงได้อิทธิพลมาอ่ะนะ
เริ่มด้วยเมื่อประมาณวันศุกรหรือวันเสาร์ก่อนหน้านี้
ป้าอ้อยมีธุระไปคุยกับน้าเตียน แล้วน้าเตียนเลยได้รู้ว่า
ตอนนี้ฉันมาอยู่ที่นี่ เรียนภาษาแล้วก็ว่างๆ
น้าเตียนเลยชวนไปทำงานที่นั่น (ฉันว่าป้าคงฝากๆฉันด้วยละ
แต่ป้าบอกไว้เรียนได้สี่เดือนค่อยไป แต่น้าเตียนบอกไปเลยอ่ะนะ)
น้าเค้าบอกว่า "มาดูว่าเค้าทำกันยังไง อะไรบ้าง และที่นี่ก็มีคนไทยอยู่สิบกว่าคน จะได้มีเพื่อน อยู่บ้านก็เหงาเปล่าๆ นะมาทำงานกับน้า"
ฉันก็เลยค่ะๆ ได้ค่ะ อืมม ได้ข่าวว่าจบวิดยาชีวะ
จะไปทำงานเกี่ยวกับวงการละคร เกมส์โชว์ ภาพยนตร์
แล้วจะเอาอะไรไปทำงานนอกจากตัวกับหัวใจเนี่ยยยย อิอิ
...
และแล้ววันจันทร์ก็มาถึง วันแรกของการไปทำงาน
อันมินพี่ชายที่แสนดี ก็ทำหน้าที่ไปส่งฉันที่บริษัทในตอนบ่าย
เจอน้าเตียนคราวนี้ น้าเตียนลุกจากเก้าอี้เดินมากอดฉันเลย รู้สึกอบอุ่น อิอิ
น้าเตียนดูไม่เปลี่ยนไปเลย ยังใจดีและน่ารักเหมือนเดิม
น้าเตียนสบายดีแต่ยุ่งมากๆ ฉันนั่งรอน้าเตียนคุยธุระกับคนนั้นคนนี้โดยมีอันมินเป็นเพื่อน
พอคุยธุระเสร็จก็หันมาคุยกับฉันสักนิด แล้วก็คุยกับอันมินอีกสักหน่อย
ก่อนที่จะพาฉันลุกเดินไปอีกห้อง แนะนำให้รู้จักกับโกบิ่น
สาวมั่นวัยกลางคนที่สวย ดูดี และน่ารัก
น้าเตียนคงพูดฝากฝังฉันไว้กับโกบิ่นก่อนจะบอกฉันว่า "นะอยู่กับโกบิ่น
เดี๋ยวเค้าจะพาไปดูนู่นดูนี่นะ จะได้รู้เยอะๆ นะ" ฉันก็ตอบไป "ค่ะๆ ขอบคุณมากนะคะ"
ก่อนจะกลับมาหาโกบิ่น โกบิ่นพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้
ภาษาไทยได้แต่ประโยคที่มีคนสอนไว้ นอกนั้นภาษาเวียดนาม
วันนี้จบลงสบายๆ นั่งดูโกบิ่นสั่งงาน รับโทรศัพท์ ยิ้มหวานส่งมาให้
หกโมงเย็นหน่อยๆ อันมินก็มารับกลับ
แต่ก่อนกลับบ้านฉันได้เจอพี่ๆคนไทยยกเซ็ต ดีใจมากมายเลยทีเดียว
พี่ๆทั้งหมดขนกันมาจากกันตนา บ้างเพิ่งมา บ้างมาได้หลายวัน หรือหลายอาทิตย์แล้ว
พี่ๆกำลังจะไปกินข้าว ไม่นานนักก็ไปกันหมด เหลือพี่ตั๊มยืมรอรถและคุยเป็นเพื่อนฉัน
พี่ตั๊มคงจะสี่สิบอัพแล้ว น่าจะเป็นตากล้องมือฉมังเลยทีเดียว
เพราะเท่าที่ถามมานี่คือมาดูลายกล้องของแต่ละรายการที่จะอัดใหม่ อะไรประมาณนั้น
หวังว่าฉันคงมีโอกาสได้ไปดูพี่ๆเค้าทำงานกันนะ อิอิ
...
วันอังคารฉันก็ไปอยู่กับโกบิ่นเช่นเดิม วันนี้โกบิ่นมีคนมาหาเยอะแยะ
นั่งคุยนั่งกินข้าวด้วยกัน วันนี้ฉันเรียนเสร็จก็มาทำงานเลย
เลยได้กินข้าวกล่องที่นี่ กับโกบิ่นและพี่ๆ นั่งฟังเค้าคุยกันอีกละ
เริ่มรู้สึกเบื่อ โกบิ่นก็ไม่รู้จะให้ฉันทำอะไร เพราะฉันพูดเวียดนามไม่ได้
(ฉันพูดได้นิดหน่อยอ่ะนะ แต่ไปถึงนั่นฉันพูดแต่อังกฤษ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ฮ่าๆๆ)
พอกินข้าวเสร็จ พี่สาวทั้งหลายก็ออกไป
โกบิ่นถึงบอกกับฉันว่า พี่คนเมื่อกี้เค้าเป็นพิธีกรที่ดังมากเลย
อ่ะนะ ไม่เคยจะรู้เรื่องอะไรกับเค้าเล้ยยย ฉันเนี่ยย อิอิ
แล้วสักพักก็มีพี่อีกคนเข้ามา สาวมั่นเหมือนกัน
พี่เค้าชื่อ เวิ่ง ฉันเรียกพี่เค้าว่า จิเวิ่ง (ชื่อเวียดนามอ่ะนะ เขียนไม่ค่อยถูกอ่ะ)
พี่คนนี้ค่อยยังชั่วพูดอังกฤษเก่ง เข้าใจง่าย
พี่เค้าก็ follow me follow me แล้วก็พาลงมาชั้นหนึ่ง
มาฝากไว้กับพี่อีกคน แล้วพี่เค้าก็พาขึ้นรถขนของพาไปสตูดิโอ
ว้าว ความตื่นเต้นเริ่มเพิ่มขึ้นทันที พอไปถึงก็นะ
พี่เค้าพาไปไหว้ผู้อำนวยการสร้างหรืออะไรสักอย่างนี่ละ
ก่อนที่ฉันจะปลีกตัวไปไหว้พี่ๆคนไทย แล้วก็เกาะติดสถานการณ์สร้างฉาก เซตแสง เซตกล้อง
แล้วพี่ๆคนไทอีกกลุ่มก็มา ในกลุ่มนั้นมีพี่สาวใจดี ชื่อ พี่สา
ฉันเลยติดพี่เค้าแจ พี่เค้าเป็นช่างเทคนิคเลยพาฉันไปดูรถโอบี
ที่ใช้ควบคุมการถ่ายทำ ดูกล้อง จัดสาย พร้อมอธิบายนู่นนี่
ซึ่งฉันรู้เรื่องบ้าง งงบ้าง เพราะศัพท์เทคนิคเยอะมาก
ฉันได้ดูการถ่ายทำรายการจนเสร็จ ก่อนที่จะติดรถจิเวิ่งกลับมาที่บริษัท
เพราะลืมหมวกกับกระเป๋าไว้ที่ห้องจิบิ่น วันนี้เลิกงานตอนทุ่มครึ่ง
เหนื่อยกว่าเมื่อวานแต่ก็สนุกมากมายเลยทีเดียวละ
...
วันพุธ เริ่มต้นการทำงานได้ดี เนื่องจากมาถึงก็เจอโกบิ่นกับจิเวิ่งหน้าบริษัท
จิเวิ่งกำลังจะไปที่ไหนสักแห่ง เลยชวนฉันไปด้วย ฉันถามโกบิ่นว่าไปได้มั้ย โกบิ่นพยักหน้า
ฉันก็เลยขึ้นรถไป จิเวิ่งบอกว่าเดี๋ยวแวะเอาของไปส่งที่สตูดิโอ แล้วก็ไปติดต่อโรงแรม
เรื่องงานอีเว้นท์เปิดตัวช่องใหม่ของน้าเตียน
ฉันไปถึงสตูดิโอเมื่อวาน ฉันเจอน้าเตียนด้วย น้าเตียนบอกเหมือนเดิมเลย
"ตามพี่เค้าไป จะได้รู้นะ" ฉันก็ "ค่ะๆ" ตามเคย เพราพี่เค้ารีบไป ฉันก็เลยไม่ได้คุยอะไรมากนัก
ก่อนไปพี่ตั๊มก็ชวนให้อยู่ด้วยกัน แต่ฉันอย่ไม่ได้ อดเลยยย แหะๆ
ฉันตามพี่เค้าไปติดต่อดูห้อง พี่โรงแรมแรกจิเวิ่งให้พี่เค้าพูดภาษาอังกฤษ
ฉันจะได้เข้าใจด้วย ซึ่งพี่พนักงานคนนั้นพูดเข้าใจง่ายมากๆ ดีใจที่เข้าใจอ่ะนะ อิอิ
โรงแรมสองไม่ประทับใจเลย พนักงานบริการสู้ที่แรกไม่ได้เลยสักนิด
แต่จิเวิ่งท่าทางจะชอบ เพราะคนที่มาแนะนำเหมือนจะเป็นเพื่อนพี่เค้าอ่ะนะ
พี่เค้าคุยเวียดนามกัน ไม่รู้เรื่องเลย แหะๆ
เสร็จงานเรื่องติดต่อโรงแรมก็กลับมาที่บริษัท ทานข้าวกล่อง
ก่อนจะแว่บมาหาพี่คนไทย แล้วไปๆมาๆก็ขอติดรถพี่เค้าไปสตูดิโอที่ถ่ายทำอีกรายการหนึ่ง
ได้เรียนรู้หลักการทำงานเล็กๆน้อยๆของการถ่ายทำ
ฉากไม่เสร็จก็เซ็ตไฟไม่ได้ พอไฟไม่ได้ก็เซ็ตกล้อง ซ้อมลายกล้องไม่ได้
กระทบกันไปหมดเลย อะไรประมาณนั้น อิอิ
วันนี้จบลงที่สตูดิโอ คราวนี้ไม่ลืมหมวกและกระเป๋า อันมินเลยมารับที่นี่
ฉันทำงานเลยลำบากอันมินอีกคน ปกติอันเลิกงานหกโมง
รอรับฉันกลับบ้าน กว่าจะเลิกก็ทุ่มครึ่ง กลับถึงบ้านเกือบสองทุ่มครึ่งทุกที
ขี่มอไซด์อ่ะนะ สตูดิโออยู่ไกลด้วยละ แหะๆ วันนี้ก็สนุกสนานตามเคย
แต่รู้สึกว่าไม่ได้ทำอะไรเลยแฮะ ดูงานจริงๆนะเนี่ย
...
วันพฤหัสมาแต่เช้าพร้อมรับทราบข่าวโกบิ่นไม่สบาย
แล้วฉันจะไปอยู่กับใครดีเนี่ย และแล้วก็ถามหาพี่สา
เลยได้ไปช่วยพี่สา กับพี่แป๊ะเช็คซี่รี่ย์นัมเบอร์กล้องถ่ายทำที่เพิ่งมาถึงเมื่อวานนี้
แล้วเลยได้ช่วยจัดแยกอุปกรณ์ให้เข้าเซ็ตมีทั้งหมดห้าชุด
ซึ่งฉันก็ทำเอกสาร แยกเป็นเซ็ตๆเอาไว้
ก่อนที่จะเดินไปตึกนั้นตึกนี้กับพี่สา เพื่อคุยเรื่องทางเทคนิคซึ่งฉันรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง
วันนี้จบลงง่ายๆ แต่ได้งาน ฮ่าๆๆ
วันนี้ อันยาง มารับฉัน เพราะอันมินไปทำงานที่ฮานอย
ป้าเลยให้อันยางมานอนที่บ้าน และก็คอยมารับฉันแทน
วันศุกร์ก็คล้ายกับวันพฤหัส หลังจากจัดเป็นเซ็ตในหน้ากระดาษ
คราวนี้ก็เอากล้องและอุปกรณ์ต่างๆ เลนส์ แบตเตอรี่ ที่ชารต์ ขาตั้งกล้อง
แยกเข้ากล่องของใครของมัน เสร็จแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี
วันนี้ก็จบลงสบายๆเหมือนเมื่อวาน อิอิ
...
วันเสาร์ มาถึงวันนี้แล้วอดคิดถึงเมื่อวันนั้นไม่ได้สักที คริคริ
เสาร์นี้ต่างจากสองเสาร์ที่ผ่านมา เสาร์นี้ไม่ได้ออกไปเที่ยวกับแบ๊เฟือง
(ไว้จะเล่าเสาร์ที่สองให้ฟังนะ) เพราะต้องทำงานครึ่งวัน
ไปทำงานวันนี้ก็ไม่มีอะไรมาก แค่ไปดูเค้าถ่ายหนัง ฮ่าๆๆ
เค้ามาถ่ายหนังที่บริษัทอ่ะนะ ห้องที่ฉันทำงานกับพี่สาก็เป็นฉากหนึ่งในนั้น
ถ่ายทำแถวนั้นละ หน้าห้องทำงาน หน้าลิฟท์ หน้าบริษัท
ดาราเห็นฉันคงจะแอบเสีย self ไม่ได้สนใจอะไรเล้ยยย
อย่างว่ารัศมีดารายังไม่แรงกล้าพอที่จะทำให้ฉันหันไปสนใจ ฮ่าๆๆ
อันที่จริงไม่รู้จักหน้าเค้าซะมากกว่า อิอิ
ทำงานเสร็จด้วยเวลาอันรวดเร็ว อันยางมารับไปบ้านองฮวา น้องชายของตา
สนุกสนานได้เจอญาติๆเต็มไปหมด แบ๊เฟืองก็มาด้วย
ฉันเลยได้คุยกันอย่างสนุกสนานทีนี่ ทานมื้อเที่ยงเสร็จ
นั่งเล่น พักผ่อนอีกสักครู่ก็กลับบ้าน ถึงบ้านแล้วดีใจจัง
จะได้พักจริงๆจังๆ สักที ฮ่าๆๆ
...
รู้สึกบล็อกนี้จะมีแต่เรื่องทำงานทั้งนั้นเลยอ่ะนะ
อย่างนี้ละ เด็กดูงาน ดูอย่างเดียว ทำไม่เป็น ฮ่าๆๆ
วันนี้อัพเท่านี้ก่อนนะ เริ่มดึกละ พรุ่งนี้ไปทำงานแต่เช้า
เดี๋ยวไม่ตื่น ไว้จะมาอัพเรื่องวันเสาร์ที่ผ่านมาให้ฟังน้าาา
คิดถึงทุกคนมากมายเลยนะจ๊ะ ดูแลตัวเองด้วยนะ :)
"แผ่นน้ำและฟ้าที่ดูว่าใกล้กัน แต่แท้ที่จริงแสนไกล
ดังเธอกับฉันไม่รู้วันไหนจะได้มาเจออีกครั้ง
ในยามห่างไกล หัวใจคงห่วงหา ห่วงเธอทุกวันและทุกคืน
ฝากกับฟ้าเป็นเพื่อนยามเธอเศร้า ฝากกับดาวช่วยดูแลเธอ
อยากให้รู้ถึงแม้ไม่ได้เจอ อยากบอกเธอว่าทั้งหัวใจห่วงใยเหลือเกิน
แซ็งค์ ปฎิวัติ - ห่วงใเหลือเกิน"
8月22日 วัน "มิน"ณ Elementary 1 class
ฉันได้รู้จักเพื่อนชาวเพิ่มเติมอีกสองคน
คนนึงหน้าตาดี สูง เท่ห์พอสมควรเลยทีเดียวละ
คนนี้จะเป็นที่ชื่นชอบของฉันมากเลยทีเดียว
อ่ะ อ่ะ อย่าเพิ่งคิดว่าฉันจะแอบปันใจจากหนุ่มไทยไปให้หนุ่มกิมจิ
ที่บอกว่าชื่นชอบก็เพราะว่าเค้าฮาดี
ถ้าอาจารย์ให้ออกไปเขียนกระดาน หรือพูดหรือทำอะไร
นายคนนี้จะทำให้เพื่อนๆทั้งคลาสหัวเราะได้เสมอ
ก็ไม่รู้ทำไม ขำจริงๆนะ หรือเพราะหน้าตาเค้าก็ไม่รู้ ตาตี่ๆ นึกแล้วก็ขำ
อ่อ ลืมบอกไปคนนี้ชื่อ จุงพอม จุงผม จุงผอม อะไรนี่ละ
ฉันออกเสียงไม่ถูก เค้าบอกว่า เรียกอะไรก็ได้เค้าเข้าใจ แล้วก็ส่งยิ้มไม่เห็นลูกตามาให้ คริคริ
ส่วนอีกคนชื่อ ฮุน นั่งติดกับฉัน อีกคนที่นั่งติดกัน ชื่อ ยูมิ อย่างที่เคยบอกไปแล้ว
จุงผอมจะนั่งตรงข้ามเราสามคนอ่ะนะ เวลาจุงผอมทำอะไร เราสามคนก็ตั้งท่าจะหัวเราะทันที ฮ่าๆๆ
อยากให้มาเรียนด้วยกันจริงๆ จะได้รู้ว่าทำไมพวกเราถึงขำเค้านัก และดูเหมือนเค้าจะชอบด้วยนะ อิอิ
อยากจะอธิบาย แต่อธิบายไม่ถูก มันหลายภาษาเกิน
สื่อสารภาษาอังกฤษเพื่อเรียนภาษาเวียดนาม นอกจากนี้ก็มีเสียงเกาหลีที่ฟังไม่ออก
สรุป ถ้ามีอะไรขำๆ แล้วเข้าใจง่ายจะมาเล่าให้ฟังใหม่นะ
แต่ตอนนี้ไปต่อเรื่องอื่นละกันเนอะ
...
