1月3日
Chuc mung nam moi กับเรื่องราวรวมมิตร
นานเท่าไหร่แล้วนะที่ไม่ได้เข้ามาขีดเขียนในพื้นที่เล็กๆแห่งนี้
ทั้งๆที่ช่วงเวลาที่ผ่านพ้นไปเต็มไปด้วยเรื่องราวต่างๆ
บ้างสุข
บ้างทุกข์แวะเวียนเข้ามาทักทายอยู่เสมอๆ
และสำหรับครั้งนี้จะหยิบเรื่องไหนมาเล่าสู่กันฟังดีนะ
ช่วงกลางเดือนสิบสอง
ขณะที่สนามบินบ้านเราเพิ่งเปิดใช้บริการอย่างปกติอีกครั้ง
ได้เพียงอาทิตย์เศษๆ
ฉันก็ได้เวลาลองของ ดูซิจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง
ฉันเดินทางกลับมาตุภูมิด้วยนกเหล็กเพียงลำพังครั้งแรกในชีวิต
ในความมืดฉันมองเห็นแสงไฟระยิบระยับจากที่ที่ฉันจากมา
ไม่นานนักก็กลับมาเห็นเสียงไฟระยิบระยับอีกครั้งที่บ้าน
ฉันพาตัวเองแบกเป้ ลากกระเป๋าผ่านอะไรต่อมิอะไรมากมาย
กลับมาเห็นตัวหนังสือภาษาไทยตามป้ายต่างๆ เสียงประกาศภาษาไทย
ฉันพาตัวเองเดินออกมาเรื่อยๆ
พอจะเดาได้ว่าวันนี้จะมีใครมารับฉันบ้าง
ตระกูลน. หนูมากันครบ พร้อมด้วยน้าเรกและน้าเจี๊ยบ
ทุกคนดูสบายดี
ยกเว้นแฝดพี่ที่ดูแก้มช้ำเนื่องจากฟันคุดคู้ทำพิษ
คืนนั้นและ
หลังจากนั้นฉันแอบมุดมุ้งไปนอนกับคุณแหมะทุกคืน
ด้วยความที่ฉันมีเวลาไม่มากนัก
กลับไปก็ไปวัดกับแฝดพี่หนึ่งวัน ไปซื้อของ
ซื้อหนังสือ ไปเยี่ยมพี่ ไปหาเพื่อน
ไปส่งของ จัดการเรื่องเช็ค และก็กลับมอหนึ่งวัน
ค้างที่นั่นหนึ่งคืน
ได้พบเจอครูบาอาจารย์ที่รักและเคารพ เพื่อนๆ
และพี่ๆที่ยังน่ารักไม่เปลี่ยนแปลง
ไขลานให้ตัวเอง ชาร์ตพลังเอาไว้เผื่อขาดแคลนในอนาคต
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะใช้ได้นานเท่าไหร่
ดีใจที่ได้กลับมาเจอทุกๆคนอีกครั้ง
เพื่อนๆที่ได้เจอทุกคนดูสบายดีและยังคงน่ารักมากๆเหมือนเดิม
ส่วนเพื่อนๆที่ไม่มีโอกาสได้เจอก็ได้แต่โทรไปหา โทรไปทักทาย
หวังว่าเพื่อนๆคงสบายดีกันทุกคนเช่นกัน
เวลาแห่งความสุขมักสั้นเสมอ
แล้ววันกลับก็มาถึงเวลาประมาณเดียวกันกับครั้งนั้น
ตระกูลน.หนูมากันครบ
โดยมีน้าเรกนำทีมเช่นเคย คราวนี้ฉันไม่เอ้อระเหย
ค่อยๆเข็นรถเข็นมาที่เคาเตอร์เช็คอินอีกต่อไป
ฉันรีบเข็นรถและกระเป๋าไปที่ตรงนั้น
ฉันมองตรงจุดนั้นก่อนที่จะถึงเคาเตอร์ซะอีก
นั่นไงนั่งเรียงกันอยู่ตรงนั้นทั้งสามคน ภาพนั้นยังคงเด่นชัดในความทรงจำ