เมื่อวานดูเหมือนจะเป็นวันธรรมดาวันนึง
ตอนเช้าอันมินขี่มอไซด์ไปส่งตามปกติ ขณะที่นั่งรถไป
อันมินก็ถามว่า อาจารย์เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ฉันก็บอกผู้หญิง
แล้วอันมินก็ถามว่า แล้วอาจารย์ชื่ออะไร ฉันบอกไม่รู้ อันเลยบอกให้ถามชื่ออาจารย์ด้วยนะ
ทั้งหมดนั้น สื่อสารกันด้วยภาษาเวียดนามนะ พอได้มั่งละ อิอิ
วันนี้หลังเรียนเสร็จฉันก็เลยถามอาจารย์ ว่าอาจารย์ชื่ออะไร
อาจารย์บอกว่าชื่อ มิน อันเดียวกับโฮจิมิน
ฉันคิดในใจชื่อเหมือนอันมินเลย แล้วก็เดินไปรับแบ๋นาที่โรงเรียนกับลอง
ฉันกับลองไปนั่งรอแบ๋นาที่ป้ายรถเมล์
เรานั่งอยู่นาน ลองเลยหันไปคุยกับน้องผู้ชายข้างๆ แล้วแบ๋นาก็เดินออกมา
เรานั่งรอรถด้วยกันตรงนั้น สักพักน้องผู้ชายก็ถามถึงฉัน คงเห็นฉันมองเอาๆ
แต่ทำไมไม่พูด ฉันพอจะเข้าใจที่ถามว่าเป็นคนที่ไหน อะไรแบบนี้
ฉันเลยคุยกับน้องเค้าเป็นภาษาอังกฤษ ปรากฎว่าน้องเค้าใช้ภาษาได้ดีทีเดียว
ฉันเลยสบายคุยกับน้องเค้ารู้เรื่อง ฉันถามน้องเค้าว่าชื่ออะไร น้องบอกชื่อ มิน
เอาอีกแล้ววันนี้ ดูท่าวันนี้จะไม่ธรรมดาซะละ แล้วคนที่นี่ตั้งชื่อเป็นชื่อเดียวรึยังไงนะ
น้องมินน่ารักดี อายุ 13 โตขึ้นอยากเป็นอาจารย์สอนฟิสิกส์
มีพี่ชายหนึ่งคน พี่อายุ 18 เป็นคนที่ขี้เกียจแต่โชคดีเลยสอบติดมหาลัย
อืม ฉันจะรู้มากเกินไปรึเปล่านะ ฮ่าๆๆ
พอดีบ้านเราอยู่ถนนเดียวกัน เลยขึ้นรถเมล์สายเดียวกัน เดินเข้าบ้านด้วยกัน
(เอ๊ะ หรือว่าเราจะเป็นเนื้อคู่กัน ไม่ใช่ละ ฮ่าๆๆ)
แต่บ้านน้องเค้าถึงก่อนอ่ะนะ แปลกใจเพิ่งเคยเจอ
น้องมินบอกว่าเค้ามักจะมารอรถเร็ว รถสายนี้มักจะมาเร็ว ไม่ก็ช้าไปเลย
น้องเค้าคงขึ้นรถที่มาเร็ว ส่วนฉันขึ้นรถที่มาช้า วันนี้น้องเค้าคงมาไม่ทันรถคันที่มาเร็วอ่ะนะ อิอิ
โบกมือลาน้องมินไม่นาน ก็เดินมาถึงร้านของขายเล็กๆแห่งหนึ่ง
แบ๋นาแวะซื้อของให้เพื่อน ส่วนฉันก็เดินดูของเล็กน้อย
แล้วก็ไปสะดุดตาเข้าอย่างจังกับหนุ่มน้อยรูปหล่อ
ซึ่งเดินออกมาต้อนรับพวกเราพร้อมส่งยิ้มหวานๆมาให้
ว้าย ตาย กรี๊ด ออกมาต้อนรับลูกค้า
แน่นอนฉันเลิกสนใจเดินดูของทั้งหมด หันมาคุยกับน้องแทน
ฉันกล่าวทักทายน้อง ก่อนจะถามว่า น้องชื่ออะไร
น้องบอกว่าชื่อ มิน เอาอีกแล้ว วันนี้น่าจะเป็น "วันมิน" จริงๆนะเนี่ย ไม่ว่าฉันจะถามชื่อใคร
คนนั้นก็จะชื่อมินหมด ตอนแรกสองคนก็ยังคิดว่าบังเอิญ นี่ถึงสามคนเลยทีเดียว
มินคนนี้ฉันปลื้มเป็นพิเศษ ขอเรียกว่า มินน้อยละกันนะจ๊ะ
มินน้อยน่ารักมากๆ ฉันถามว่าอายุเท่าไหร่ น้องชูสี่นิ้วพร้อมส่ายไปมาแล้วยิ้มหวาน
ก่อนจะถามกลับว่าฉันชื่ออะไร แล้วคนที่มากับฉันชื่ออะไรบ้าง
ฉันตอบมินน้อยไปจนครบ แล้วมินน้อยก็วิ่งหายไปหลังบ้าน
ฉันแอบงง น้องวิ่่งไปไหน มาคุยกับพี่ก่อนจิ
แต่แล้วน้องเค้าก็จูงพี่ชายตัวเองเดินมาแนะนำตัวกับฉัน
ว่าเค้ามีพี่หนึ่งคนชื่ออะไรฉันก็ได้ยินไม่ถนัดนัก จำไม่ได้ด้วยละ
แต่ที่จำแม่นคือ มินน้อยน่ารักมากกกกกกกก น่ารักเกิ้น
ร้านค้านั้นอยู่ไม่ไกล ฉันคงได้แวะไปอีกแน่ๆ ไม่ได้อยากซื้อของหรอก อยากไปหามินน้อยยย
อิอิ รับเข้าสังกัดตั้งแต่เห็นรอยยิ้มของน้องครั้งแรกแล้วละ
ไว้มีโอกาสจะถ่ายรูปมาให้ดูนะ ว่าน่ารักขนาดไหน อิอิ
(ลืมบอก ฉันคุยกับน้องเค้าเป็นภาษาเวียดนามนะ ดีใจมากมายน้องเค้าฟังฉันรู้เรื่อง:) )
...
ณ โรงเรียนประถมของแบ๋บิน (โรงเรียนเก่าของแบ๋นา)
หลังจากที่แบ๋นายิ้มหวานอย่างดีใจและทักทายอาจารย์ที่เคยสอนเธอ สมัยเธอเรียนที่นี่เสร็จแล้ว
จึงกลับมานั่งกับฉันริมบันไดหน้าศูนย์สอนภาษา แล้วบทสนทนาบทหนึ่งก็เริ่มต้นขึ้น
" Do you miss your teacher? "
" Yes! "
" I think you miss your teacher and your friends very much."
" Yes! "
" I think if i go far away from home
I don't know when i see my teacher my friends again
I think I will miss them so much "
" Me too "
บทสนทนาสั้นๆ จบลงด้วยเวลาไม่นาน
แต่ทำไมคำถาม คำพูดเหล่านั้นจึงยังวนเวียนอยู่ในใจก็ไม่รู้
อยากบอกว่า แบ๋นาเก่งภาษาอังกฤษมากๆเลยละ
เด็กสิบเอ็ดขวบพูดได้ขนาดนี้ และเข้าใจเวลาฉันพูดเกือบหมดอ่ะ
ตอนฉันสิบเอ็ดขวบ ฉันรู้อะไรมั่งเนี่ยยยยยยยย!!!
...
และสำหรับอันนี้ค้างไว้เมื่อวันก่อน อิอิ
วันเสาร์เป็นที่ผ่านมาวันที่ดีอีกหนึ่งวัน แบ๋เฟืองมารับฉันตั้งแต่ช่วงสายๆ พาไปเยี่ยมน้องชายของตา ซ้อนมอไซด์กว่าสี่สิบหน้านาทีแนะ ไปถึงก็เจอ อง บ่า ยีทุ่ย ยีฮัง แบ๋หลบ ทุกคนน่ารักกับฉันมากๆ แต่เมื่อเวลาค่อยๆผ่านไปสักพักใหญ่ๆ ฉันก็อดเหลือบมองนาฬิกาไม่ได้ ไม่ใช่ว่าอยากจะกลับบ้านหรืออะไรหรอกนะ แต่เวลาประมาณนี้มันทำให้ฉันคิดถึงเมื่อเสาร์ก่อนหน้านี้เอามากๆเลยต่างหากละ มื้อเที่ยงที่นี่ฉันอิ่มจนพุงกาง คนนั้นก็คีบให้คนนี้ก็คีบให้ เค้าคงคิดว่าฉันใช้ตะเกียบไม่คล่อง เลยไม่ค่อยคีบอะไร เค้าเลยคีบให้ตลอด ไอ้ฉันจะปฎิเสธก็กลัวจะเค้าเสียใจ เลยจำต้องกินเข้าไปอย่างเยอะเลย ขากลับ ยีฮัง (น้าฮังอ่ะนะ) แบ๋หลบ แบ๋เฟืองพาแวะร้านกาแฟ บรรยากาศดีมากๆ แวะมากินไอติม กินเสร็จแบ๋เฟืองก็มาส่งที่บ้าน ต้องขอบคุณแบ๋เฟืองมากมายเลยทีเดียวละ ฉันรู้สึกว่าภาษาอังกฤษสำคัญมากขึ้นกว่าเดิมก็เมื่อมาอยู่ที่นี่ ดีใจที่พอจะฟื้นมันขึ้นมา เพื่อหาเรื่องคุยกับคนอื่นๆได้ และดีที่คนที่นี่พูดอังกฤษรู้เรื่องกันหลายคน ถึงแม้บางคนจะฟังยากมากๆก็ตาม คนเหล่านั้นคืออันมิน และลอง ฟังสองคนนี้พูดภาษาอังกฤษ อาจจะไม่ต้องใช้สำเนียงมากนัก แต่เซนส์การเดาศัพท์จะจำเป็นกว่ามาก ไม่อยากจะเชื่อว่า แฟต จะถูกออกเสียงว่า ฟ้าส และ แมสเสจ จะกลายเป็น มาสเซล ไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้วเมื่ออันมินและลองพูด อิอิ จะบอกว่าน้องมินยังพูดเข้าใจง่ายกว่าอันมินกับลองพูดเลย<<อันนี้เพิ่มเติม คริคริ
วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะ วันหลังจะมาเล่าต่อน้า ดูแลตัวเองด้วยนะทุกคน :)
" When I think of you
I don't know what to do
When will I see you again...