การเช็คกระเป๋าผ่านไปด้วยดีน้ำหนักที่เกินมาพี่เค้ายกให้ คงเห็นว่าตัวเล็กไม่หนักเครื่องมากละมั้ง
จากนั้นก็เดินมองความว่างเปล่าจนไปถึงด่านตรวจเก็บภาพกับที่บ้านอีกนิดหน่อย
ก่อนจะบอกลาทุกคนแล้วเดินเข้าไปโดยไม่ลืมเหลียวมองความว่างเปล่า
ณ ที่ตรงนั้น
ซึ่งไม่ได้ว่างเปล่าในความทรงจำเลย
แล้วพบกันใหม่นะทุกคน เมื่อเวลาและโอกาสของฉันมาถึงอีกครั้ง
กลับมาคราวนี้ดูเหมือนจะมีหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป
บ้างกระทบฉันมาก บ้างกระทบฉันน้อย วันแรกที่กลับมาเรียนอีกครั้ง
เพื่อนเก่าชาวเกาหลีของฉันเหลืออยู่สามคนพร้อมเพื่อนใหม่นานาชาติอีกสามคน
พร้อมข่าวที่ว่าเพื่อนสาวคนสวยของฉันจะกลับเกาหลีวันเสาร์นี้
ความเหงาเริ่มแทรกแซงกลับตั้งสามอาทิตย์ โธ่เพื่อนสาวคนเดียวของฉัน
และเช่นเดียวกันกับการไปทำงานวันแรกอีกครั้ง
จิสาพี่สาวใจดีบอกข่าวเล่าให้ฟังถึงอันแป๊ะพี่ชายที่แสนดี
ว่าอีกไม่นานพี่เค้าต้องกลับไทยแล้ว แน่นอนมันไม่ใช่ข่าวดีแน่
และเมื่อฉันได้คุยกับอันแป๊ะ
ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าจะเศร้าขนาดไหน
ฉันเพิ่งซื้อหนังสือเรียนภาษาเวียดนามมาฝากพี่เค้าแท้ๆ
อีกไม่ถึงสิบวันพี่เค้าก็ต้องกลับแล้ว มันเร็วมากเลยสำหรับฉัน
และคงไม่ต้องพูดถึงพี่เค้า มันคงเร็วกว่าฉันมากๆ ทุกคนได้แต่ทำใจ
เวลาคงช่วยเยียวยาได้ทุกสิ่ง ฉันหวังว่ามันจะเป็นอย่างนั้นนะ
คริสตมาสกับบอลไทย
เวียดนาม เล่นเอาฉันหงอยไปพอควรเลยทีเดียว
ไม่ใช่เพราะบอลแพ้อย่างเดียวหรอกนะ
บอลแพ้ทำให้ฉันโดยแซวตั้งแต่ที่บ้าน ที่มหาลัย จนถึงที่ทำงาน
แต่อีกอย่างที่ส่งผลคือฉันไม่สบายเอาวันนั้นพอดี
ดีที่ไม่เป็นไรมาก
แอบโดดงานครึ่งวันกลับมานอนที่บ้าน ค่ำๆก็ดีขึ้น
ปกติทุกปีวันนี้จะมีคนโทรมา
แต่ปีนี้คงไม่มีใคร และก็ไม่มีจริงๆ
เป็นคริตสมาสที่ไม่ค่อยน่าจดจำเลย
แต่ก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะลืมเหมือนกันละ และต่อเนื่องจากคืนคริสตมาสอีฟที่บอลเวียดนามชนะไทย
เมื่อคืนวันที่ 28 ธันวา ก็เป็นวันที่ถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์เวียดนาม
เป็นครั้งแรกที่เวียดนามได้แชมป์ไทเกอร์คัพ กว่า 49 ปีที่เวียดนามไม่เคยได้แชมป์อะไรเลย