The Moffatts - Miss you like crazy "
8月19日 Chao hi Ho chi minhและแล้วฉันก็หาเวลารวบรวมและเรียบเรียงเรื่องราวได้สักครู่หนึ่ง อาจจะด้วยบรรยากาศของที่นี่พาไปทำให้ไม่ค่อยมีกะใจจะคิดอะไรสักเท่าไหร่ ฉันคงจะยังไม่ได้บอกทุกๆคนว่า นอกจากฉันจะมากับป้าแล้ว ฉันยังพาพายุมาเวียดนามด้วย พายุในที่นี้ไม่ใช่รูปที่เห็นในสเปซนะ แล้วก็ไม่ใช่พายุจากรักสามเศร้าด้วย พายุในที่นี่คงเป็น พายุไต้ฝุ่น พายุดีเปรสชั่น พายุโซนร้อน หรืออะไรสักอย่างนั่นละ ฉันพาพายุมาที่นี่ ฝนตกหนักทุกวัน และสำหรับวันนี้หนักสุดๆ ฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้าง ขณะที่ฉันนั่งอยูู่ในบ้าน น้ำกำลังท่วมสนามหญ้าหน้าบ้าน ฟ้าฝนที่นี่ ช่างเป็นใจให้คิดถึงใครต่อใครทางนู้นจริงๆ ... สัปดาห์แรกที่นี่ผ่านไปอย่างไม่ช้าไม่เร็วนัก ทุกสิ่งทุกอย่างดูแปลกตา แปลกหู และแปลกใหม่สำหรับฉัน ใครคนนึงบอกฉันว่า จะเป็นแค่ช่วงแรกๆเท่านั้น ผ่านไปสักอาทิตย์สองอาทิตย์ หรืออาจจะหนึ่งเดือน เราก็จะชินกับมันเอง ตอนนี้ผ่านมาหนึ่งอาทิตย์แล้ว ฉันก็ยังไม่ค่อยชินคาดว่าต้องใช้เวลานานกว่านี้อีกหน่อย คงเพราะฉันไม่ได้ออกไปข้างนอกมากนัก เฟิงบอกกับฉันครั้งสองครั้งว่า ให้ออกไปข้างนอก มานั่งเล่นเน็ต ออนเอ็มอยู่ทำไม ฉันก็อยากจะออกไป ถ้าฝนมันไม่กระหน่ำตกอย่างหนักแบบนี้ทุกวัน การเรียนในวันแรกของฉัน ก็มีฝนช่วยรับน้องใหม่ อันมิน พี่ชายมาดนิ่ง สวมแว่น ขำๆบ้างบางเวลาทำหน้าที่ไปส่งฉันที่มหาลัย ก่อนไปป้าบอกเอาเสื้อกันฝนไปด้วย ตอนนั้นฟ้าก็มัวๆหน่อย แต่ฉันคิดว่าไม่น่าตกนะ แต่ป้าบอกให้เอาไปก็เลยเอาไป ไปได้ไม่พ้นปากซอยบ้าน ฝนก็ตก อันมินจอดมอไซด์ ใส่เสื้อกันฝน ฉันก็คว้าเอาของตัวเองมาใส่ พาลคิดถึงเสื้อกันฝนตัวใหญ่อีกตัว (อีกแล้ว) พอใส่เสร็จก็ซ้อนมอไซด์ไปมหาลัย ดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่นี่ ฉันเห็นคนขับมอไซด์ไปไหนมาไหนกันเต็มถนน ไม่ยักกะแยแสต่อฝนตกหนักสักเท่าไหร่ ใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงมหาลัย เมื่อไปติดต่อสมัครเรียน แล้วจึงรู้ว่า เค้าเรียนกันไปก่อนแล้วอาทิตย์นึง ฉันมาช้าไป และกว่าจะเปิดอีกรอบก็ประมาณหนึ่งหรือสองอาทิตย์ อันมินจึงสมัครคอร์สที่เรียนไปแล้วให้ฉัน ป้าคงบอกไว้แล้วอ่ะนะ สมัครเสร็จก็ไปเข้าเรียนเลย ตัวก็เปียกๆหน่อย เข้าห้องด้วยหน้าตาที่เหรอหรามากๆ วันแรกผ่านไปด้วยดี ฉันเข้าใจที่อาจารย์สอน แต่ก็ไม่รู้ว่า ที่ผ่านมาเค้าสอนอะไรกันไปแล้วบ้าง วันแรกฉันได้รู้จักกับ เจิน ยูมิ เพื่อนสาวชาวเกาหลี หน้าตาน่ารักเชียวละ แต่เงียบมากๆ เห็นแล้วคิดถึงพี่ชาย โลกส่วนตัวสูง ในคลาสเป็นคนหนุ่มสาว และคนไม่หนุ่มชาวเกาหลีซะส่วนใหญ่ ฉันจึงเป็นคนไทยหนึ่งเดียวท่ามกลางชนชาติกิมจิ และเป็นหนึ่งในสองสาวของห้องด้วยนะ อ่อ ลืมมีผู้ชายฝรั่งเศสอีกคนนึง คนหนุ่มสาวเกาหลี มีแต่หน้าตาน่ารักๆ ระดับดาราหน้ากล้องเลยทีเดียวนะ ว่าจะเกี่ยวมาฝากเพื่อนๆสักคนสองคนเหมือนกันละ อิอิ และสำหรับวันแรก อันมินก็เป็นพี่ชายที่แสนดีอีกตามเคยแวะมารับฉันกลับบ้าน จะบอกว่าฝนมันยังไม่หยุดตกเลยตอนที่พี่เค้ามารับฉัน ก่อนกลับก็แวะรับแบ๋นาอีกคน ฉันเล่าให้อันอิษฎ์ฟังผ่านโปรแกรมแชทสุดฮิตที่ฉันเล่นได้แล้วว่า เป็นการต้อนรับที่เย็นยะเยือกจริงๆ อันหัวเราะ พร้อมบอกว่า เรียกว่า ต้อนรับอย่างชุ่มฉ่ำจะดีกว่ามั้ย เรียกอย่างนั้นมันดูเนกาทีฟไปหน่อย ฉันหัวเราะพร้อมบอกว่า แต่จริงๆนะอัน หนาวมากๆเลย ฉันแอบตัวสั่นเล็กๆ อยู่ข้างหลังแบ๋นา อาจจะเพราะฉันไม่ค่อยมีไขมัน มันเลยหนาวเอาการซะขนาดนั้น ไหนจะฝน ไหนจะลม อึ้ยยย หนาว เอ๊ะ หรือจะเพราะเกิดอาการหนาวจากภายใน มันเลยส่งผลสู่ภายนอก ฮ่าๆๆ นั่นคือเรื่องราวในวันแรกที่ยังจำได้ดี จากนั้นทุกเช้า ฮันมินจะรับหน้าที่ไปส่งฉันที่มหาลัย ส่วนตอนกลับ จะไม่เหมือนกันเลยสักกะวัน แต่ก็มีวันที่พิเศษจำได้ดีอีกวันนึง นั่นก็คือวันพุธ หลังจากที่ป้าอ้อยพาไปรับแบ๋นาแล้วพาไปไปรษณีย์เพื่อขึ้นแท๊กซี่เมื่อวันอังคาร วันนี้ป้าเลยบอกว่า จำทางได้มั้ย จำได้ก็เดินไปไปรษณีย์เอง แล้วอยากกลับตอนไหนก็โทรหาอันมิน ให้ไปรับกลับบ้าน ให้ทันก่อนมื้อเที่ยง วันนั้นช่างน่าจดจำ เกือบเอาชีวิตไม่รอดกับการข้ามถนน น่ากลัวจริงๆ รถมาทุกทิศทางเลย เสียงบีบแตรดังไปทั่ว ไม่รู้จะมองทางไหน ไม่รู้จะหลบทางไหนก่อน หรือว่าฉันไม่ค่อยถูกกับการข้ามถนนก็ไม่รู้ สิ่งที่ฉันอยากจะคุ้นมากที่สุดก็การข้ามถนน การซ้อนมอไซด์นี่ละ ฉันดีใจที่เอาตัวรอดมาได้ มาถึงไปรษณีย์กลางโดยสวัสดิภาพ วันนี้ฉันพอมีเวลาเลยเดินถ่ายรูป และสำรวจไปทั่ว ใกล้ๆกันมีโบส์ถของคริสตศาสนา ฉันแวะไปเก็บภาพมาได้นิดหน่อย แอบเซ็งตัวเองที่ไม่ได้ดูแบตเตอรี่มาดีๆ มันเลยหมดเอาซะเฉยๆ ฉันย้อนกลับมาที่ไปรษณีย์ แล้วโทรหาอันมิน สิบห้านาทีพอดิบพอดีอันมินก็มาถึงตามเวลาที่บอกไว้ วันนี้อันมินไม่ยุ่งมาก เลยพาฉันขี่รถดูรอบเมืองไซง่อน ก่อนจะพาขึ้นเรือข้ามฝาก(ทั้งมอไซด์ทั้งคน) กลับบ้านอย่างปลอดภัย ก่อนที่ฝนจะตกลงมาเพียงเล็กน้อย อ่อ ลืมเล่าไป ฉันขึ้นรถเมล์ที่นี่เป็นแล้วนะ แต่ยังไม่ได้ขึ้นกลับบ้านเองสักที ด้วยความที่ว่าอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนแบ๋นา ส่วนใหญ่คนที่บ้าน เลยแวะมารับฉันแล้วพาฉันไปรับแบ๋นา แล้วกลับบ้านด้วยกัน รถเมล์ที่นี่ส่วนใหญ่จะราคาเดียวกัน สามพัน ตลอดสาย ลืมบอกไป 1 บาทเรา ประมาณ 500 ดงน่ะ อิอิ รถที่นี่ส่วนใหญ่เป็นรถแอร์ด้วยนะ ถึงจะเป็นแอร์แก่ๆก็ตาม (บางคันก็ใหม่นะ แต่น้อย ) ฮ่าๆๆ การเรียนสัปดาห์แรกผ่านไปด้วยดี ก่อนจบบทเรียนวันศุกร์ อาจารย์บอกว่าวันจันทร์จะมี dictation ให้ไปทบทวนมาด้วย เหอๆ จะรอดมั้ยเนี่ย เอาน่า สู้ๆ ให้กำลังใจตัวเอง อิอิ... ฉันคงต้องจบบล็อคนี้ไว้เพียงเท่านี้ ฉันต้องไปทำงานอีกหลายอย่างเลยทีเดียว ไว้วันหลังจะมาเล่าให้ฟังอีกนะ ที่จริงก็อยากเล่าแต่ไม่อยากให้มันเกินหนึ่งบล็อกอ่ะ อิอิ อ่อ จะเชื่อมั้ย กว่าจะเขียนเสร็จก็หลายชั่วโมง ฝนยังไม่หยุดตกเลยละ ไว้พบกันใหม่นะจ๊ะ คิดถึงทุกคนมากมาย ดูแลตัวเองด้วยนะ : )
“เธอ ตอนนี้เธอทำอะไร จะเป็นยังไง จะสบายดีมั้ยเธอ ฉันอยู่ทางนี้ มิได้ไปพบเจอ ฝากบอกเธอ ดูแลตัวเองให้ดี สุดท้าย คิดถึงฉันบ้างก็คงดี สุดท้าย คิดถึงฉันบ้างก็คงดี Bihybrid – คำขอจากคนไกล”
ปล. จะอัพตั้งแต่ตอนเขียนเสร็จ แต่เน็ตเล่นไม่ได้ เลยอัพตอนนี้แทน คงไม่ว่ากันนะจ๊ะ แหะๆ มาอัพแล้วมันเกินหนึ่งบล็อกจริงๆด้วยละ ต้องเอาอกไปย่อหน้านึงเลย ไว้วันหลังมาเพิ่มให้ใหม่นะจ๊ะ : ) 8月10日 "ซินจ่าว"สวัสดีท่านผู้มีอุปการะคุณทุกท่าน
ขณะนี้ข้าน้อยมาถึงเมืองมอเตอร์ไซด์และจักรยานแล้วโดยสวัสดิภาพ
ตอนแรกกะจะอัพสเปซให้ได้อ่านกันตั้งแต่เมื่อวาน
แต่แล้วความเหนื่อยล้าจากการบินก็พราก
จินตนาการไปมากพอสมควร เลยพักสักนิดแล้วมาอัพวันนี้แทน
...
เก้านาฬิกาเป็นเวลาที่ป้านัดกับน้าให้มารับที่บ้าน
ป้าถามฉันว่า "มีเพื่อนไปส่งมั้ย" ฉันตอบไปตามตรง "ไม่มีค่ะ เพื่อนอยู่ไกล ไม่ว่างด้วย"
ป้าเลยบอกว่า "งั้นก็ไม่ต้องรีบเนอะ" ฉันก็เลยบอก "ค่ะๆ"
จากนั้นป้าจึงโทรหาน้า "บอกว่าไม่ต้องรีบก็ได้"
ตอนแรกบอกป้าว่า จะมีเพื่อนมาส่ง ป้าเลยกะจะไปเร็วให้ได้อยู่กับเพื่อน
เพื่อนคนนั้นคือไอ้หรู แต่แล้วก็มีเหตุให้ไม่ได้มาส่งอ่ะนะ
จากนั้นฉันจึงไปนั่งเล่นนอนเล่นกับแหมะ แต่ไม่อยากคุยอะไรมากนัก เดี๋ยวแหมะจะเศร้า
จนพลอยทำให้ฉันเศร้าไปด้วยได้ น้ามาถึงประมาณเก้าโมงกว่าๆ
ป้าเลยชวนให้ทานมื้อเช้าที่เตรียมเอาไว้ ฉันไปนั่งดูน้องกินกับแหมะ
ก่อนจะพาแหมะมานั่งที่เตียง แล้วไม่นานนักก็ขนกระเป๋าออกไป
ฉันร่ำลาคุณแหมะสั้นๆ หอมแก้มซ้ายขวาและหน้าผาก
ไม่เอ่ยอะไรมากไปกว่า "แหมะดูแลตัวเองดีๆนะจ๊ะ ไว้กรจะโทรมาหาบ่อยๆ"
อันที่จริงอยากพูดมากกว่านี้ แต่คุณแหมะตาแดงๆทั้งสองข้าง
ฉันเลยกอดแหมะเป็นครั้งสุดท้าย แล้วสวัสดีแหมะกับตาก่อนเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามอง
ฉันก็ไม่ใช่คนเข้มแข็งอะไรมากมายนี่น่า จะแปลกอะไรถ้ากลัวว่าหันกลับไปแล้วน้ำตาที่อยู่ข้างในจะท่วมเบ้าตา
ถ้าแหมะเห็น แหมะคงเป็นห่วง ถ้าฉันเห็นแหมะ ฉันก็คงห่วงกว่าเดิมอีกมากมายนัก
ฉะนั้นจากไปทั้งแบบนี้ละ คงจะดีกว่า
ก่อนไปฝากพี่วาให้ช่วยดูแลคุณแหมะกับตาให้ด้วย
ฉันเชื่อว่าพี่เค้าจะดูแลท่านทั้งสองอย่างดี
วันนี้มีน้าเรก น้องนุ่น และน้องนิวไปส่งที่สนามบิน
น้องนาโทรมาระหว่างทาง เสียงน้องออกอาการเศร้ามากที่ไม่ได้มาส่ง
แถมท้ายด้วยอาการงอแงเล็กๆ "พี่นิ่มไม่ไปไม่ได้เหรอ ไม่ต้องไปหรอกนะ"
แต่เมื่อฉันอธิบายให้น้องเข้าใจ น้องก็บอกแต่เพียงว่า "เดินทางดีๆนะพี่นิ่ม ไว้ติ๊นาจะโทรไปหาอีกทีก่อนขึ้นเครื่อง"
ตอนแรกแอบน้อยใจแฝดพี่เล็กๆถึงปานกลาง ที่ไม่มาส่งฉันคราวนี้
แต่เมื่อหลายวันก่อนก็ได้รับจม.พร้อมซองพัสดุจากพี่ แอบทำซึ้ง
แค่อ่านจม.ก็พอจะรู้เจตนาของพี่ พี่เองก็มีการเดินทางของตัวเอง
ซึ่งสำคัญมากๆ ฉันเข้าใจดี เพราะพี่พูดให้ฟังอยู่เสมอๆ
จดหมายซองนั้นมีข้อความบอกไว้ว่าให้เปิดพัสดุตอนที่ไม่อยู่บนผืนแผ่นดินไทย
แน่นอนว่าฉันก็ยังไม่ได้เปิดมันหรอก แค่อ่านจม.ก็ซึ้งละ กลัวเปิดซองแล้วจะซึ้งจนไม่อาจทนไว้
ฉันคงจะเปิดดูเร็วๆนี้ละ ไม่รู้ว่ามีอะไรในนั้น ไว้เป็นไงแล้วจะเล่าสู่กันฟังนะ
กลับมาที่รถของน้าเนอะ อิอิ ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็มาถึงสนามบิน
มาถึงแล้วก็ขนกระเป๋า เข็นๆๆ ไปตามทาง ดูบอร์ด แล้วไปเคาเตอร์เพื่อเช็คกระเป๋า
ผู้คนเข้าแถวไม่มากนัก ไม่เหมือนตอนไปเมกา ฉันเข็นกระเป๋าไปต่อที่ปลายแถวซึ่งมีป้าอยู่ด้านหน้า
รู้สึกอารมณ์ตอนนั้นจะเหม่อๆ ลอยๆยังไงพิกล เข็นตามเค้าไปเรื่อยๆ
แล้วเมื่อถึงจังหวะที่เข็นรถและหันไปที่ฝั่งทางเข้าตรวจคนที่จะขึ้นเครื่องก็พลันเห็นป้ายสีน้ำเงินขนาดใหญ่
มันเป็นป้ายบอกทางไปหลายๆที่ ฉันสะดุดใจที่ป้ายบอกทางไปไปรษณีย์
ฉันกำลังคิดถึงใครคนนึง อยากส่งโปสการ์ดไปหา เช็คกระเป๋าเสร็จตั้งใจจะแวะไป
แล้วสายตาก็ไล่ในระดับเดียวกันมาทางขวามือ มองไล่มาเรื่อยๆ รู้สึกตาลอยๆชอบกล
แต่แล้วก็มาสะดุดกับที่นั่งตรงกลาง หรือว่าฉันจะคิดมากจนเห็นภาพหลอน
ภาพเลือนๆ ลางๆ พริ้วๆ สั่นไหวไปมาตรงหน้า ดูคล้ายใครหลายๆคนที่คุ้นตาเป็นพิเศษ
ชั่ววินาทีฉันปรับสายตาที่เห็นภาพลางๆ เปลี่ยนเป็นการโฟกัสเฉพาะจุด
เท่านั้นแหละ อึ้งไปเลย ทำไรไม่ถูกเลยทีนี้
หน้าที่นิ่งๆตั้งแต่ออกจากบ้าน กลับเปื้อนด้วยรอยยิ้มกว้างๆ
กว่าจะตั้งสติได้ก็ใช้เวลาปรับความรู้สึกเสี้ยววินาที ปรับได้ก็หันไป
สวัสดีป่าปี๊ ส่งยิ้มให้นานต์นานต์และเบนซ์ทันที
ทั้งสามนั่งเรียงกันอยู่ตรงนั้น นั่งอยู่นานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้
แต่กว่าที่ฉันจะรู้ตัว และเห็นพวกเค้าก็ใช้เวลาไปหลายนาที ทั้งๆที่ก็นั่งอยู่ไม่ไกลนักจากที่ฉันยืน
นี่ถ้าฉันมีสติมากกว่านี้ และไม่เหม่อลอยขนาดนั้น คงได้เห็นพวกเค้านานกว่านี้อีกนิด
ฉันอยากจะรีบเช็คกระเป๋าและไปหาเพื่อนๆและป่าปี๊แต่แล้วก็เกิดปัญหาเล็กๆขึ้นจนได้
น้ำหนักของกระเป๋าใบน้อยฉันเกินไปหลายกิโล ถ้าของป้าไม่เกินมาก่อนก็คงดี
แต่ของป้าก็เกิน เลยทำให้ฉันต้องเอาของออกถึงสองรอบกว่าจะผ่านมาได้
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยฉันก็วิ่งมาหาเพื่อนๆและป่าปี๊ รวมถึงน้องๆและน้าที่อยู่แถวนั้นด้วย
ตั๋วเครื่องบินที่รับมายื่นให้ป่าปี๊ดู ในขณะที่อีกมือเต็มไปด้วยหนังสือที่เอาออกมา
เพื่อนๆลุกให้ฉันนั่ง ฉันนั่งลงเก็บของใส่กระเป๋าเป้ ดีนะที่ทำเป้ให้ว่างไว้
สักครู่ก็ถ่ายรูปกับเพื่อนๆ ป่าปี๊ น้องๆ น้า ป้า
เบนซ์มาพร้อมข้อมือสีสันสดใส ซึ่งตอนนี้มันผูกติดกับข้อมือข้างซ้ายของฉัน
ส่วนนานต์นานต์กับป่าปี๊มาพร้อมรอยยิ้ม(รึเปล่านะ อิอิ) เพราะของที่ระลึกอยู่ในกระเป๋าเรียบร้อย
เบนซ์บอกว่า น้องเล้งกำลังมาส่งด้วย ไม่รู้จะทันมั้ย
ฉันคิดในใจอยากเจอน้องเล้งจังอุตส่าห์มาส่ง จะทันมั้ยนะ เพราะใกล้จะต้องไปแล้ว
แต่แล้วก็ไม่ทัน เพราะหลังจากนั้นไม่นานฉันก็ต้องเข้าไปตรวจพาสปอร์ต
รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมากๆ ฉันแทบไม่ได้พูดคุยอะไรกับเพื่อนๆ และป่าปี๊เลย
ทุกคนเดินมาส่งฉันกับป้าที่ทางเข้าด่านตรวจ ป้าเดินเข้าไปนานแล้วแต่ฉันยังยืนอยู่
ฉันกล่าวสวัสดีและขอบคุณน้าเรกที่มาส่งในวันนี้ กล่าวลาน้องนุ่นและน้องนิวด้วย
ซึ่งไม่นานทั้งสามก็เดินออกไปเพราะต้องไปรับน้องนา
ฉันหันมามองเพื่อนๆและป่าปี๊ ซึ่งยืนเรียงกันอยู่ตรงนั้น
ฉันพยายามมองให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามจดจำทุกรายละเอียดของทุกคน
นานต์นานต์ดูหน้านิ่งชะมัด วันนี้ไม่ค่อยยิ้มเลย ฉันไม่สามารถมองได้นานกว่านี้
เดี๋ยวไอ้ที่เอ่ออยู่ข้างในลึกๆ จะล้นออกมาถึงข้างนอกได้
ฉันปรับไปมองใบหน้าของเบนซ์ แมวไขลานตัวโต
แมวยิ้มแป้น หน้ากลม อุดมสมบูรณ์ เห็นแล้วค่อยยังชั่วหน่อยนึง
มาถึงป่าปี๊ ป่าปี๊ก็อมยิ้มน้อยๆตามสไตล์ และหันหน้าไปทางด่านตรวจเป็นสัญญาณว่าไปได้แล้ว
ฉันกล่าวลาและกล่าวขอบคุณทุกคนมากๆ รวมถึงบอกให้ดูแลตัวเองด้วยนะเป็นครั้งสุดท้าย
ฉันเดินเข้าไปก่อนจะที่จะโผล่หน้ามามองทุกคนเป็นอีกครั้งก่อนจะเดินจากมา
ฉันเดินจากทุกคนมาแล้ว อีกไม่นานก็ต้องบินจากไปจริงๆ
แต่ก่อนจะบินก็มีโทรศัพท์หลายสายโทรมาส่ง
ฉันคุยกับอันอิษฎ์อยู่นานพอควร อันยังคงอารมณ์ดีและบอกอะไรหลายๆอย่างกับฉัน
จากนั้นก็มีสายเบนซ์ ซึ่งเป็นเสียงน้องเล้งโทรเข้ามา
เสียดายจังเลยที่ไม่ได้เจอน้องเล้ง น้องเล้งอุตส่าห์มาถึงสุวรรณภูมิ มาส่งฉัน
แต่กลับไม่ทันได้เจอ เสียดายจริงๆ แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณมากๆเลยนะที่มาส่งถึงนี่
แล้วก็ได้คุยกับเบนซ์อีกนิดหน่อย เพราะมาถึงที่ตรวจของจะขึ้นเครื่องเลยต้องวางสายไป
ตรวจเสร็จไม่นานน้องนาก็โทรมาส่งเป็นคนสุดท้าย
แต่ขณะที่รอที่เกจก็โทรศัพท์ไปขอบคุณป่าปี๊อีกครั้ง ได้คุยกับนานต์นานต์อีกนิดหน่อยก่อนจะวางสายไป
เมื่อใกล้ถึงเวลาขึ้นเครื่อง ป่าปี๊บอกว่าขึ้นเครื่องแล้วก็ยังใช้โทรศัพท์ได้จนกว่าเครื่องจะออก
พอนั่งประจำที่เลยโทรหาคุณแหมะ บอกแหมะให้ดูแลตัวเองดีๆอีกครั้ง
ก่อนที่จะโทรหาใครๆอีกหลายคน รวมถึงใครคนนั้นเป็นครั้งสุดท้าย
ก่อนจะปิดมือถือแล้วบินจากมา
...
ขอขอบคุณน้าเรกมากๆนะคะที่ขับรถมาส่ง และน้องๆทั้งสองที่มาช่วยขน ช่วยเข็นกระเป๋าของพี่
ขอขอบคุณนานต์นานต์ เบนซ์ น้องเล้ง และป่าปี๊
มากๆ มากที่สุดเลยนะ ที่มาส่งถึงสนามบิน
ขอขอบคุณทุกเมสเสจ และทุกสายที่โทรมาส่งมากๆเลยนะ
เมื่อวานเป็นวันที่ดีจริงๆ วันที่ดีที่สุดอีกหนึ่งวันในชีวิตเลยทีเดียวนะ
แม้จะผ่านมาเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็ไม่ได้ผ่านเลยไปจากความทรงจำเลยแม้แต่น้อย
มีความหมายมากมายจริงๆ สำหรับคนตัวน้อยๆคนนี้
ขอขอบคุณทุกคนมากๆๆอีกครั้งนะ ยังไงก็ดูแลตัวเองด้วยนะจ๊ะ
ไว้จะมาเล่าสู่กันฟังถึงประสบการณ์และอะไรใหม่ๆที่นี่นะ :)
8月8日 08/08/08สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน
จากหัวข้อข้างต้น คงพอจะทราบได้ว่า
วันนี้มีความสำคัญอย่างไร อันที่จริงก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า
เป็นวันเปิดมหกรรมกีฬาของมวลมนุษยชาติ
ฟังแล้วมันดูใหญ่โตมโหฬารพอสมควรเลยทีเดียวนะเนี่ย
โอลิมปิกปีนี้ที่ปักกิ่งไม่รู้จะเป็นอย่างไรบ้าง
ก็เอาใจช่วยทัพนักกีฬาไทย และนักกีฬาจากทั่วโลกตามแต่ชื่นชอบละนะ อิอิ
ที่พล่ามมาข้างต้นก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับบล็อกนี้สักเท่าไหร่
ก็แค่เห็นว่าตัวเลขข้างต้นมันสวยดี เลยอยากจะอัพบล็อกด้วยตัวเลขสวยๆแบบนี้สักที
เพราะกว่าจะเวียนมาอีกรอบก็นะ แค่พันปีเอง
ไม่รู้ต้องเกิดแล้วตายอีกกี่ชาติ สรุปเขียนมันวันนี้ละ
อีกอย่างคงเป็นบล็อกสุดท้ายที่ได้อัพที่นี่ด้วย
ไว้กลับมาอัพที่นี่อีกเมื่อไหร่แล้วจะบอก คริคริ
เมื่อวันสองวันก่อน มีโอกาสได้กลับไปยังสถานที่ที่คุ้นเคย
พบเจอกับใครหลายๆคนที่คุ้นตา
จะเรียกว่ามีโอกาสคงจะไม่ใช่ เรียกว่าพยายามหาเรื่องไปให้ได้มากกว่าอ่ะนะ อิอิ
กลับไปคราวนี้ จะว่ามีอะไรเปลี่ยนก็มี จะว่ามีอะไรเหมือนเดิมก็มี
ถึงแม้บรรยากาศโดยรอบจะดูอึมครึม เนื่องด้วยเมฆฝนก่อตัวอยู่ไม่ห่างนัก
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้แผนการไปเยี่ยมเยียนบุคคลสำคัญ
และไปเยือนสถานที่ต่างๆพังลงได้ โดยเฉพาะที่กินอ่ะนะ อิอิ
เริ่มกันที่มื้อกลางวันละกันนะ มื้อนี้พิเศษมากๆ พี่เอนก (เขียนถูกป่าวหว่า) เพื่อนป่าปี๊และพี่โซ้ย
เลี้ยงผัดไทยที่โรงเรียนนายสิบ แถวหลังมออ่ะนะ
มื้อนี้ ฉัน นานต์นานต์ และพี่เมธเลยพลอยได้กินของอร่อยฟรีๆ
ต้องขอขอบคุณพี่เอนกและป่าปี๊มากๆเลยนะค้า
กลับมาก็มานั่งเล่น เดินเล่น ส่งไปรษณีย์สักพัก ก็โทรหาคุณเฟิง
คุณเฟิงมาสมทบได้สักพักก็เคลื่อนขบวนไปไหว้พระที่องค์พระปฐมเจดีย์
องค์พระวันนี้มีฉากหลังเป็นท้องฟ้าที่สวยงามมากๆ ไปองค์พระแล้วฟ้าใส แอบงงเหมือนกัน อิอิ
จากนั้นก็เคลื่อนพลต่อไปที่ร้านไอศครีมไอส์เบิร์ก มีพรล่า และยอดเพชรตามมาสมทบ
สักครู่ไอศครีมสองโลที่สั่งมาก็หมดเกลี้ยง พวกเราจากร้านมาพร้อมไอศครีมอีกครึ่งโล
(อย่าเพิ่งสงสัยว่ากินไปตั้งสองโลไม่อิ่มอีกเหรอ ครึ่งโลนี้ป่าปี๊ฝากซื้อน่ะ อิอิ)
กลับมาถึงมอก็ตามดูสตูดิโอถ่ายภาพงานวันวิทย์ไปเรื่อยๆ พอมืดหน่อย ท้องก็เริ่มร้องอีกครา
นานต์นานต์ เฟิง พี่เมธ ยอด และฉันจึงพากันไปกินก๊วยเตี๋ยวยกซดหลังมอ
กินอิ่มก็กลับมาเอากระเป๋าที่คณะ และแวะกินข้าวเหนียวเปียกลำใยหน้ามอ
ก่อนจะกลับไปถึงหอเอื้องฟ้าโดยสวัสดิภาพ
เรียกได้ว่าอิ่มอร่อยทั้งวันเลยทีเดียว
ไปนอนหอเอื้องก็ได้ดูหนังอีกเรื่อง เดจาวู คือหนังเรื่องนั้น
ชอบพระเอกคนนี้อยู่แล้ว เลยจ้องตาเป็นมัน เสียดายพากย์ไทย
ถ้าซาวด์แทร็กคงจะสนุกกว่านี้ อิอิ ดูหนังจบ อาบน้ำ และนอน
ตื่นเช้ามานานต์นานต์ก็มารับ ไปทานมื้อเช้าที่ยูเนียน
ก่อนจะมาปล่อยฉันลงแถวๆคณะ นานต์นานต์มีเรียนอ่ะนะ
เลยได้กล่าวลากันตรงนั้น สู้ๆนะเพื่อนนะ อิอิ
กลับมาที่ฉันซึ่งต้องไปเอาค่าประกันหนี้สินหอพัก และใบทรานสคริป
ขณะที่กำลังจะเดินออกจากคณะ ก็พลันเจอกับแต๋วแหวว
เช้านี้แต๋วแหววจึงรับช่วงต่อเป็นสารถีพาฉันไปนู่นมานี่
ก่อนจะกลับมาที่คณะเพื่อลาอาจารย์
ขอขอบคุณอาจารย์หลายๆท่านมากๆเลยนะคะ สำหรับของที่ระลึกที่น่ารัก
ขอบใจเพื่อนๆทุกคนด้วยนะ ที่แวะมาทักทายกัน
ดีใจมากมายที่ได้เจอเพื่อนๆ อาจารย์ พี่ๆและน้องๆ
หวังว่าเราคงได้เจอกันอีกเร็วๆนี้นะ
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา
แต่เราก็จากลาเพื่อกลับมาพบกันใหม่เนอะ
ดูแลตัวเองด้วยนะทุกๆคนเลย เป็นห่วงนะ คิดถึงทุกคนด้วยละ คิดถึงมากเลย :)
8月5日 เปิดกรุ ภาพเก่าเวลาประมาณสี่ทุ่มของเมื่อคืนที่ผ่านมา
ฉันกำลังนั่งจัดการกับสัมภาระแสนรก
เตรียมเก็บของออกจากกระเป๋า หาพื้นที่โล่งเพื่อใส่ของใหม่ที่จำเป็น
ต่อการเดินทางและการใช้ชีวิตในที่ใหม่ๆ
และแล้วก็ไปพบกับซองพลาสติกเก่าๆขาดๆซองหนึ่ง
รื้อออกมาดู ปรากฎว่า เป็นภาพเก่าๆ สมัยฉันกับพี่ยังเด็ก
เลยกะเอามาแปะไว้ในนี้ เผื่อวันไหนหาไม่เจอ
มันจะได้ยังลอยวนอยู่ในโลกใยแมงมุม
(หวังว่าเซิฟเว่อร์นี้มันคงไม่ล่มไปก่อนอ่ะนะ)
ภาพบางภาพถ่ายมาจากรูปในกรอบที่บ้าน
ไหนๆเอามาแล้วก็เลยไปถ่ายมาให้หมด อย่าแปลกใจถ้าเห็นเงาๆในนั้น อิอิ
ก็ไว้ถ้าหาได้เพิ่มจะเอามาลงเก็บไว้ให้ได้ดูกัน
เก็บไว้ให้ตัวเองได้ดูด้วยอ่ะนะ ฮ่าๆๆ
ดูแล้วก็ช่วยแยกด้วยนะ บางรูปเราก็แยกไม่ออกเหมือนกัน
ว่าคนไหนเป็นคนไหน ว่าแล้วไปดูกันเลยดีกว่าเนอะ :)
7月29日 21 กรกฎา 5121 กรกฎา วันรับปริญญาของเรา เพื่อวันนี้ฉันต้องเรียนมาตั้งเกือบยี่สิบปี ตั้งแต่อนุบาลจวบจนวันนี้ เหนื่อยกับหลายๆสิ่ง หลายๆ อย่างแต่ก็ถือว่าคุ้มสุดๆ ดีใจยิ่งกว่าอะไรเมื่อได้เห็นรอยยิ้มภูมิใจของคุณแหมะกับตา ขอขอบคุณทุกๆคนที่มีส่วนร่วมทำให้ฉันมีวันนี้ พ่อแม่ ลุง ป้า น้า อา พี่ๆ น้องๆ ครูบาอาจารย์ และเพื่อนๆ ขอขอบคุณทุกคนที่แวะมาแสดงความยินดี และที่ส่งเสียงตามสายมา ขอขอบคุณสำหรับดอกไม้ทุกช่อ ตุ๊กตาทุกตัว และของขวัญทุกชิ้น ขอขอบคุณจากใจดวงน้อยๆ ดวงนี้ค่ะ ... 21 กรกฎา สัมผัสอุ่นๆที่มือซ้ายติดตรึงอยู่ลึกๆในใจ ขณะที่มือขวาได้เอื้อมใกล้ชิดอีกหนึ่งมือ ความรู้สึกนั้นก็ถูกประทับลงในความทรงจำ เหตุการณ์ในวันนี้ ทั้งชีวิตไม่อาจลืม ... อยากจะเอ่ยขอบคุณเป็นการเรียงตัว แต่พื้นที่ในสเปซคงจะไม่เพียงพอเป็นแน่แท้ ยังไงก็ขอขอบคุณทุกๆคนอีกครั้ง ซึ้งในน้ำใจจริงจัง สำหรับเพื่อนๆที่รับปริญญาพร้อมกันในวันนั้น ก็ขอแสดงความยินดีด้วยนะจ๊ะ เราทำสำเร็จอีกขั้นของชีวิตแล้ว และสำหรับเพื่อนๆที่รัก ที่ยังคงต้องต่อสู้เพื่อการนี้ ก็ขอเอาใจช่วยเต็มที่ ยังไงใบปริญญาก็ต้องเป็นของเพื่อนๆแน่ เอาใจช่วยทุกการเดินทางของชีวิต สู้ๆ นะ ต่อไปคงไม่มีโอกาสได้เจอเพื่อนๆมากอย่างนั้นอีกแล้ว ยังไงก็รักษาตัวแและหัวใจตัวเองให้ดีนะ เพื่อนเป็นห่วง คิดถึงเพื่อนๆทุกคนเสมอ มีอะไรก็ส่งข่าวมาหากันบ้างนะ จะรอ
"รักและคิดถึงทุกคน(มากๆ) :)"
ปล1. อยากเขียนอะไรมากมายแต่มันตื้อๆ ตันๆในใจ สงสัยไม่ได้เขียนนานไม่ก็ซิ้งและอินจัด ปล2. วันนี้(28 กค.)ไปเรียนภาษาเวียดนามวันแรก เจอคนสอนถึงกับอึ้ง คล้ายใครไม่คล้าย จำต้องมาคล้ายใครคนนั้น ความคิดถึงไม่มีโอกาสได้บรรเทา มีแต่ตอกย้ำให้เพิ่มเติม ปล3. บอกไว้ก่อนล่วงหน้า เผื่อไม่ได้อัพสเปซอีกก่อนบิน วันที่ 9 สิงหา 51 เวลาประมาณบ่ายโมงเป็นต้นไป โทรศัพท์เครื่องจ้อยจะโกอินเตอร์บวกด้วยค่าบริการที่หากโทรเข้า จะแพงเกินกว่าข้าวสองจานต่อนาที เสียทั้งผู้รับและผู้โทร ฉะนั้น มีอะไรก็ส่งเมลล์หรือเมสเสจไปหาแทนละกันนะจ๊ะ (เมสเสจละ 12 บาทมั้ง ก็แพงอยู่ดีเนอะ แหะๆ) ไว้หาทางหาซิมโทรถูกๆจากที่นู่นได้เมื่อไหร่จะแจ้งให้ทราบในภายหลังนะ ถึงยังไงเราก็อยู่ใต้ฟ้าเดียวกัน ท้องฟ้าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หวังว่าเราคงจะมีโอกาสได้มองดาวดวงเดียวกันนะ :)
6月27日 น้ำ l ฟ้า l พายุก่อนอื่นขอบอกว่ามีสปอยล์หรือไม่ ไม่แน่ใจนะ(ไม่ค่อยเข้าใจคำนี้)
มีเวลาไม่มากนัก(เน็ตที่หอเล่นไม่ได้ แวะมาเล่นร้าน อยากเขียนเรื่องนี้มาก)
ขอเริ่มเลยละกันนะจ๊ะ
ได้ข่าวมาพักใหญ่ว่าจะมีหนังของคณะมัณฑนศิลป์ ม.เรา
นึกไปถึงเรื่องเพื่อนสนิท มช. ที่เคยโด่งดังเมื่อหลายปีก่อน
แอบคิดเปรียบเทียบ ดูแล้วมันจะรู้สึกดีเหมือนเรื่องนั้นมั้ยนะ
(ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าหนังชื่ออะไร) ซึ่งเรื่องนั้นก็ชอบพอควร
เมื่อนานต์นานต์เล่าให้ฟังว่าอยากดูหนังเรื่องนี้ รัก l สาม l เศร้า
ได้ยินชื่อแล้ว ความอยากดูเริ่มหดหาย(สำหรับฉันอ่ะนะ)
ไม่ใช่ว่าฉันไม่ชอบหนังเศร้า แต่ดูแล้วฉันจะเศร้าไปมากกว่านี้มั้ยนะ
(ช่วงนี้มีหลายๆเรื่องราวที่ก่อให้เกิดความรู้สึกเศร้า เหงา ในใจ)
ยิ่งได้รับฟังจากใครหลายๆคน ว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วเฉยๆ
ตัดฉากเร็ว ยังไม่ทันได้ซึมซับก็ตัดไปก่อน บ้างก็บอกเฉยๆ บางคนบอกเศร้า
แต่ยังไม่เห็นมีใครบอกว่า ดี เลยสักคน
แต่แล้วเมื่อวานฉันได้อ่านบทวิจารณ์ที่นานต์นานต์เขียนถึง