และกว่า 10
ปีที่ไม่สามารถเอาชนะไทยได้
ความดีใจและความสุขของคนเวียดนามเลยล้นออกมาจากหัวจิตหัวใจ
พากันออกจากบ้านเอาผ้าแดงโผกหัว ถือธงแดงดาวเหลืองซ้อนมอไซด์โบกสะบัด
และวิ่งโห่ร้องด้วยความยินดีไปทั่วเมือง
และฉันคาดว่าจะทั่วประเทศเลยด้วยนะ
โดยเฉพาะที่ฮานอยเมืองหลวงและโฮจิมินต์เมืองเศรษฐกิจ น้องบอกฉันว่า
บางทีคนเวียดนามอาจจะไม่ดีใจมากอย่างนี้ถ้าได้แชมป์เพียงอย่างเดียว
แต่ที่คนเวียดนามดีใจมากขนาดนี้ก็เพราะชนะไทยด้วย หวังว่าคนไทยคงไม่เศร้าอะไรมากนัก
ฉันไม่รู้สึกอะไรมากไปกว่าอืมแพ้ก็ไม่เป็นไร กีฬามีแพ้มีชนะ
และฉันคิดว่าหากไทยชนะ
ฉันก็คงไม่ได้อะไรมากไปกว่า อืมชนะก็ดีนะ
ฉันคิดว่าถึงไทยชนะความสุขก็คงไม่ได้ครึ่งของคนเวียดนามที่ฉันเห็น ฉันเลยเกิดความคิดที่ว่าหากคนไทยได้อ่านแล้วอาจจะเกลียดฉันไปเลยก็ได้
คือ เวียดนามชนะก็ดี ฉันได้เห็นความสุขมากมาย
ความสุขมากมายที่ไม่เคยเห็นตอนที่บอลไทยชนะแล้วคนไทยมีความสุขกันขนาดนี้
ฉันเห็นคนมากมายมีความสุขฉันจึงรู้สึกยินดีไปกับเค้าด้วย
แต่ถ้าฉันอยู่ไทยอาจจะเศร้าก็ได้
ซึ่งก็คงไม่เป็นไร วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปเสมอๆ
ไม่นานหลายๆฤดูกาลแข่งขันก็จะเวียนมาถึง สู้ๆกันต่อไปนะ ทุกทีมเลย
เช้าวันที่ 30 ธันวาชั้นเรียนสุดท้ายของปี
ขณะที่ฉันกำลังรอเข้าห้องเรียนอยู่ที่ระเบียงกับเพื่อนๆ
มองลงไปข้างล่างเห็นผู้คนจำนวนนึงวิ่งไปในทางเดียวกัน
ในใจฉันฉุกคิดอะไรแย่ๆขึ้นมาได้ก่อนความคิดอื่น สงสัยจะมีคนโดดตึกฆ่าตัวตาย
แต่แล้วความคิดอื่นๆก็เข้ามาแทรก มันจะเป็นไปได้ไง ไม่ใช่ทำกันได้ง่ายๆนะ
ฆ่าตัวตายเนี่ย แล้วคิดได้เนอะ โดดตึกด้วยนะ เลยมาคิดว่า
สงสัยจะมีดารานักร้องดังมาถ่ายทำอะไรที่นี่ เพราะเคยเห็นมีคนมาถ่ายทำนู่นนี่บ่อยๆ
และเมื่อเพื่อนฉันเดินไปดู และกวักมือเรียกเพื่อน ฉันเลยเดินไปดูด้วย
และนั่นละ ตกใจเลย คนโดดตึกฆ่าตัวตายจริงๆอ่ะ ตอนที่ฉันไปดูเหมือนเพิ่งลงมาถึงพื้น
คนเพิ่งวิ่งเข้าไปช่วยกันยกแขนยกขาแล้วพาขึ้นแท๊กซี่
ฉันเห็นจม.ฉบับนึงด้วยนะ
เลือดนองพื้นเลย ฉันดูอยู่ไม่นานก็เข้าห้องเรียน
เพราะครูมาเรียกแล้ว
บอกไม่ถูกว่ารู้สึกยังไง เรียนเสร็จลงมาเดินผ่านตรงจุดนั้น