ฉันชอบตอนจบที่นานต์นานต์ทิ้งเอาไว้ เดินยิ้มออกจากโรงได้
ฉันชักอยากจะเดินยิ้มออกจากโรงบ้างซะแล้วซิ
ตกเย็นฉันมีโอกาสได้คุยกับอาจารย์รักหนังคนนึง
อาจารย์บอกว่า ไปดูหนังเรื่องนี้มา ดีมากๆ น้องๆรักแห่งสยามเลยทีเดียว
ขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย ฉันพอรู้ว่าอาจารย์ชอบหนังเรื่องรักแห่งสยามมากๆ
ถ้าน้องๆ นี่ก็คงแปลว่าชอบมากเหมือนกัน นั่นเพิ่มความรู้สึกอยากดูให้ฉัน
ด้วยว่าฉันก็ชอบรักแห่งสยามเหมือนกัน
(ขอสารภาพว่า น้องเก้า จิรายุมีผลต่อความชอบของฉัน อิอิ)
วันนี้เวลาประมาณบ่ายกว่าๆหลังจากดูคนงานของเพื่อนพี่โซ้ย
ค่อยๆ แยกชิ้นส่วนเคาเตอร์ ถอดหลอดไฟ แกะนู่น รื้อนี่ ยกนั่น ไปทีละชิ้นๆ
นี่เป็นอีกเหตุผลที่ก่อให้เกิดความเศร้า ตั้งแต่ยังไม่เข้าไปดูหนัง
ฉันชวนไอ้หรู เพื่อนอ้วนกลมไปด้วย แต่เพื่อนตัวกลมอยากดูเรื่อง WANTED
แน่นอน สไตล์ฉัน สบายๆอยากดูอะไรก็ดู เราเดินไปด้วยกันที่ช่องขายตั๋วที่ให้บริการอยู่เพียงสองช่อง
ฉันช่องนึง ไอ้หรูช่องนึง "รักสามเศร้าค่ะ" ไอ้หรู " WANTED ค่ะ"
หลังจากเลือกที่นั่งเสร็จ พนักงานทั้งสองช่องถามเป็นเสียงเดียวกัน
"ที่เดียวเหรอค่ะ" เค้าคงจะเห็นเราทั้งคู่เดินมาด้วยกัน
ฉันกับไอ้หรูตอบเป็นเสียงเดียว "ค่ะ"
ก่อนเดินออกมาฉันกับไอ้หรูหยิบแฮนด์บิลหนังเรื่องเฟรนชิฟมาดูคนละแผ่น
มีเวลาร่วมชั่วโมงก่อนหนังฉาย เราสองคนไปนั่งรอแถวที่ซื้อตั๋ว
ฉันอ่านแฮนด์บิล ก่อนที่จะชี้บอกหรูตรงที่เขียนว่า
" 3 กรกฎาคมนี้ บอกคามในใจกับคนที่คุณรัก"
ไอ้หรูคว้าแฮนด์บิลจากมือฉันไปชี้ให้ดูตรงที่เขียนว่า
"10 เหตุผลที่ทำให้คุณไม่กล้าบอกรัก" แล้วยัดใส่มือฉัน
ก่อนจะไปคว้าของตัวเองมาแล้วบอกว่า"ส่วนฉันนี่ อันนี้
"10 เหตุผลที่ทำให้คุณอยากบอกรัก"
มันช่วยเพิ่มดีกรีความเศร้าเล็กๆให้ฉัน เมื่ออ่าน 10 เหตุผลนั้น
ไม่นานนักหลังจากนั้น ไอ้หรูก็เดินเข้าโรงไปก่อน สิบนาทีให้หลังฉันก็เดินไปเข้าอีกโรง
ความเศร้าที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ถูกภาพยนตร์ตัวอย่างดึงไปจากตัวฉันทีละน้อยๆ
แล้วฉันพร้อมที่จะเผชิญกับเรื่องราวต่างๆที่หนังเรื่องนี้กำลังจะเสนอโดยปราศจากความเศร้า
เวลาร่วมสองชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไวเหมือนโกหก
ฉันเดินยิ้มออกมาจากโรงหนัง เหมือนที่นานต์นานต์บอกเอาไว้ไม่ผิดเลยจริงๆ
หนังว่าด้วยความรัก ของคนสามคน
ตอนแรกเหมือนจะเศร้า แล้วมันก็เศร้า แต่ก็ยังยิ้มได้ตอนจบ
หลายๆ ฉากเรียกรอยยิ้มกว้างๆ จากใบหน้าของฉัน
หลายๆ ฉากเรียกเสียงหัวเราะอย่างไม่เกรงใจใครจากฉัน
หลายๆ ฉากเรียกน้ำตาให้มาเอ่อคลอที่ตาทั้งสองของฉัน
แต่ก็เพียงฉากเดียวที่ทำให้มันไหลเป็นสายก่อนจะหยดลงที่เสื้อสองสามหยด
ฉันชอบรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่แฝงด้วยอะไรสักอย่างในหนังเรื่องนี้
ยกตัวอย่างเช่น เรื่องเพลงไทย เรื่องกินขาไก่
และฉันว่า ชื่อเล่นของตัวละครแต่ละตัวก็ผูกพวกเค้าเข้าไว้ด้วยกันตั้งแต่ต้น
นักแสดงหลักดูกลมกลืนเข้ากัน พวกเพื่อนๆก็ร่วมสร้างสีนสันได้เป็นอย่างดี
แอบบอกว่าชอบก้อยมากเลยละ เป็นผู้หญิงที่น่ารักมากๆ เป้ก็เท่ห์ซ้า ส่วนพีคก็น่ารักดี
สรุปว่าชอบหนังเรื่องนี้มากๆ มันดึงอารมณ์และความประทับใจจากฉัน
มากกว่าหนัง(ไทย)เรื่องอื่นๆเยอะเลยละ
หากหนังเรื่องนี้เป็นน้องๆรักแห่งสยามของอาจารย์
หนังเรื่องนี้เป็นพี่ๆรักแห่งสยามสำหรับฉันเลยเชียวนะ
เดินยิ้มออกจากโรง ไม่เสียดายตังค์เลยสักบาท
อยากจะดูรอบสองในโรงด้วยซ้ำ ถ้ามีตังค์คงดูไปแล้ว
(ขอบอกว่าแอบเซ็งพวกนักเรียนเสียงดัง คุยกัน น่ารำคาญมากๆ
คิดดูขนาดมีเสียงเด็กพวกนั้น ฉันยังประทับใจขนาดนี้เลยอ่ะ)
นี่ถ้าไม่ได้มาดู จะเสียดายแค่ไหนเนี่ย
แต่อย่างน้อยก็ได้ดูละนะ ขอบใจนานต์นานต์มากๆ และก็ต้องขอบคุณอาจารย์มากๆด้วย
ที่ช่วยเพิ่มดีกรีการอยากดูหนังเรื่องนี้จนกระทั่งไปดู
และประทับใจกลับมาแบบสุดๆ บอกตามตรงถ้าไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรง เสียดายตายเลย :)
6月21日 บุคคลในตำนาน(ตอนแรก)เคยมั้ย เวลาที่ได้ยินใครพูดถึงคนที่เราไม่รู้จักบ่อยๆ แล้วเรารู้สึกอยากจะรู้จักผู้คนเหล่านั้นบ้าง ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น หนึ่งในคนที่อยากรู้จักคนที่ได้รับการกล่าวถึง หรือพูดถึงบ่อยบ้าง ไม่บ่อยบ้าง เพราะอะไรบางอย่างพาลให้คิดว่า ทำไมต้องพูดถึงคนนี้ด้วยนะ คำตอบนี้คงตอบไม่ยาก ก็เป็นคนที่เค้ารู้จัก เป็นเพื่อน เป็นพี่หรืออะไรทำนองนั้น แต่นั่นก็ทำให้ฉันเกิดอาการอยากจะรู้จักคนคนนั้นบ้าง สำหรับฉัน คนเหล่านั้น เหมือนเป็นบุคคลในตำนาน ด้วยความที่ฉันไม่รู้จัก ไม่เคยพบเจอ ทำให้ดูลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน (อ่ะนะ มันคงไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ฉันเว่อร์ไปเอง) ใครหลายๆ คนก็เลยกลายมาเป็นบุคคลในตำนานของฉัน เพียงชั่วคำพูดของคนบางคน หรือหลายๆคน ... ในชั่วโมงเรียนนิเวศวิทยาเมื่อหลายปีมาแล้ว ขณะที่เหล่านักศึกษาและอาจารย์กำลังปรึกษาหารือ ถึงสถานที่จะไปทัศนศึกษา แล้วเรื่องทริปไปเขาใหญ่ที่เกิดเรื่องไม่คาดฝัน จนคณาจารย์ไม่กล้าที่จะพานักศึกษาตาดำๆอย่างเราไปอีกก็ถูกเล่าขาน วันนั้นอ.กัลยา กล่าวพาดพิงถึงอ.ท่านนึงที่ฉันไม่คุ้นชื่อ นอกจากไม่คุ้นชื่อ แล้วก็ยังไม่คุ้นหน้า อ.ท่านนั้น นามว่า อ.ก้อง กัมปนาท อันที่จริงไม่ใช่แค่ไม่คุ้นหรอก แต่ฉันไม่เคยเจอด้วยซ้ำไป ในขณะที่ฉันย่างเท้าเข้าสู่ปลายปีที่สามของการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย ขณะที่เพื่อนๆหลายๆคน มีโปรเจ็คที่สนใจ และอ.ที่ปรึกษาในใจ ไม่แปลกเลยที่เราจะเจอเพื่อนแล้วถามว่า ทำโปรเจ็คกับจารไร คล้ายๆกับคำถามที่เจอตอนใกล้จบว่า เรียนจบแล้วทำไร “แต๋วแหวว ทำโปรเจ็คกับจารไรอะ” “จารก้อง” “จารก้อง ไหนอ่ะ” “อ้าวไอ้เตี้ย แกไม่รู้จักจารก้องเหรอ” “หึ ไม่รู้จัก” “ตอนที่เค้ากลับมาแกไม่เคยเจอเหรอ ผมยาวๆ ตัวสูงๆ” “หึ ไม่เห็นเคยเห็นเลย” ฉันก็ไปวิ่งเล่นแถวๆห้องภาคออกจะบ่อย ไม่เห็นเคยจะเห็นใคร มีลักษณะอย่างแต๋วแหววว่ามา แต่คลับคล้ายคลับคลา เคยเห็นเงาของใครสูงๆ ท่าทางผมยาวๆ หายวับลับตาไปตรงซอกหลืบเล็กๆ ของห้องแพลงตอนและห้องจารกัลยา แน่นอนใจฉันมันเสาะขึ้นอับดับต้นๆ ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน ไม่อยากจะไปยุ่งหรือต่อกรกับสิ่งที่เหมือนจะเห็นก็ไม่ใช่ เหมือนจะไม่เห็นก็ไม่เชิง ด้วยเหตุนี้ อ.ก้อง กัมปนาทจึงกลายเป็น "บุคคลในตำนานหมายเลขหนึ่ง" ฉันไม่ได้ติดใจอะไรมาก ด้วยความที่ก็ไม่ได้ยินเรื่องราวอะไรมากเกี่ยวกับอ.ท่านนี้ จะติดใจอยู่หน่อยนึงก็ตรงชื่อของอ. ใครช่างตั้ง เท่ห์ชะมัดเลย ก้อง กัมปนาท ฟังชื่อแล้วเหมือนจะมีระเบิดสะเทือนเลื่อนลั่นตรงหน้ายังไงก็ไม่รู้ ฉันลองมาคิดชื่อที่ต่อๆ กันเหมือนชื่อของ อ.บ้าง ได้มาก็เยอะเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น ผืน แผ่นดิน, ดอย อินทนนท์, ทะเล อันดามัน กล้อง โพราลอยด์, เพลง บรรเลง, น้ำ เป๊ปซี่, เบียร์ สิงห์, แมค โดนัลด์ เซเว่น อีเลฟเว่น, ไอติม เซเว่นเซ่น ฯลฯ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่า ใครจะไปตั้งชื่อคนแบบนี้ อันแรกๆยังพอจะเป็นไปได้ แต่หลังๆนี่มันอะไรเนี่ย ยังอุตส่าห์จะคิดได้นะฉัน วันเวลาผ่านไป พร้อมกับชื่อของอ. และชื่อบ้าๆบอๆที่ฉันคิด ถึงคราวลางเลือน ซัมเมอร์ปีสามขึ้นปีสี่ ฉันออกไปท่องโลกกว้าง ขณะที่ฉันกำลังจะเดินทางกลับสู่มาตุภูมิ ฉันส่งเสียงตามสายมาถาม ถึงตารางเรียนที่ฉันฝากแต๋วแหววลงว่าเรียบร้อยรึไม่ เสียงแต๋วแหววบอกมาตามสาย ว่า “อ.ก้อง เค้าถามหาแล้วนะเว้ย ว่าเมื่อไหร่แกจะกลับมาเรียน” ห้า บุคคลในตำนานกลับมาแล้ว เกิดเสียงสะท้อนในสมอง แล้ว แล้ว แล้วววว อ.กลับมาเมืองไทยแล้วโดยสวัสดิภาพ ขณะที่ฉันขาดเรียนไปแล้วหลายคาบ กลับถึงเมืองไทย ฉันก็ไปเข้าเรียนตามปกติ ทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น (ฉันเคยเขียนไปแล้วบ้างในตอนทับแก้ว อาจจะซ้ำนิดนึงนะถ้าใครได้อ่านตอนนั้นแล้ว) และแล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่ฉันได้พบกับบุคคลในตำนานหมายเลขหนึ่ง อ.เดินมานู่นแล้ว ฉันคาดเดาด้วยความทรงจำที่แต๋วแหววเคยบอกว่าน่าจะเป็นคนนี้ ฉันมองตามอ.ที่เดินเข้ามาในห้องด้วยประกายตาแวววาว อ.ตัวสูงจริงๆด้วย ผมยาวจริงๆ(แต่ที่คิดไว้ยาวกว่านี้อ่ะนะ)อีกด้วย รอบๆอ.มีประกายระยิบระยับ ระยิบระยับ ระยิบระยับ เหมือนแกนดัฟในหนังเดอะลอร์ด มีอย่างที่บุคคลในตำนานควรจะมี พร้อมด้วยรังสีออร่าแผ่กว้างจากตัวอ. เอ๊ะ ไอ้รังสีออร่านี่คนธรรมดามองไม่เห็นมิใช่เหรอ ใช่ฉันมันคนธรรมดา ถึงจะกำลังมองบุคคลในตำนาน(ของฉัน)ก็ตาม ภาพที่ได้(จริงๆ) คือ อ.เดินเข้ามาสอนในชั่วโมงเรียนอย่างปกติ ฉันก็นั่งเรียน และนั่งฟังอ.