จุดที่เค้าลงมาถึงพื้นตาย จุดที่ฉันเดินผ่านไปมาทุกวัน
รอยเลือดยังคงมีให้เห็นทั้งๆที่ฝนเพิ่งตกไป
ไม่มีใครทำความสะอาด ฝนช่วยชะไปได้นิดหน่อย
แต่ไม่อาจหมดได้
เช่นเดียวกับภาพที่เห็น ไม่อาจลบไปจากตาได้เลย
ถ้าฉันเดินมาตั้งแต่ตอนที่คิดคงได้เห็นตอนกำลังดิ่ง แต่ดีแล้วละ
เพียงเท่านี้ก็ได้เห็นอะไรมากพอแล้ว ชีวิตมีเรื่องยุ่งยากมากมาย
แต่ก็มีทางแก้ปัญหาอีกมากเช่นกัน ทางที่เค้าเลือกก็ได้แต่หนีปัญหาของตัวเองเท่านั้น
ไม่คิดถึงคนที่อยู่ข้างหลัง
การเกิดเป็นคนหน่ะยากนัก
เสียดายโอกาสที่เค้าจะได้ทำอะไรอีกตั้งมากมาย
ตอนนี้คงไม่มีโอกาสได้แก้ตัวอีกต่อไปแล้ว เสียใจด้วยนะ ความคิดนั้นชั่ววูบนัก
แต่ได้พรากทุกสิ่งไปแล้ว ลาก่อนวันสิ้นปีกับคนสิ้นใจ
ปีใหม่มาถึงแล้ว
วันนี้มีนัดไปบ้านญาติกินเลี้ยงมื้อเที่ยง
ญาติๆทุกคนยังน่ารักกับฉันเหมือนเดิม
ทานมื้อเที่ยงเสร็จก็อยู่คุยกันนิดหน่อยก่อนจะกลับมาที่บ้าน
เพราะเมื่อคืนสิ้นปีจิทูมาส่งที่บ้าน พร้อมแวะทานมื้อค่ำ
ก่อนจะถึงบ้านได้เอ่ยชวนฉันไปเยี่ยมเพื่อนพี่เค้าซึ่งมีน้องใกล้คลอดแล้ว
บ้านอยู่ใกล้ๆบ้านฉัน จิทูบอกให้ขอป้า ซึ่งป้าก็ให้ฉันไป
เช้าวันนี้ฉันเลยรีบตื่นมาซักผ้า
ขณะที่ซักผ้าก็แอบคิด อิอิ
สงสัยพี่เค้าจะคลอดน้องวันนี้ละมั้งเนี่ย อาจจะเพราะฉันชอบเด็ก
ถ้าไปเยี่ยมพี่เค้าก็เห็นพี่เค้าพร้อมท้องโตๆเฉยๆ เลยคิดให้คลอดวันนี้เลย
อะนะคิดไปได้ ซักผ้าเสร็จก็ไปล้างแก้วจำนวนมากของป้าเตรียมไว้กินตรุษจีน
เสร็จแล้วก็ไปเตรียมตัวไปบ้านญาติ บ่ายสองหน่อยๆก็กลับมาที่บ้าน
เพราะจิทูบอกว่าจะมารับประมาณบ่ายสาม
และเวลาประมาณนั้นพี่เค้าก็มาถึง
ขณะที่ซ้อนรถออกไป จิทูก็บอกฉันว่า
ไม่ต้องไปบ้านเพื่อนพี่แล้วละ ไปโรงพยาบาลแทน
เพราะเพื่อนพี่คลอดน้องแล้ว เพิ่งคลอดเมื่อเช้านี้เอง
โห จริงอะ ตื่นเต้นๆๆๆ
ดีใจจังจะได้เห็นน้องจริงๆด้วย แต่แอบกลัว
คิดไรเป็นงั้นเลย วันเว้นวัน
วันสิ้นปีกับคนสิ้นใจ วันปีใหม่กับชีวิตใหม่
ก่อนไปหาน้องก็ไปซื้อของให้น้องกันก่อน เสื้อ ถุงมือ ถุงเท้า หมวก ที่นอน
เครื่องอาบน้ำ
จิทูกับฉันชอบเสื้อชุดนึงมากๆ แต่ฉันคิดว่าน้องน่าจะยังใส่ไม่ได้
แต่จิทูชอบมากเลยซื้อเลย ตอนนี้ใส่ไม่ได้โตอีกหน่อยก็ใส่ได้เนอะ และแล้วก็ได้เจอกับน้อง