อย่างปกติที่สุดมิได้มีประกายตาแวววาว หรือมองเห็นแสงระยิบระยับอย่างที่บอกไว้ข้างต้นไม่ นั่นเป็นเรื่องราวการพบกันระหว่างฉันและบุคคลในตำนานหมายเลขหนึ่ง เรื่องราวธรรมดาๆ ของนักศึกษาที่ไปเข้าเรียนแล้วต้องพบเจอกับอ.ผู้สอน เป็นอีกครั้งที่วันเวลาก็ยังคงดำเนินไป ฉันศึกษาเล่าเรียนไปเรื่อย จนกระทั่งในช่วงนึงฉันได้ยินชื่อบุคคลนึงบ่อยๆ อันที่จริงเรื่องนี้มันก็ก่อตัวขึ้นเป็นระยะๆ การเอ่ยถึงคนคนนี้เป็นระยะๆ ก่อให้เกิด "บุคคลในตำนานหมายเลขสอง" “เดี๋ยว พี่มะเดี่ยว เค้าจะมาสอนเรื่องเสียงนก” “พี่มะเดี่ยว...” “..พี่มะเดี่ยว..” “...พี่มะเดี่ยว” ฉันรู้สึกติดใจในพี่เค้ามากพอสมควร ทำไมชื่อพี่เค้าถึงถูกพูดถึงบ่อยๆ จากบุคคลในตำนานหมายเลขหนึ่งบ้าง เพื่อนๆบ้าง พี่ๆ บ้าง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนที่เกี่ยวเนื่องด้วยชมรม ที่เคยดูนกอะไรแบบนี้อ่ะนะ ฉันไม่เคยรู้จักพี่เค้า ไม่เคยพบเจอ พูดคุยเห็นหน้า จึงไม่น่าแปลกใจที่พี่เค้าจะกลายมาเป็นบุคคลในตำนาน(ของฉัน)ได้ไม่ยากนัก ฉันรู้แค่ว่า มะเดี่ยว น่าจะเป็นผลไม้ชนิดนึง และในความรู้สึก น่าจะเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวจี๊ดสะใจ และฉันก็ไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่านั้นเลยจริงๆ แต่ภาพพี่มะเดี่ยวในจินตนาการของฉันก็ไม่ได้มีแค่เงาสูงๆ อย่างบุคคลในตำนานหมายเลขหนึ่ง อาจเนื่องมาจากพัฒนาการด้านจินตนาการที่เพิ่มขึ้นหลังจากได้เจอกับบุคคลแรก ฉันดึงเอาความสูง ผอม ผมยาวของบุคคลในตำนานหมายเลขหนึ่ง มาเติมด้วยเสื้อผ้าฝ้ายใส่สบายสไตล์ล้านนา พร้อมด้วยกางเกงขายาวสวมใส่สบาย รองเท้าแตะเดินสบายเท้า กล้องคล้องคอ สะพายย่ามผ้าฝ้ายพาดบ่า และสามหมวกผ้าฝ้าย ทำไมต้องผ้าฝ้าย ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แค่รู้สึกว่าพี่เค้าอยู่เชียงใหม่ เป็นนักอนุรักษ์ และชอบถ่ายภาพ น่าจะมีลุคประมาณนี้ เลยจินตนาการไว้ในหัวแบบนี้ และแล้ววันนั้นก็เดินทางมาถึง วันที่พี่เค้าจะมาบรรยายให้ เหล่านักศึกษาตากลมฟัง จำได้ว่าพี่เค้าอยู่ในห้องก่อนหน้าฉัน ฉันด้อมๆมองๆอยู่หน้าห้องอีโค ผ่านกระจกใส ในใจคิด “พี่มะเดี่ยวตัวเป็นๆ” อารมณ์ประมาณยิ่งกว่าได้เจอดาราตัวเป็นๆ พอเดินเข้ามาในห้อง ก็ทำได้แค่เอ่ยกล่าวสวัสดี แต่ภายในใจยังคงคิด “ได้เจอพี่มะเดี่ยวตัวเป็นๆ พี่มะเดี่ยวตัวเป็นๆเป็นอย่างนี้เอง” วันนั้นฉันคงเก็บอาการตื่นเต้นไว้ได้อย่างแยบยลพอควร (คิดว่าอ่ะนะ) ภาพพี่มะเดี่ยวผิดจากที่ฉันจินตนาการไว้พอสมควร พี่เค้าใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสีดำเรียบร้อย ผมพี่เค้าไม่ได้ยาวอย่างที่คิดไว้ แต่พี่เค้าก็ยังตัวสูง และผอมเหมือนที่ฉันคิดไว้ อย่างน้อยก็ถูกนิดๆหน่อยๆละว่ะ แต่ก็ยังคงคิดเข้าข้างตัวเองว่าบางทีพี่เค้าอาจจะต้องแต่งตัวเรียบร้อย เพราะพี่เค้ามาสอนพวกฉันก็เป็นได้ ยังคงติดภาพที่จินตนาการไว้ แล้ววันงานเบิร์ดแฟร์ฉันก็ได้พบกับความจริง ไม่ผิดกับที่ฉันจินตนาการไว้แม้สักเล็กน้อย สักเล็กน้อยก็ไม่ผิดเลยจริงๆนะ ถ้าคิดภาพไม่ออก กรุณาย้อนกลับไปดภาพในจินตนาการด้านบนได้ แต่ที่ผิดถนัดคือการปรากฎตัวของ "บุคคลในตำนานหมายเลขสาม" บุคคลในตำนาน(ตอนสอง)ก่อนจะอธิบายโดยละเอียดขึ้น ขอบอกกล่าวเล่าถึงที่มา ของบุคคลในตำนานหมายเลขสามก่อนละกันนะ ในช่วงที่มีการทำเสื้อชมรมเพื่อเตรียมนำไปขายในงานเบิร์ดแฟร์และงานต่างๆ ชื่อของคนคนนึงก็เพิ่มความถี่ในการเอ่ยถึงขึ้นมาเงียบๆ “พี่อิษฎ์...” “เดี๋ยวพี่อิษฎ์...” “พี่อิษฎ์ส่งแบบเสื้อ...” พี่เค้าออกแบบเสื้อให้ชมรม ท่าทางจะเรียนมาทางด้านนี้ สายแว่วมาว่าพี่เค้าจบวิดยาและไปต่อถาปัตย์ เอาละซิ ฉับพลันภาพหนุ่มสูง ผอม ผมไม่ยาวมาก (ได้รับอิทธิพลจากบุคคลในตำนานสองท่านแรกผสมปนเปในอัตราส่วนที่เหมาะสม) ใส่เสื้อยืดสบายๆ กางเกงยีนส์ตัวเก่าตัวเก่ง สวมใส่ผ้าใบคอนเวิดเก่าๆ(ขาดๆ) ออกแนวติสต์ๆ เซอร์ๆ ประมาณนั้นเลยอ่ะนะ นั่นเป็นภาพในจินตนาการของฉัน ซึ่งฉันก็ไม่ได้คิดว่า จะได้มาพบเจอพี่เค้า คือเจอพี่เค้าโดยไม่ทันตั้งตัว ขณะที่ฉันง่วนอยู่กับการดูแลบูธและขายเสื้อ รวมถึงของที่ระลึกอยู่นั้น ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก ฉันจำไม่ได้ว่าใครเดินมาก่อน มีใครอยู่แถวนั้นบ้าง หรือว่าขณะนั้นใครยืนอยู่ข้างๆฉัน ที่จำได้คือ บุคคลในตำนานหมายเลขหนึ่งให้เสื้อพี่อิษฎ์ไปหนึ่งตัว ถือเป็นสินเสื้อตอบแทนน้ำใจอันงามของพี่เค้าที่ช่วยออกแบบเสื้อให้ จำได้ว่าตอนนั้นฉันยืนนิ่งๆ(มั้ง) ยืนดูบุคคลในตำนานคุยกัน (ฉันเห็นบุคคลในตำนานคุยกันหลายครั้ง หมายเลขหนึ่งคุยกับหมายเลขสอง หมายเลขหนึ่งคุยกับหมายเลขสาม ) ในใจก็คิด “โห นี่เหรอพี่อิษฎ์ พี่อิษฎฺตัวเป็นๆ” “พี่อิษฎ์ตัวเป็นๆ ตัวไม่สูงเหมือนที่คิดไว้เลยแฮะ ผมก็ไม่ค่อยยาว แล้วก็ดูสบายๆมากกว่าที่จะดูเซอร์ๆซะด้วย ผิดคาดมากๆเลยนะเนี่ย” พี่อิษฎ์ยืนคุยอยู่ไม่นานนัก แล้วก็ขอตัวกลับบ้านที่มหาสารคาม (เท่าที่จำได้ และคิดว่าจำไม่ผิดอ่ะนะ) จำไม่ได้ว่าฉันได้คุยอะไรกับพี่เค้ามากไปกว่า คำว่า สวัสดีค่ะ หรือไม่ จังหวะนั้นคงจะอึ้งๆ ปนตื่นเต้นมากๆ จนเหมือนทำอะไรไม่ถูก พี่เค้าก็เป็นคนธรรมดาๆ คนนึงเหมือนๆกับบุคคลในตำนานสองท่านแรก แต่ฉันเองละที่ไปมอบตำแหน่งแปลกๆนี้ให้ และแอบตื่นเต้น ตื่นตา ตื่นใจไปเองเมื่อได้พบเจอ ดีนะ ที่ฉันไม่ได้เจอบุคคลในตำนานครั้งแรกพร้อมๆกันสามคน คิดภาพไม่ออกเลยว่าตัวเองจะเป็นยังไง นึกแล้วก็ตลกตัวเอง วันเวลายังคงทำหน้าที่ตัวเองอย่างดี หมุนเวียนเปลี่ยนเดือนปี ทำให้ไม่นานมานี้ ฉันก็มีโอกาสได้ยินได้ฟังการเอื้อนกล่าวถึงบุคคลนึง บุคคลในตำนานหมายเลขสามเล่าสู่หมายเลขหนึ่งฟังประมาณว่า “จิ้ว ซื้อกล้องเยอะมากเลยครับอ. มีกล้องเป็นยี่สิบตัว” ฉันจำรายละเอียดอะไรไม่ได้มากนัก จำได้ว่าเอ่ยถามไปว่าทำไมพี่เค้าชื่อแปลกจัง พี่อิษฎ์ซึ่งขณะนี้ฉันพัฒนาการเรียกมาเป็น อันอิษฎ์ ตามแบบเวียดนาม เล่าให้ฟังคร่าวๆ ว่า พี่เค้าชื่อ... นามสกุล จิ้วไม้แดง เพื่อนๆ เลยเรียกกันจนติดปาก ว่า จิ้ว ไม่ค่อยมีใครเรียกชื่ออื่นๆ ฉันจำชื่อพี่เค้าไม่ได้ จำได้แต่ว่า พี่เค้าชื่อ จิ้ว ฉันแอบติดใจพี่เค้าก็ตรงที่ พี่เค้ามีกล้องในอานัตเยอะมากๆ จากวันนั้นฉันพอจะรู้ว่าพี่เค้าเล่นกล้อง มีกล้อง มีเลนส์เยอะมากๆ พี่เค้าไปหาซื้อของที่คลองถมเป็นประจำ การพูดถึงในครั้งนั้น ทำให้ฉันเริ่มจินตนาการภาพของ พี่จิ้ว จากประสบการณ์การจินตนาการที่ผิดบ้าง ถูกบ้างของฉัน ทำให้ภาพพี่จิ้วที่ได้เป็นแบบนี้ ชายหนุ่มความสูงมาตรฐานชายไทย แต่งตัวสบายๆ ดูท่าทางทะมัดทะแมง และคล่องแคล่วเหมาะกับการเดินซื้อของที่คลองถม แล้วก็ผมสั้น ฉันยังไม่มีโอกาสได้เจอพี่เค้า แล้วพี่เค้าก็หายไปเงียบๆ เนื่องด้วยไม่มีใครเอ่ยอ้างถึง และไม่มีใครกล่าวถึงบ้าง แต่แล้วเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาบุคคลในตำนานหมายเลขสอง(พี่มะเดี่ยว) แวะมาเซอร์ไพร์สที่ร้านฉัน เป็นการเซอร์ไพร์สที่สุดจะเซอร์ไพร์ส ฉันคงจะได้เขียนถึงเรื่องราวในวันนั้นสักวัน แต่วันนี้ขอเขียนถึงบุคคลในตำนานซะก่อนนะ พี่มะเดี่ยวถามฉันว่าร้านปิดกี่โมง ฉันบอกเวลาปิดปกติของที่ร้าน ก่อนที่จะถามเพิ่มว่า “พี่มะเดี่ยวไปกี่โมงอ่ะคะ” “ผมนัดเพื่อนไว้อ่ะครับ ว่าจะไปเดินดูของที่คลองถมตอนประมาณสองทุ่ม” แล้วไม่นานนักฉันก็ได้รู้ว่าเพื่อนที่พี่เค้าหมายถึง คือ พี่จิ้ว พี่มะเดี่ยวเล่าเพิ่มเติมเหมือนกับว่า พี่จิ้วเค้าซื้อกล้องทุกวันเลย ที่จะไปคลองถมก็จะไปเดินดูกล้องอะไรประมาณนี้ แล้วเรื่องราวเมื่อหนหลังก็เวียนมาฉายซ้ำ เรื่องกล้องที่มากมายของพี่เค้า พี่มะเดี่ยวจากไปเมื่อเวลานัดกับพี่จิ้วมาถึง แต่แล้วเมื่อประมาณห้าทุ่มกว่าๆ พี่มะเดียวก็โทรกลับมา ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง ฉันเอ่ยถามพี่มะเดี่ยวไปว่า “แล้วพี่มะเดี่ยวได้อะไรกลับไปมั้ยคะ” “ไม่ได้ครับ” “แล้วพี่จิ้วละคะ” “ได้ครับ” นาทีนั้น โหห สุดยอดเลยอ่ะ ซื้อทุกวันเลยจริงๆเหรอเนี่ย พี่มะเดี่ยวบอกต่อประมาณว่า พี่จิ้วมาส่งพี่มะเดี่ยวที่หมอชิตแล้วก็กลับไปเดินคลองถมต่อ พี่มะเดี่ยวบอกอีกว่า “มีกล้องเยอะ ไบนอคอะไรพวกนี้ก็เยอะ ของดีก็มี ของเสียก็เยอะ” ฉันเลยบอกไปว่า “ค่ะ อยากได้เหมือนกัน แต่ดูไม่เป็น” พี่มะเดี่ยวบอกต่อว่า “ปรึกษาจิ้วได้ บอกจิ้วได้ ให้จิ้วช่วย” นาทีนั้นความมั่นใจค่อยๆเพิ่มพูนในตัวบุคคลในตำนานหมายเลขสี่ผู้แปลกหน้า ถ้าฉันอยากได้กล้อง ให้พี่เค้าไปช่วยดูจะไม่ผิดหวังเลยใช่มั้ยนะ ฉันกำลังจะเอื้อนเอ่ยบอกพี่มะเดี่ยวออกไปว่า “จริงๆเหรอค่ะ” แต่ยังไม่ทันจะได้พูด เพราะหลังจากประโยคนั้นไม่กี่วินาที พี่มะเดียวก็ต่อด้วย “โดนหลอกชัวร์” “อ่ะนะพี่มะเดี่ยว” เล่นเอาฉันไปไม่เป็นเลยทีนี้ ฉันเลยถามพี่มะเดี่ยวออกไปว่า “แล้วพี่เค้าไม่เสียใจแย่เหรอค่ะ” พี่มะเดี่ยวบอกว่า “ไม่หรอกครับ ภูมิใจด้วยซ้ำ” โห ยังมีคนแบบนี้อยู่ด้วยเหรอเนี่ย ภูมิใจที่โดนหลอก ฉันก็ไม่รู้ว่าพี่มะเดี่ยวพูดจริงหรือพูดเล่น แต่ท่าทางพี่จิ้ว จะเป็นคนที่สนุกสนาน ร่าเริงและไม่คิดมากคนนึงละนะ แล้วจู่ๆพี่มะเดี่ยวก็พูดขึ้นมาว่า “จิ้วเป็นบุคคลในตำนาน เป็นตำนาน” หรืออะไรสักอย่างประมาณนี้ มันโดนมากๆ เพราะฉันคิดแบบนี้อยู่เหมือนกัน ถึงแม้ตำนานของฉันกับของพี่มะเดี่ยวอาจจะไม่เหมือนกันก็ตาม แต่ฉันก็ตอบรับคำที่พี่มะเดียวพูด พี่จิ้วเค้าเป็นตำนานจริงๆ คาดว่าเพื่อนๆที่ชอบถ่ายรูป หรือเล่นกล้องทั้งหลายของฉัน คงจะอยากรู้จักกับพี่จิ้วบ้างละไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็น ไอ้พี่ชาย เบส์ท ยอด และนานต์นานต์ ไว้ว่างๆชวนกันไปเดินคลองถมแล้วอันเชิญพี่จิ้วมาเป็นไกด์นำทัวร์ดีมั้ยพวกเรา ถ้าร้านฉันเปิดต่อไปอีกหน่อย ฉันคงได้พบกับพี่จิ้ว บุคคลในตำนานหมายเลขสี่ที่ร้านในสักวันแน่ๆ เพราะบุคคลในตำนานทั้งหมดของฉันเคยแวะเวียนมาที่ร้านแล้วทั้งนั้น คงจะไม่แปลกถ้าบุคคลในตำนานหมายเลขล่าสุดจะมาที่ร้านนี้ด้วย น่าเสียดายที่ฉันยังไม่มีโอกาสได้เจอพี่จิ้ว อยากจะรู้จริงๆว่าภาพพี่เค้าที่ฉันจินตนาการไว้ จะใกล้เคียงกับความเป็นจริงรึเปล่า หวังว่าฉันคงจะได้เจอบุคคลในตำนานคนนี้ในสักวันเนอะ :)
ปล. ขอนอกเรื่องนิดนึง พอดีแฝดพี่เพิ่งทำการอัพสเปซ เพื่อนๆหลายคนคงได้เจอและรู้จักบ้างแล้ว เลยจะชักชวนไปทำความรู้จักและให้กำลังใจกับงานเขียนของพี่ท่านบ้าง ไงก็อย่าลืมแวะไปนะจ๊ะ ที่นี่เลย http://mainum.spaces.live.com
6月16日 บันทึก(น้อยๆระหว่าง)การเดินทาง(ตอนแรก)สวัสดีไอ้(ผู้ชาย)บ้านนอก เป็นไงมั่งว่ะแก สบายดีป่าว ส่วนฉันเพิ่งออกจากโรงหมอมาเมื่อวันก่อน อย่าเพิ่งตกใจ ร่างกายฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่จิตใจโดนทำร้ายอย่างแรง คุณหมอกับพี่พยาบาลพากันจับแขนทั้งสองข้าง แล้วก็ฉีดยาให้ฉัน แฝดเล่าให้ฟังว่า คนเค้ามองกันทั้งห้องเลย ส่วนน้องเล้งที่พาไปส่งโรงบาล บอกว่า สงสารก็ส่งสารนะ ขำก็ขำ แล้วก็ทำเสียงล้อเลียนฉัน มานึกตอนนี้ก็ขำตัวเอง ก็คนมันกลัวและไม่ชอบจริงๆนี่น่า แกก็ไม่ชอบเข็มฉีดยา น่าจะเข้าใจฉันดี จริงมั้ย อ่อ จำได้ว่าฉันเคยโบกมือลาโรงพยาบาลรามาธิบดีกับคุณหมอแสนสวย คราวนี้ต้องขอลาขาดจากโรงพยาบาลราชิวิถีกับคุณหมอใจร้ายแทน แกคงจะแปลกใจว่าวันนี้ฉันนึกครึ้มอกครึ้มใจอะไรถึงมานั่งเขียนหาแก ก็แหม่ มีเรื่องเล่าจากการเดินทางเล็กๆน้อยๆ มาฝากน่ะ มันไม่ได้มีอะไรมาก เพราะฉันไม่ได้ไปไหนไกล แต่ก็แค่ เห็นอะไรระหว่างทางเลยอยากเล่าสู่กันฟัง 9.30 น. คือเวลาที่ตั้งปลุกไว้ แต่ด้วยความเอื่อยเฉื่อย กว่าจะลุกจากเตียงก็เกือบจะสิบโมง อาบน้ำอาบท่าไม่นาน ฉันก็พาตัวเองออกมายืนรอรถเมล์พร้อมด้วยน้ำผักผลไม้รวมหนึ่งกล่อง รถเมล์มาถึงตอนกี่โมงก็ไม่รู้ รู้แต่ว่ารถเมล์ร่วมบริการสีเขียวคันจ้อยคันนี้ มีบริการพิเศษ ที่แกเห็นแล้วอาจจะยิ้มไปกับไอเดียบรรเจิดนั้น และฉันว่าคนคนนั้นก็น่าจะยิ้มให้ไอเดียนี้ด้วยเหมือนกัน ที่เบาะจะมีพัดที่สานจากไม้ไผ่ พัดกลมๆ สีแดงๆ เขียวๆ ไม่รู้จะอธิบายยังไง จำได้ว่าเคยเอาไว้พัดไฟจากเตาถ่าน นั่นละ สมมติว่าเข้าใจ รถคันนี้มีพัดแบบนี้เสียบไว้ด้านหลังทุกที่นั่ง รถติดไฟแดง ร้อนกายร้อนใจ ก็หยิบพัดมาโบกสักหลายๆที ความคิดนี้ก็เข้าท่าดีเหมือนกันนะ แต่ฉันก็ไม่เห็นจะมีใครสักคนหยิบพัดขึ้นมา อาจจะเพราะตอนนั้นอุณหภูมิภายนอกร้อน แต่ภายในเย็นก็เป็นได้เนอะ 10.18 น. ฉันเดินทางมาถึงเซ็นทรัลเวิล์ดก่อนเวลาตั้งนาน วันนี้เป็นอีกวันที่ฉันตั้งใจมาอ่านหนังสืออัดเสียงแหละแก ด้วยความที่มาเร็วมาก ฉันเลยเดินเอ้อระเหยอยู่ด้านหน้า เดินไปเดินมาดันมาเจอกับน้องทราย น้องที่ชมรมอ่ะ แกคงรู้จักใช่ป่ะ นั่นละ น้องเค้ามาดูดงบังชินกิ ได้ข่าวว่ามีพี่ๆอีกหลายคนมาดูด้วย พี่เมย์ยืมไบนอคชมรมมาดูเลยนะเว้ย มากันตั้งแต่เช้าเลย กว่าดงบังจะมาก็เย็นๆ สปิริตแฟนคลับนี่ สุดยอดจริงๆเนอะ คุยอยู่ไม่นานก็ลากันไป ฉันแอบเดินไปดูบรรยากาศ คนเยอะมากๆ ใส่เสื้อสีแดงกันเป็นกองทัพ นึกว่าวันนี้เป็นวันแดงเดือด ปิศาจแดงปะทะหงษ์แดงซะแล้ว ที่ไหนได้มาดูดงบังชินกิ วันนี้ใส่เสื้อสีดำไม่ค่อนเนียนเลยรีบเดินผ่านไป 10.35 น. ฉันมาถึงห้องบันทึกเสียงแล้วละแก รอพี่พนักงานไม่นาน พี่เค้าก็มาบอกว่าวันนี้คนจองอ่านเต็มหมด มีว่างอีกทีวันพุธตอนบ่ายโมง โหหห แป๊ก! เลยแก อารมณ์แบบว่า ฉันตั้งใจมามากๆ แบกโน๊ตบุ๊คมาด้วยตั้งใจมาอ่านก่อนกลับบ้านเลยนะเนี่ย ทำไงได้ว่ะ เห้ออ แอบเซ็ง ฉันจะตื่นแต่เช้าเพื่อ... ด้วยเหตุนี้ฉันจึงเดินคอตกลงมาจากชั้นสาม มาบรรเทาอาการเซ็งด้วยการไปฟังเพลงจากซีดีแผ่นต่างๆที่ชั้นหนึ่ง เมื่ออาการทุเลาเลยก้าวเท้าจากมา บ้านคือเป้าหมายต่อไป 11.15 น. กว่ารถเมล์จะมาใช้เวลานานพอดู จากที่สังเกตมา เมื่อรถสาย 504 ผ่านป้ายรถเมล์ครบสองคัน รถเมล์ปรับอากาศ สีน้ำเงินเข้มคันต่อจะเป็นสาย 505 ฉันพิสูจน์มากับตัวเองแล้วถึงสองรอบ เช่นเคย ฉันเลือกนั่งรถเมล์ฝั่งซ้ายติดหน้าต่างเยื้องมาด้านหลัง เพื่อให้ใกล้กับลำโพงเพื่อฟังวิทยุคลื่นที่ฉันคุ้นเคยที่สุด FM1 คือคลื่นวิทยุที่รถเมล์ส่วนใหญ่หรือแทบจะทั้งหมดเปิด ฉันนั่งฟังเพลงไปเรื่อยๆ พร้อมกับคิดอะไรไปเพลินๆ แล้วเพลงเพลงหนึ่งก็ดังขึ้น เสียงของโฟกัสลอยเข้าหูมาจนถึงท่อนใกล้ฮุค “อาจไม่กล้าพอพูดว่าฉันรักเธอ ได้แต่บอกรักเธอเพียงในใจ ได้แต่รักเธอเพียงข้างเดียวเรื่อยไป แต่ยังไงฉันก็จะรอ” รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นโฟกัส เป็นฉากที่โฟกัสนั่งรถเมล์ เอาหัวพิงกระจกใสและเหม่อมองออกไปนอกรถ ฉันยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้แต่ฉันคิดว่าเธอคงกำลังคิดถึงตี่ตี๋ คิดถึงใครคนนั้นที่เธอรัก ฉันว่าอารมณ์ฉันตอนนั้นไม่ต่างจากโอ๋เล็กเลยว่ะ จะต่างก็ตรงที่เค้านั่งฝั่งขวา แต่ฉันนั่งฝั่งซ้าย แล้วฉันก็พลันคิดถึงตอนที่แกเขียนเล่าให้ฟังในสเปซ ที่ไปดูคอนเสิรต์แล้วพี่แด๊ก บิ๊กแอสร้องเพลง อย่างน้อย จำได้แกบอกว่า รู้สึกเหมือนอยู่ในหนัง ขาดก็แต่ซีที่เอ่ยประโยคนั้น "มันไม่เวิล์คหรอกว่ะ" น่าจะประมาณนี้อ่ะนะ ฉันกับแกก็แปลกดีเนอะ รู้สึกเหมือนอยู่ในหนังทั้งคู่ แต่คนละซีน คนละอารมณ์ แล้วเพลงนั้นก็จบลง เหลือไว้แต่ความคิดถึงที่ยังคงไม่จางหายไป 12.38 น. กลับมาถึงบ้าน เลยมื้อเที่ยงไปนานโข ที่บ้านฉันทานมื้อเที่ยงตอนสิบเอ็ดโมงอ่ะนะ พี่วาแสนใจดี จะต้มมาม่าให้ฉันกิน ฉันบอกว่า ฉันทำเองได้ แต่พี่วากุลีกุจอ รีบมาทำให้ฉัน ฉันได้แต่เอ่ยขอบคุณ แล้วเดินไปทิ้งตัวลงที่เตียงคุณแหมะ สักครู่มาม่าแสนอร่อยก็หมดไป พร้อมกับที่ความร้อนของมัน ช่วยเพิ่มอุนหภูมิภายในร่างกายของฉัน ฉันเดินเอาถ้วยไปล้าง แล้วเดินมาเปิดช่องแข็งเอาหน้าเข้าไปซุกในนั้นสักครู่ ก่อนจะปิดช่องแข็ง เปิดช่องปกติแล้วเอาหลังกับตัวแทรกเข้าไปรับไอเย็น พี่วาเห็นเข้าเลยบอกว่า "น้องนิ่ม ไปเปิดพัดลมตานู่น มาเปิดทำไมตู้เย็น" "นิ่มชอบค่ะ มันเย็นดี อิอิ" ฉันมักทำแบบนี้ประจำเวลาที่ฉันร้อนมากๆ ไอเย็นๆจากตู้เย็นทำให้ฉันคิดถึงตอนที่อยู่ในห้องเก็บผักผลไม้ และห้องเบเกอรี่ที่อเมริกา นอกจากจะเย็นแล้วยังอร่อยด้วย ว่าแล้วก็หยิบยาคูลท์มากินสักขวดดีกว่า บันทึก(น้อยๆระหว่าง)การเดินทาง(ตอนสอง)
16.03 พี่วาปลุกฉันจากการนั่งเล่น นอนเล่นคุยกับแหมะ
จนกลายมาเป็นนอนหลับเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ขึ้นมาเพื่อทานมื้อเย็น
แปลกใจที่วันนี้คุณแหมะให้ตั้งโต๊ะเร็วเป็นพิเศษ
ห้าโมงเย็นนี่น่า ถึงจะเป็นเวลาอาหาร สงสัยคุณแหมะจะหิว
ไม่นานนัก อาหารมื้อนี้ก็เสร็จสิ้นลง ฉันเห็นว่าฟ้ายังสว่างอยู่มาก
แดดก็ยังสาดแสงส่องถึงหน้าบ้าน ฉันจึงเอ่ยขอคุณแหมะ
"แหมะ กรไปเดินเล่นท่าน้ำนนท์นะ" แหมะพยักหน้าให้ฉัน
ก่อนจะหันกลับไปหาทีวีดูรายการสุดโปรด
16.47 คือเวลาที่ฉันเริ่มต้นปั่นจักรยานออกจากบ้าน
ฝนเพิ่งจะหยุดตกไปไม่นาน บรรยากาศชื้นๆ เคล้าด้วยกลิ่นไอดินจางๆ
อากาศกำลังดี คนก็คงกำลังรู้สึกดีอยู่เหมือนกัน
คงไม่ช้านานนักฉันก็ปั่นมาถึงปากซอยบ้าน
ที่นั่นฉันยืนรอรถนานมากๆ แต่ก็มีหนุ่มน้อยน่ารัก
วัยกำลังซนให้ฉันได้ชำเลืองมอง และส่งยิ้มให้
แต่แล้วเราก็ต้องโบกมือลาจากกันเมื่อรถเมล์คันนั้นมาถึง
คันที่จะพาฉันไปถึงจุดหมายต่อไป ท่าน้ำนนท์
17.21 เมฆฝนครึ้ม ฉันมันก็บ้า ดันคิดได้ อยากมาดูพระอาทิตย์ตก อยากมาดูเอาวันเวลาแบบนี้ และที่นี่ท่าน้ำนนท์ ไม่เคยเห็นในไกด์บุ๊คเล่มไหน เขียนว่าท่าน้ำนนท์เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตก ใช่ไม่มีเขียนไว้หรอก ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่แกจะได้เห็นพระอาทิตย์ตกลับริมขอบฟ้า เส้นขอบฟ้าหรือเส้นที่ตัดระหว่างท้องฟ้ากับทะเลสีน้ำเงินกว้างใหญ่น่ะ แกคงไม่ได้เห็นที่นี่แน่ๆ ฉันแค่หวังว่าจะได้มาเห็น พระอาทิตย์สีส้มกลมโต ลับหายไปหลังทิวต้นไม้ฝั่งวัดค้างคาว หลังป้ายเบียร์สิงห์ ถ้าพระอาทิตย์ใจดี คงจะทิ้งท้องฟ้าสีสันสวยงามไว้ใช้ชมเป็นขวัญตา แกคงอยากมานั่งดูพระอาทิตย์สีส้มกับสาวตากลมโตละซินะ ภาพแกกับสาวตากลมโตนั่งชมพระอาทิตย์ตกด้วยกัน กับภาพของฉันที่ได้ชมพระอาทิตย์ตกกับใครคนนั้น มันช่างเป็นภาพที่อยู่ภายใต้จินตนาการ แต่อยู่เหนือความเป็นจริงชะมัด ภาพฉันกับแกนั่งดูพระอาทิตย์ตกด้วยกันน่าจะเป็นจริงได้มากกว่า ฉันกับแกคงไม่ได้พูดอะไรกันนัก นอกจากนั่งดูพระอาทิตย์ตกเงียบๆ ปล่อยหัวใจลอยไปตามสายลมเย็นๆ ลอยไปหาคนที่คิดถึง ฉันกับแกก็คงทำได้แค่นี้ คิดถึงคนที่คิดถึง ฉันยังคงคิดถึงคนที่คิดถึง ถึงแม้จะไม่มีแกมานั่งดูเป็นเพื่อนก็ตาม วันนี้พระอาทิตย์สีส้มกลมโตแอบโดดงาน ไม่มาทำหน้าที่ที่ดี อันที่จริงจะโทษพระอาทิตย์ก็ไม่ได้ น่าจะโทษเมฆฝนที่ลอยเข้ามา บดบังแสงสีทองซะมากกว่า ภาพที่ฉันได้หลังจากมาถึงที่นี่ คือ พระอาทิตย์ลับขอบเมฆฝนดำทะมึน แต่ยังคงหลงเหลือความสว่าง เอาไว้ให้ฉันบ้าง ฉันนั่งซึมซับบรรยากาศเงียบๆ ขีดๆเขียนๆ ปากกาหมึกซึมหัวสักหลาดสีดำตัดกันไปมา จนได้เป็นภาพๆหนึ่ง เห็นมันเมื่อไหร่ ภาพในวันนี้คงเด่นชัดขึ้นเมื่อนั้น 18.06 ฉันนั่งรถเมล์กลับบ้านด้วยว่าอีกไม่นานนัก พระอาทิตย์ที่ลับหลังเมฆฝนก้อนนั้น คงจะลับหลังโค้งเว้าของโลก และเมื่อนั้นฟ้าคงจะเริ่มมืดมิด ใบหน้าสีขาวอมชมพูของคุณแหมะ จะเริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับความดันโลหิตที่เพิ่มสูงขึ้นหากฉันกลับบ้าน หลังพระอาทิตย์ตกดิน ยิ่งมืด ยิ่งดึก หน้าก็ยิ่งแดง แน่นอนมันไม่ใช่เรื่องดี ฉะนั้นรีบกลับตอนนี้ดีกว่า เผื่อว่าจะได้เห็นใบหน้าสีขาวอมชมพูของคุณแหมะก่อนนอน 18.18 ฉันปั่นจักรยานด้วยความเร็วสูงกลับบ้าน ด้วยว่าเมฆฝนที่ดำทะมึนตามฉันมาอย่างไม่ลดละตั้งแต่ท่าน้ำนนท์ ฉันแอบเห็นท้องฟ้าสีส้มทองกินพื้นที่น้อยนิดบนท้องฟ้า พระอาทิตย์สีส้มกลมโตดวงนั้นคงลาลับโลกในวันนี้ไปแล้วจริงๆ ฉันกำลังมองหาพระจันทร์ แต่ก็ไม่ได้เห็นอะไรมากไปกว่าเมฆฝน ฉันกำลังคิดถึงแมวไขลาน สิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกับแกและฉัน ฉันมองไม่เห็นพระจันทร์ ก็ได้แต่หวังว่าท้องฟ้าของแมวไขลาน จะแจ่มใสกว่าท้องฟ้าของฉัน เผื่อพระจันทร์ดวงนั้นจะช่วยไขลาน ให้แมวตัวนี้ได้ ได้ข่าวว่าลานหมดมาหลายวันอ่ะนะ ฉันเคยลานหมด เข้าใจความรู้สึกนั้นดี แกก็เหมือนกันใช่ม่ะ มันยากจะอธิบายจริงๆ แต่อย่างน้อยก็ยังมีฉันที่(คิดว่า)เข้าใจแก มีแกที่เข้าใจแมวไขลาน มีแมวไขลานที่เข้าใจฉัน มีพวกเราที่เข้าใจกัน จริงมั้ย ฉันมาถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ ก่อนเม็ดฝนแรกจะโปรยลงมา ไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ ฉันไปอาบน้ำอาบท่า นั่งฟังเสียงฝนตก กระแทกกันสาดหน้าบ้านดัง ป๊อกแป๊กๆ เมื่อเสียงฝนซา เสียงริงโทนคุ้นหูก็ดังขึ้น แล้วฉันก็... อยากรู้ละซิว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่บอกแกหรอก บอกก็รู้หมดดิ วันนี้ฉันคงหลับสนิทไม่ฝันร้ายละ แถมบางทีอาจจะฝันดีซะด้วยนะ ยังไงแกก็ดูแลตัวเองด้วยละกัน ฝนตกบ่อยๆระวังเป็นหวัดละ ขับรถไปไหนมาไหนก็หัดระวังมั่งนะ ใบขับขี่ยิ่งไม่มีอยู่ ไว้เจอกันเมื่อฉันได้ตะลอนๆไปไหนคราวหน้านะแก
คิดถึงเสมอ เพื่อนสาวตัวน้อยของแก
ตามอ่านบันทึกการเดินทางของไอ้เพื่อนที่ฉันเขียนถึงได้ที่นี่
http://panugan.spaces.live.com
6月15日 เพลงเพื่อชีวิตหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาขณะที่ฉันนั่งฟังเพลง
ด้วยแววตาที่เหม่อลอย พร้อมด้วยจิตใจที่ขณะนี้โคจรอยู่ใกล้ๆกับดาวศุกร์
ฉับพลันนั้นเองใจดวงนั้นก็ถูกแรงโน้มถ่วงดึงกลับมาสู่ภาคพื้นโลกด้วยเพลงๆหนึ่ง
"แสงจันทร์กระจ่าง ส่องนำทางสัญจร
คิดถึงนางฟ้าอรชร ป่านนี้นางนอนหลับแล้วรึยัง ..."
แล้วภาพเก่าๆ สมัยมัธยมปลายก็เริ่มฉายซ้ำในห้วงความทรงจำ
คืนนั้นเป็นคืนที่ฟ้ากระจ่างดาว รู้สึกเหมือนว่าเราอยู่ใกล้ดาวแค่เอื้อมมือ
ฉันหอบตัวเองกับเสื้อกันหนาวตัวบางออกมานอนดูดาว
ที่เสื่อผืนไม่เล็กไม่ใหญ่นัก ที่นั่นมีพี่ๆหลายคนนั่งเล่น นอนเล่นกันอยู่ก่อนแล้ว
การมาค่ายครั้งนี้ฉันอยู่ในฐานะอาสาสมัครช่วยพี่ๆ
หลังจากที่ครั้งแรกฉันเป็นหนึ่งในเด็กที่มาเข้าค่าย ค่าย "เรารักษ์ป่า"
ฉันนอนลงที่เสื่อผืนนั้น สมทบกับพี่ๆเพื่อนๆ
จำได้ไม่ถนัดนักว่ามีพี่อะไรบ้าง และเพื่อนคนไหนบ้าง
แต่ภาพที่ชัดติดตา น่าจะเป็นภาพดาวเต็มท้องฟ้า
กับดาวตกที่เห็นกันจะจะ สองสามดวง
ฉันนอนเท้าเลยไปบนพื้นหญ้า เหนือลานโล่งในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน
ฉันรู้ว่าที่นี่ไม่ได้สูงอะไรมากนัก แต่ฉันก็รู้สึกได้ว่า เข้าใกล้ดาวมากกว่าที่เคย
ข้างๆกันมีพี่อีกคน ดีดกีต้าร์คลอความเย็น และแสงดาว
ด้วยเพลง "แสงจันทร์"
"เดินทางกลางคืน กลางหมู่เดือนและหมู่ดาว
แหงนมองฟ้าดั่งมองหาเงาของเยาวมาลย์อยู่ในสายลม..."
พี่เค้าร้องไปก็ได้ยินเสียงแซวจากพี่ๆคนอื่นๆเป็นระยะๆ "คิดถึงสาวเหรอว่ะ"
สงสัยแฟนพี่แก จะไม่ได้มาด้วย
แอบอิจฉาแฟนพี่เค้าเล็กๆ ดูท่าทางและเสียงร้อง ทำให้รู้สึกว่า
พี่เค้าอินกับเพลงนี้มากๆ เห็นแล้วอยากจะมีแฟนเป็นนักอนุรักษ์ป่าไม้
วันนั้นฉันนอนดูดาวพร้อมฟังเพลงของพี่เค้าคลอเบาๆจนหลับไป
หลับไปท่ามกลางหมู่เดือน และหมู่ดาว
นอกจากภาพในวันนั้นจะเวียนฉายซ้ำ แล้วภาพใหม่ๆ
ที่ฉันปะติดปะต่อ(เอง)จากการฟังเรื่องราวของพี่ๆที่น่ารักอีกสองคนก็เข้ามาในหัว
ฉันมีโอกาสได้รู้จักกับศิษย์พี่นักอนุรักษ์หนุ่มจากการมาสอน
เรื่องราวเกี่ยวกับเสียงของนกที่พี่เค้าทำการวิจัยอยู่ ในชั้นเรียนนกเมื่อประมาณปีที่แล้ว
จำได้ว่าช่วงนั้นฉันยังไม่ได้สนอกสนใจดูนกด้วยตัวเอง
แต่ฉันก็หลงกลอาจารย์ผมยาวที่เอ่ยเพิ่มเติม
หลังจากบอกกล่าวเรื่องการสัมภาษณ์พี่เค้าไปลงเว็บเกี่ยวกับการดูนก
ว่า พี่เค้าถ่ายรูปเก่ง อ.วินัยยังชมเลย ใครอยากรู้เรื่องถ่ายรูปถามพี่เค้าได้
เย็นวันนั้นฉันจึงนั่งไม่อยู่สุข ถ่ายรูปพี่เค้า บรรยากาศการสัมภาษณ์ไปเรื่อย
นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้จักพี่เค้า ต่อมาฉันได้เจอพี่เค้าในงานเบิร์ดแฟร์
ฉันไม่ได้คุยอะไรกับพี่เค้ามาก ดูเหมือนพี่เค้าเงียบๆ ขรึมๆ ไม่กล้ารบกวน
แล้วฉันก็ได้พบพี่เค้าอีกครั้ง ตอนไปดูซิมโฟนิก วันวาเลนไทน์ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
แล้ววันนั้นฉันก็ได้รู้จักกับพี่สาวอีกคน
ฉันจำอะไรไม่ได้มากนัก แต่ที่จำแม่นคือรอยยิ้มบางๆ และดวงตาโตๆ คู่นั้นของพี่เค้า
วันเวลาผ่านไป ฉันมีโอกาสได้ฟังเรื่องราวคร่าวๆของพี่ทั้งสองจากอาจารย์
แล้วฉันก็ได้รู้ว่า พี่สาวตาโตคมเข้มคนนั้น เป็นพยาบาลอยู่ที่รามาธิบดี
หลังจากนั้นไม่นาน ฉันก็โยกย้ายตัวเองมาทำงานอยู่แถวอนุสาวรีย์
เป็นช่วงที่มีอาการปวดหัวบ่อยๆ ศิษย์พี่นักคิดช่างเขียนอีกคน
พร่ำเตือนอยู่เสมอๆ ให้ไปหาหมอ แล้วฉันก็ไปหาหมอที่รามาธิบดี
การไปหาหมอในครั้งนั้นทำให้ฉันได้รู้จักพี่สาวคนนี้มากขึ้น
นอกจากรอยยิ้มบางๆและตาคมๆโตๆ ฉันยังค้นพบความน่ารักและใจดีของพี่เค้าด้วย
ฉันพอได้รู้เรื่องราวคร่าวๆเพิ่มเติม
ว่าพี่ทั้งสองได้คุยกันบ้าง ไม่ได้คุยกันบ้าง
เพราะบางทีพี่นักอนุรักษ์ก็ต้องเข้าป่า ไม่มีสัญญาณ
เลยส่งข้อความไป กลับมาเมื่อไหร่ก็ค่อยมีโอกาสได้คุยกัน
แล้วเพลงเดิมเพลงนี้ก็เข้ามาในหัว
"เอาใจและร่าง ออกมาวางเดิมพัน เดินทางไกลอยู่ใต้แสงจันทร์
คิดถึงทุกวัน คิดถึงทุกคืน คิดถึงคนรักชุบชูใจให้ตื่นฟื้น..."
ภาพที่ได้ คือ การเดินทางของพี่นักอนุรักษ์ใต้แสงจันทร์
พี่เค้ากำลังเงยหน้าดูดาวในท้องฟ้าอันมืดมิด และอาจจะกำลังคิดถึงตาคมๆคู่นั้น
ครั้งนี้ฉันเกิดความรู้สึกบางอย่างเมื่อฟังเพลงนี้
นอกจากเรื่องราวภาพเก่าใหม่ที่ฉายสลับสับเปลี่ยนไปมา
ฉันยังรู้สึกถึงเพลงเพลงนี้ เนื้อหาของเพลง รวมถึงแนวเพลง
เพลงนี้อยู่ในกลุ่มของเพลง "เพื่อชีวิต"
ฉันชอบเพลงแนวนี้มานาน แต่ไม่รู้สึกว่าเข้าถึงแนวของเพลงมากเท่าวันนี้
"เอาความฝันใฝ่สองเราไว้ที่ปลายฟ้า เดินทางผ่านสารธารเวลา
ขอให้ศรัทธา อย่าลืมลางเลือน..."
หลังภาพพี่นักอนุรักษ์หนุ่มและพี่พยาบาลสาวตาคมโต
ฉันเข้าถึงเพลงเพื่อชีวิต มันดูมีชีวิตจริงๆในเพลงเหล่านั้น
มันไม่ได้แต่งขึ้นมาเพื่อเรียกแค่ความฮิตจากท้องตลาด
ฉันฟังเพลงเพราะขึ้น และฉันก็ได้เห็นอีกหลายๆเรื่องราวชีวิตในเพลง
อันที่จริง มันก็ไม่ใช่แค่ในเพลงเพื่อชีวิตเท่านั้นหรอกนะ
ในเพลงทุกๆเพลงนั่นแหละ อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นอะไรจากมันก็เท่านั้นเอง :)
ปล.พล็อตเรื่องนี้มีมานานร่วมเดือน เพิ่งจะได้นำมาพิมพ์และเพิ่มเติมก็วันนี้ละ :)
|
|
|