น้องน่ารักมากๆ ตัวแดงๆ
กินแล้วก็นอน นอนตื่นแล้วก็กิน กินเสร็จก็นอนใหม่
ฉันกับจิทูนั่งดูน้องอยู่นานพอสมควร
ประมาณหกโมงกว่าๆ ก็โบกมือลาเจ้าตัวน้อยออกมา
ก่อนที่จิทูจะพาซ้อนมอไซด์ไปรอบๆเมือง พร้อมเรื่องราวมากมายที่เล่าสู่ฉันฟัง
ความทรงจำแสนดีของพี่เค้าถูกถ่ายทอดมาสู่ฉันผ่านคำบอกเล่าเหล่านั้น
ฉันไม่อาจรู้ได้ว่าสมัยก่อนนั้นเป็นยังไง แต่ที่ฉันรับรู้ได้ก็คือ
น้ำเสียงที่เจือด้วยความทรงจำแสนสุขของพี่เค้า ถนนสายนี้เป็นถนนที่พี่เค้าชอบที่สุด
เป็นทางไปมหาวิทยาลัยที่พี่เค้าจะต้องเดินทางไปมาทุกวัน
อาจจะเพราะฉันก็มีถนนสายนี้เหมือนกันละมั้ง ทางไปมหาวิทยาลัยที่รักและผูกพัน
พี่เค้าเดินข้ามมาเรียนตรงนี้ เดินไปกินไอติมตรงนั้น
ขณะที่ความทรงจำพี่เค้าถ่ายทอดมาสู่ฉัน
ภาพความทรงจำเก่าๆของฉันก็เล่าเรื่องราวเดียวกันในสถานที่อีกแห่งหนึ่ง
ฉันตั้งใจฟัง พร้อมส่งเสียงสนับสนุน และคอยถามนู่นนี่เป็นระยะๆ
จากนั้นก็ไปทานมื้อค่ำ แล้วก็ไปรู้จักกับเพื่อนๆพี่เค้า
ซึ่งดูใจดีและน่ารักกันทุกคนเลย ก่อนจะมาส่งฉันที่บ้านตามเวลาที่ได้บอกป้าไว้
เหมือนกับว่าฉันได้รู้จักพี่เค้ามากขึ้น หลายๆอย่างของเราคล้ายกัน
อย่างน้อยเส้นทางที่เราทั้งสองชอบที่สุดก็เป็นทางเส้นเดียวกัน
อ่อจะเพิ่มอีกหน่อย ตอนนี้เส้นทางที่ฉันชอบมากที่สุดอีกทางนึงก็คือ ทางกลับบ้าน
วันปีใหม่ปีนี้ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ที่บ้านแต่ก็มีเรื่องราวดีๆเกิดขึ้นให้ได้ร่วมยินดีและมีความสุข
ปกติเวลานี้คงจะอยู่ที่บ้าน ไม่ได้ออกไปไหน เดินไปเดินมา นอนเปลหน้าบ้าน
นอนเตียงคุณแหมะ นั่งเล่น คุยเล่นกับคุณแหมะ
ปีใหม่นี้เสียงคุณแหมะดูสดใส
ยังคงหัวเราะร่าเหมือนทุกครั้งที่โทรไปหา
คงจะดีกว่านี้ถ้าได้เห็นแหมะหัวเราะ
ปีใหม่นี้แหมะยังคงสบายดี
ขอให้คุณแหมะและทุกๆคน สบายดีและมีความสุขเช่นนี้ตลอดปี
และตลอดไป “สวัสดีปีใหม่”
"ฉันไม่เคยคิดถาม ว่ารักฉันอยู่บ้างมั้ย รู้คำตอบในใจ แน่แท้เธอไม่แลเหลียว
ก็รู้ใจอยู่ว่ารัก รักเธอข้างเดียว อย่าเลย อย่าถาม
ถึงอย่างไร ฉันมีจิตใจเหมือนกัน แม้ไม่มีสักคนจะมาสนใจ
ก็ยังดีมีเธอไว้คนเพื่อฝัน... ได้แค่ฝันเอียงๆข้างเดียวก็เอา
เฉลียง - ไม่คิดถาม"